“อักษรานุสรณ์” บันทึกหลังความตาย หมายเลข 1

เพลงดนตรี ฉบับเดือน ตุลาคม 2546 ,หน้า 64-66

อักษรานุสรณ์

บันทึกหลังความตาย หมายเลข 1

นายยางสน..คนบางขวาง

15 กันยายน 2546

ภาพที่เห็นชินตาจนแทบจะกลายเป็นธรรมเนียมนิยมพึงปฏิบัติไปแล้ว ในยามที่ไปงานเผาผี โดยเฉพาะที่เจ้าของงานเป็นผู้มีอันจะกิน พอจะเจียดอัฐจัดพิมพ์ของที่ระลึกจ่ายแจกได้ ไม่ว่าจะเพียงเป็นบทสวดมนต์ หรือยิ่งถ้าเป็นบุคคลสำคัญ มีผู้อุปการะพร้อมพรั่งด้วยแล้ว ก็มักจะจัดพิมพ์เป็นหนังสือประวัติชีวิตรวบรวมผลงานของผู้ล่วงลับ รวมกับเรื่องราววิชาการทรงคุณค่าผนวกเพิ่มเติมไว้ ดีไม่ดีเป็นนักดนตรีฝีมือเยี่ยม ก็อาจจะมี เทปผี(ของจริง) ซีดีเถื่อน แถมพกพ่วงท้าย ซึ่งล้วนเป็นที่หมายตาเสาะหามาครอบครอง ในหมู่ผองพวกที่มาชุมนุมประชุมด้วยกิเลศเหตุผลที่ต่างกัน

บ้างก็อยากได้ไว้เพราะสถาปนาตนเป็นนักเลงอักษรหนอนหนังสือ บ้างก็ขอหยิบถือติดมือพอบังแดดคุ้มฝน ไม่สนใจเปิดอ่าน ถึงอ่านก็ไม่อิน ไม่รู้เรื่อง ส่วนพวกที่มีจิตใจงามชอบเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็มักจะขอแล้วขอเล่าว่าจะเอาไปฝาก ตาสา ยายมี พี่สะใภ้ แม่ผัว ให้มั่วไปหมด แต่ที่น่าสลดอดสังเวชมิได้ คือประเภท ไม่ขอแต่ยกไปหน้าตาเฉยทั้งตั้งเลยก็มี พวกนี้มักจะพรางตัวรอจังหวะ ปะปนมามีทั้งนุ่งดำ ห่มเหลืองและเครื่องแบบกากี ทั้งๆที่คณะผู้จัดงานก็พยายามเตรียมการป้องกัน ถึงขนาดที่ต้องให้นำบัตรเชิญ บัตรคิว หรือออกคูปอง เพื่อให้นำมาแลกหนังสือที่ระลึก แต่สุดท้ายก็ยังไม่วายแตกพ่ายเสียกระบวนมานักต่อนัก

กระนั้นก็ตาม ใช่ว่าไพร่บ้านพลเมืองอย่างเราจะไม่มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ เพราะในวันรุ่งขึ้น หนังสือเหล่านี้ก็จะปรากฏกายอยู่บนแผงหนังสือเก่า พร้อมทั้งเพิ่มสภาพจากของที่มี คุณค่า เป็นสิ่งมี มูลค่า ขึ้นมาในบัดดล เรียกว่ากลไกทางการตลาดของประเทศชาตินี้ยังเอื้อประโยชน์อำนวยสะดวกแก่ผู้บริโภคอยู่มิใช่ย่อย นับเป็นวาสนาของข้าน้อยจริงๆ

แผงหนังสือเก่านั้นเดิมทีมีกระจัดกระจายอยู่ตามตลาดนัดทั่วไป แหล่งใหญ่ดั้งเดิมคือที่ทุ่งพระเมรุท้องสนามหลวง แต่เมื่อทางการท่านเห็นว่าไม่เป็นศรีสง่าแก่ราชธานีจึงหลบลี้หนี มาปักหลักเบียดเบียนสวรรค์บ้านนาทุ่งหญ้าป่าโปร่งของเหล่าโคกระบือ ซึ่งอยู่ใต้สิทธิถือครองตามกฏหมายของการรถไฟแห่งประเทศไทย และให้ชื่อใหม่ว่า ตลาดนัดสวนจตุจักร ส่วนบริเวณที่ยังคึกคักต่อเนื่องเฟื่องนคร ไม่ต้องสัญจรร่อนเร่ สามารถเตร็ดเตร่ได้แถวตลาดพระ ย่านท่าพระจันทร์ ตรงข้ามวัดมหาธาตุโน่น

