ศิลปวัฒนธรรม “94 ปี เพลงชีวิต ครูบรรเลง”

ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 24 ฉบับเดือน ธันวาคม 2545 ,หน้า 38-39

94 ปีเพลงชีวิตครูบรรเลง (ศิลปบรรเลง) สาคริก

นายยางสน..คนบางขวาง

13 ตุลาคม 2545

13 สิงหาคม พ.ศ.2451 ริมทางเดินที่ทอดยาวจากวังบูรพาภิรมย์ อันเป็นที่ประทับสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช สู่ท่าน้ำคลองโอ่งอ่าง เรือนฝากระดานโอ่อ่าสองชั้นตระหง่านเงียบไร้เสียงปี่พาทย์ประโคมเช่นที่เป็นมา ด้วยจางวางศรเจ้าสำนักต้องตามเสด็จฯถวายงานดนตรีองค์ สมเด็จวังบูรพา ยังชวาประเทศ คงมีเพียงเสียงของเด็กน้อย พยานรักที่เกิดจากแม่โชติคู่ชีวิตร้องไห้จ้า หากแต่ใครจะรู้ได้บ้างว่า กาลต่อมาเด็กน้อยผู้นั้นได้ใช้เวลาทั้งชีวิตในเรียนรู้ สืบสาน และสร้างสรรค์งานดนตรีทดแทนคุณแผ่นดิน และบิดานับเนื่องยาวนานถึง 94 ปี

ครูบรรเลง เป็นบุตรคนที่ 4 ของจางวางศร (หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)) และนางโชติ (หุราพันธุ์) เดิมทีมิใช่ลูกรักเท่าใดเพราะบิดาหวังใจว่าจะได้ลูกชายไว้สืบวิชาดนตรีปี่พาทย์ ด้วยบุตรสามคนแรกล้วนเป็นหญิง (สองคนแรกถึงแก่กรรมเมื่ออายุ 3 ปี คนที่สามคือ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) ท่านถึงกับพนันขันต่อกับเพื่อนพ้องไว้ ..หากแต่มิเป็นเช่นที่หวัง ปู่ชุ่มผู้มีศักดิ์เป็นน้าของจางวางศร และมีหน้าที่คุมวงดนตรีไปบรรเลงตามงานต่างๆ จึงเป็นผู้เลี้ยงดูแต่ยังเล็ก มือหนึ่งถือถุงไม้ระนาด อีกมืออุ้มหลานขี่คอไปกินนอนอยู่ในวงปี่พาทย์ ที่โรงละครปราโมทัยตั้งแต่แรกเริ่ม ทำให้เด็กน้อยจดจำเพลงละครมากมายโดยมิรู้ตัว เมื่อโตขึ้นเริ่มรู้ความจึงเริ่มหัดดนตรีกับปู่ชุ่ม จนคล่องแคล่ว ทั้งกระบวนปี่พาทย์และเครื่องสาย จนสร้างความแปลกใจให้กับบิดาครั้งกลับจากตามเสด็จฯที่สงขลาเป็นที่ยิ่ง

กระทั่ง วันที่ 19 มกราคม พ.ศ.2466 ในงาน สี่มะเส็ง ซึ่งเป็นงานทำบุญฉลองพระชนมายุครบ 4 รอบของจอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ หรือ ทูนกระหม่อมบริพัตร และพระโอรสธิดาองค์อื่นๆ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ที่ประสูติในปีจักรราศรีเดียวกัน ทูนกระหม่อมบริพัตร ทรงพระดำริให้มีการประชันปี่พาทย์ขึ้น ณ วังบางขุนพรหม

ในงานนั้นมีวงปี่พาทย์เข้าร่วมประชัน 3 วง ได้แก่ วงวังบางขุนพรหม ของพระองค์เอง มีครูจางวางทั่ว พาทยโกศล เป็นครูผู้ฝึกซ้อมและปรับวง ,วงวังบูรพาภิรมย์ มีจางวางศร ศิลปบรรเลง เป็นผู้ฝึกซ้อมและปรับวง ,วงของเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดี (ม.ร.ว.ปุ้ม มาลากุล) เสานาบดีกระทรวงวัง มีพระเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) เป็นครูผู้ฝึกซ้อมและปรับวง

ให้มีเหตุอันเป็นไปที่ 7 วันก่อนวันประชันครั้งสำคัญ คนร้องของวงวังบูรพาภิรมย์ คือ ครูทองดี ศุณะมาลัย เป็นฝีที่ท้องน้อยร้องเพลงไม่ได้ ครูบรรเลงจึงต้องทำหน้าที่ขัดตาทัพเป็นร้องแทน กระนั้นก็ยังได้รับรางวัลที่ 2 รวมทั้งเงินรางวัลจากบิดาอีกถึง 80 บาท (ในขณะนั้น) หากแต่รางวัลที่มีค่าเหนืออื่นใดคือการเปลี่ยนสถานภาพจาก ลูกชัง กลายเป็น ลูกรัก เพียงชั่วคืน ที่ได้ฝากเสียงร้องไว้ในงานประชันครั้งประวัติศาสตร์อันยังคงเป็นเรื่องเก่าขานกันในหลายแง่มุมจวบจนปัจจุบัน

หลังจากนั้นครูบรรเลงก็ได้เริ่มเรียนดนตรีอย่างจริงจัง โดยได้ต่อเพลงสำคัญกับบิดาจนเจนจบครบทั้งปี่พาทย์และเครื่องสาย มีโอกาสได้เรียนเครื่องสายเพิ่มเติมกับพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) เรียนจะเข้และขับร้องกับ ครูไพฑูรย์ ณ มหาชัย ได้ทางเดี่ยวและความรู้แบบโบราณไว้มากมาย

ในปี พ.ศ. 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดให้มีการจัดตั้งมโหรีหลวงเป็นการส่วนพระองค์ขึ้น โดยจัดให้มีพวกปี่พาทย์หลวงและโขนหลวงอีกส่วนหนึ่ง สำหรับมโหรีหลวงหญิงนั้นให้ถวายตัวเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระนางรำไพพรรณี พระราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเสนาบดีกรมวังคือ เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ ได้ขอให้ครูดนตรีไทยที่มีชื่อเสียงในยุคนั้นรวบรวมนักดนตรีไทยที่มีความสามารถเข้าเป็นมโหรีหลวงคือ ท่านครูพระยาเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) และ ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้มีการรวบรวมบุตรหลานที่เป็นนักดนตรีฝ่ายหญิงเข้าถวายตัวเป็นมโหรีหลวงหญิง จนได้ครบเป็นวงมโหรีซึ่งถือว่าเป็นรุ่นใหญ่ เช่น คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง (ระนาดเอก) ,ครูบรรเลง ศิลปบรรเลง (ระนาดทุ้ม),ครูเลื่อน (สุนทรวาทิน) ผลาสินธุ์ (ขลุ่ย),ครูบรรจง (ศรีนาฏ) เสริมศิริ (โทน รำมะนา),ครูท้วม ประสิทธิกุล (นักร้อง) เป็นต้น โดยมีหน้าที่บรรเลงในพระราชพิธีต่างๆ รวมถึงการบรรเลงถวายในระหว่างเสวย ณ พระที่นั่งในพระราชวังสวนอัมพร

เนื่องจากครูบรรเลงเป็นผู้มีความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ ขณะที่เป็นข้าหลวงอยู่นั้นจึงได้รับเลือกให้ทำหน้าที่เป็นล่ามให้ชาวที่ในการต้อนรับแขกเมือง เมื่อครั้ง ผู้สำเร็จราชการสิงค์โปร์และเจ้าชายเดนมาร์ค เสด็จมาเป็นพระราชอาคันตุกะ และในโอกาสต่างๆจวบจนเปลี่ยนแปลงการปกครอง

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ครูบรรเลงได้ร่วมกับคุณกุมุท จันทร์เรืองจัดละครวิทยุประเภทไขปัญหาชีวิตใน รายการของขุนลีลาศาสตร์สุนทร โดย ครูบรรเลง รับบทเป็น นางลีลาศาสตร์สุนทร รวมถึงได้เป็นผู้ที่พากย์ภาพยนตร์เป็นคนแรก โดยเป็นตัวเอกเรื่องชนวนกรรม ที่โรงภาพยนตร์ศรีอยุธยาอีกด้วย