ลองเลียบเลาะกำแพงเมืองเก่า เข้าถนนมหาไชย เรื่อยไปถึงสะพานเหล็ก คลองโอ่งอ่าง ก็ยังพอเห็นมีวางแอบอับอมฝุ่นอยู่บ้าง ถัดไปไม่ห่างกันก็มีที่ คลองถม ซึ่งในปัจจุบันก็ได้ขยายเวลาทำการเพื่อให้นักช๊อปได้ทัศนากันจนขาลากเลยล่วงช่วงมิดไนท์ หรือจะไปชมผีขนุน(ชมเฉยๆ) แล้วค่อยเลยมาอุดหนุนเลือกซื้อ(คุ้ย)หากันตามแผงลอยริมคลองหลอด ซึ่งก็คงต้องสอดส่องระมัดระวังกันให้ถี่ถ้วน ด้วยขบวนการเล่นแร่แปรธาตุก็ยังมีอยู่กลาดเกลื่อน ชะร้ายจะกลายเป็นหมูให้เขาเถือเล่น แต่ถ้าอยากเย็นกายสบายใจ ยอมจ่ายแพงกว่าเล็กน้อย ก็ต้องเป็นตลาดนัดติดแอร์ ประเภท เซ็นทรัล ซีคอน ก็มีให้ขาประจำขาจรเลือกซื้อหาต่อรองราคากันได้ตามสะดวก

บริการเสริมที่จัดให้เป็นพิเศษสำหรับผู้มีอุปการเช่นคุณ คือ การจัดหาหนังสือให้ตามใบสั่ง ไม่ว่าหนังสือเล่มนั้นจะเก่าแก่เนิ่นนานแค่ไหน หรือแม้แต่ยังไม่ทันจะถึงวันงานที่จ่ายแจก ก็สามารถแจ้งความจำนงค์ประสงค์เป็นเจ้าของไว้ได้ล่วงหน้า ยิ่งถ้างานไหนมี เทป มีซีดี ด้วยแล้ว ก็ไม่ต้องห่วง จัดให้ได้ครบเซ็ท แต่สนนราคาย่อมสูงตามออปชั่นพิเศษเหล่านั้น

ที่สาธยายมาจนน้ำลายแตกฟอง ใช่ว่าจะมุ่งหมายสนับสนุนหรือต่อต้าน อีกทั้งบริการของห้องสมุดประชาชนทั้งหลายก็ยังเป็นทางเลือกที่พอจะแก้ขัดได้ ทั้งนี้อยู่ที่ผู้อ่านจะพิจารณาหาวิธีที่จะค้นหาและค้นคว้าตีความกันเอาเอง คุณประโยชน์ในหนังสือเหล่านั้นยังคงแง่มุมที่มีคุณค่าควรแก่การศึกษาอยู่มากมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นคู่มือ เป็นตำรา ในการเรียนรู้และเข้าถึงดนตรีไทย และสังคมดนตรีไทย ที่ไม่ด้อยกว่า หรืออาจจะยิ่งกว่า ตำราวิชาการบางเล่มที่ยกมาอ้างอิงกันจนป่นเปื่อยเหนื่อยหน่ายกันในทุกวันนี้

จึงใคร่ขอยกมาแนะนำเป็นลำดับต่อเนื่องตามความสะดวกที่หยิบได้ มิใช่เป็นการรวบรวม เรียบเรียงตามตัวอักษร จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ หรือตามลำดับเหตุการณ์ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องจริงจังเกินกำลังและพาลจะเลิกเขียนเสียเปล่าๆ ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนมาเรื่อยๆ ตามฤกษ์สะดวก จะช้าบ้าง เร็วบ้าง หรือจะเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะเฉไฉอย่างไรก็ขออภัยอย่าได้ถือโทษโกรธกัน