ด้านการศึกษาครูบรรเลง เริ่มเรียนระดับประถมที่โรงเรียนศรีจิตสง่า ระดับมัธยมที่โรงเรียนราชินีปากคลองตลาด สมัครสอบวิชาครูพิเศษมัธยมศึกษา (พ.ม.) ขณะเดียวกันก็เข้าเป็นครูสอนขับร้อง ดนตรี และนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนราชินี โรงเรียนเบญจมราชาลัย และโรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ โดยได้ริเริ่มให้มีการประกวดขับร้องเพลงไทย ดนตรีไทย ละคร และเป็นผู้คิดให้มีดนตรีประกอบท่ากายบริหาร ในการประกวดกายบริหารของนักเรียนในงานอนุกาชาดและศิลปหัตถกรรม

ปี พ.ศ.2480 ครูบรรเลงได้ย้ายมาเป็นหัวหน้าหมวดดนตรีนาฏศิลป์ ที่โรงเรียนสวนสุนันทาวิทยาลัย (สถาบันราชภัฎสวนสุนันทาในปัจจุบัน) ได้ก่อตั้งวงดนตรีไทย ฝึกซ้อมดนตรีและเพลงไทย จนชนะเลิศการประกวดในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนและงานอนุกาชาด ริเริ่มพิธีไหว้ครูดนตรีไทย ฟื้นฟูการแสดงละครปฤศนาของรัชกาลที่ 6 โดยนำมาสอนนักเรียนฝึกหัดครูและสมาชิก อ.ศ.ร. ตามรูปแบบเดิมทุกประการ ทำให้มีการแสดงละครปฤศนาแพร่หลาย จัดการแสดงละครของนักเรียนสวนสุนันทาเรื่อง โสนน้อยเรือนงาม แสดงหน้าพระที่นั่ง หารายได้ช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนคนตาบอด จัดละครเรื่อง มัธนพาธา ไปแสดงที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสุรินทร์ เพื่อหารายได้สมทบทุนสร้างตึกคหกรรมของโรงเรียนนั้น เป็นต้น ทั้งนี้ยังได้ให้แนวคิดการแต่งตัวละครแบบลำลอง โดยมีคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลงพี่สาวเป็นที่ปรึกษา ออกแบบการแต่งกายแบบประหยัด เช่น เกล้าจุกกะบังหน้าแทนชฎา ส่วนเสื้อผ้าก็ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ดูคล้ายการแต่งกลายแบบยืนเครื่อง รวมถึงโจงกระเบนแบบสะดวกใช้ ซึ่งหาชมได้ทั่วไปย่านตลาดพาหุรัดทุกวันนี้

นอกจากนั้นยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไทยไปประชุมเกี่ยวกับการละครในภูมิภาคเอเซียที่ประเทศอินเดียและได้รับทุนกระทรวงศึกษาธิการไปศึกษาและดูงานที่ประเทศฟิลิปปินส์เป็นเวลา 1 ปี ในโอกาสนี้ได้ทำชื่อเสียงให้ประเทศไทยโดยการเดี่ยวจะเข้ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นที่ชื่นชอบของชาวฟิลิปปินส์เป็นอย่างมาก

ราวปี พ.ศ.2510 ครูบรรเลงได้เป็นกรรมการร่างหลักสูตรและจัดทำบทเรียน ดนตรีนาฏศิลป์ทางวิทยุโรงเรียนของศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา กรมวิชาการ บทเพลงของท่านนอกจากจะสนุกสนานเป็นที่พึงพอใจของเด็กๆแล้ว ยังเป็นคติสอนใจเด็กๆและให้ความรู้ในเรื่องนิทานของไทย เช่น นิทานเพลงเรื่องนารีผล เรื่องนกกระสาหมาจิ้งจอก เรื่องกบเลือกนาย แต่งเนื้อร้องบทเพลง เช่น เพลงฉิ่งฉับ เพลงแขกระเริง เพลงระบำรำมะนา เพลงกาเรียนทองชั้นเดียว เพลงนกกางเขน เพลงปู เพลงพญาหงส์ทอง เป็นต้น ตลอดจนเป็นกรรมการรุ่นแรก ในการร่างหลักสูตรวิชา ขับร้อง ฟ้อนรำ ของกระทรวงศึกษาธิการ ระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา เป็นผู้ร่างหลักสูตรและจัดให้มีการอบรมวิชานาฏศิลป์ขั้นพื้นฐาน ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติแก่สมาชิกชุมนุมละครของคุรุสภา เป็นกรรมการร่างหลักสูตรและออกข้อสอบวิชาชุดครู พ.ม.ชุดวิชาการละครเพื่อการศึกษาของกองส่งเสริมวิทยฐานะ กรมการฝึกหัดครู และคุรุสภา เป็นวิทยากรร่วมกับหน่วยการศึกษานิเทศ อบรมครู อ.ศ.ร..เป็นอาจารย์พิเศษสอนดนตรีไทยที่โรงเรียนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงประสานมิตรหรือปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ช่วยทำตำราของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ 11 ดุริยางค์ศิลป์ไทย หลักสูตรปริญญาตรี แขนงวิชาไทยคดีศึกษา เพื่อใช้สอนในระบบการศึกษาทางไกล

ครูบรรเลงได้อุทิศกำลังกาย กำลังใจ กำลังทรัพย์ในการสร้างบุคลากรทางดนตรีจำนวนมาก โดยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ และชมรมดนตรีไทย ร่วมกับคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ผู้พี่สาว ตั้งแต่ปี พ.ศ.2524 เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมด้านดนตรีไทยต่อจากบิดาคือ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จัดกิจกรรมในทางสร้างสรรค์เพื่อเผยแพร่ดนตรีไทยอย่างต่อเนื่องโดยมิเห็นแก่เหน็ดเหนื่อย ทั้งยังเป็นคลังข้อมูลทางศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งในช่วงรอยต่อแห่งยุคสมัยให้ความรู้ในด้านต่างๆแก่ประดาลูกศิษย์ หลานศิษย์ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจ ได้อย่างแม่นยำชัดเจน เป็นกันเอง

ชีวิตครอบครัว ครูบรรเลงสมรสกับขุนตำรวจเอก พระมหาเทพกษัตรสมุห (เนื่อง สาคริก) มีทายาทด้วยกัน 4 คนคือ อ.มาลินี สาคริก, นิคม สาคริก, ผศ.เพียงเพ็ญ พานิชพัฒน์ และ อ.ชนก สาคริก ซึ่งล้วนแต่เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ในปัจจุบันโดยยึดถือตามแนวทางที่ ครูบรรเลงได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้อย่างมั่นคง

ค่ำคืนวันที่ 15 กันยายน 2545 ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี เวลายังคงดำเนินไป พร้อมๆลมหายใจสุดท้ายของครูบรรเลง ที่รวยรินและทอดลงอย่างสงบ นับเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ของแวดวงการศึกษา ละคร นาฏศิลป์และดนตรีไทย

หากแต่ เวลา 94 ปีที่คนๆหนึ่งพึงดำรงตนอยู่เพื่อประโยชน์ของผู้อื่นด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมเป็นการใช้ชีวิตและช่วงเวลาที่มีค่า ซึ่งมิอาจเรียกร้องใดๆให้บทเพลงชีวิตนี้ บรรเลง จบลงอย่างไพเราะสวยงามไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีฯ

ทรงพระกรุณา เสด็จพระราชดำเนิน ในการพระราชทานเพลิงศพ

นางมหาเทพกษัตรสมุห (บรรเลง สาคริก)

ณ วัดเทพศิรินทราวาส

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม 2545

เวลา 17.00 น.

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: 4 Comments
Comments
Comment from height increase after puberty - 02/09/2012 at 18:24

Wonderful posting! At last somebody who really knows what
they are talking about and can also produce exellent blogging for us that read it.
Eagerly looking forward to your next post.

Comment from Fashion Tights - 13/09/2012 at 13:20

What an extremely inspiring posting. I am truly impressed when reading your articles.
You always post interesting information. Keep
it up. Keep blogging. Really looking forward to reading your next
posting.

Comment from shoe lifts - 29/10/2012 at 00:19

Put your heart, mind, and soul into even your smallest acts.

This is the secret of success.

Comment from รับสมัครงาน - 05/08/2015 at 22:30

Hello, its fastidious piece of writing concerning media print, we all know media is a impressive
source of information.