สามเล่มนี้ ได้มาจาก แผงหนังสือเจ้าประจำที่ซ่อนตัวอยู่ชั้น ใต้ดิน ห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว เพียงตั้งมั่นสะกดใจสาวท้าวผ่านกลุ่มสาวสายเดี่ยว ประเดี๋ยวเดียวก็ถึงที่หมาย

เล่มแรก ราคา 150 บาท สองเล่มหลัง ราคา 80 บาท คนขายชายสวยลดให้เล่มละ 10 บาท จึงขออนุโมทนามา ณ โอกาสนี้ด้วย

1.พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (พ.ศ.2441-2505)

กรมศิลปากร รวมรวมพิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส,16 สิงหาคม พ.ศ. 2505

ปกกระดาษบางสีอ่อน, 264 หน้า

หนังสือเล่มนี้เป็นการรวมงานนิพนธ์บางเรื่องพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ตลอดช่วงเวลา 9 ปี ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรเป็นคนแรก ซึ่งท่านได้วางรูปแบบเป็นรากฐานส่งผลสืบสานกันมาจวบปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการก่อตั้ง โรงเรียนนาฏดุริยางค์ ซึ่งได้กลายเป็น วิทยาลัยนาฏศิลป์ การก่อตั้งโรงเรียนช่าง ที่ได้ขยายขอบเขตการศึกษาออกไป กลายเป็น ม.ศิลปากร รวมทั้งเรื่องราวที่บอกเล่าเหตุการณ์แห่งยุคสมัยที่น่าสนใจที่ได้บอกผ่านงานเขียนในวาระต่างๆ อาทิ

ประวัติราชการ,ลูกของแม่,ปาฐกถา เรื่องการศิลปากร,งานของกรมศิลปากร,สุนทรพจน์ กล่าวต้อนรับข้าราชการที่โอนมาจากกระทรวงวัง,นาฏศิลป์,บทเรียนรัฐธรรมนูญ,ปาฐกถาเรื่อง วัฒนธรรมสุโขทัย เรื่องมนุสสปฏิวัติ เรื่องธรรมวิภาคและเรื่องพระนางสามาวดี เรื่องการอบรมในวัด

2.วิเชียร กุลตัณฑ์ (พ.ศ.2457-2526)

อนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ เป็นกรณีพิเศษ ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร กรุงเทพมหานคร วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ.2526

ปกสีเทาเงิน ภาพลายเส้นรูปเมรุ และ เทวดา 2 องค์,236 หน้า,พิมพ์ที่อมรินทร์การพิมพ์ 413/28-31 เชิงสะพานอรุณอมรินทร์ ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ โทร 4242800-01 (มิทราบว่าเปลี่ยนแปลงหรือยัง ขอบันทึกไว้เพื่ออ้างอิง)

นักร้องเพลงไทยทั้งอาชีพและสมัครเล่น จำนวนไม่น้อยต้องเคยได้ยินชื่อบุคคลผู้นี้

วิเชียร กุลตัณฑ์ เป็นบุตรของท่านขุนสาครสิทธิการ (ใช้ กุลตัณฑ์) นายวงดนตรีที่มีชื่อเสียงย่านตลาดน้อย ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ที่รักไคร่ของพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์)จึงทำให้มีโอกาสได้ร่ำเรียนดนตรีกับครูผู้ใหญ่หลายท่านนอกเหนือจากบิดา จนกระทั่งมีความสามารถออกงานได้ เช่น เคยเดี่ยวขิมแพร่ภาพทางโทรทัศน์ช่อง 4 บางขุนพรหมในยุคบุกเบิก แต่ผลงานที่ทำให้ชื่อของ วิเชียร กุลตัณฑ์ เป็นที่รู้จักในวงการดนตรีไทย คือ เป็นผู้ที่ค้นคว้ารวบรวมเรียบเรียงเรื่องราวที่เกี่ยวกับดนตรีและการขับร้องไว้จำนวนมาก ซึ่งได้พิมพ์แจกจ่ายเผยแพร่ในงานศพของบุคคลต่างๆอีกหลายวาระ

นอกจาก ภาพงานสวดพระอภิธรรม ประวัติของผู้ล่วงลับ และ คำไว้อาลัย จากผู้เกี่ยวข้อง อาทิ ก่อ สวัสดิพาณิชย์,มนตรี ตราโมท ,เสรี หวังในธรรม แล้ว หนังสือที่ระลึกเล่มนี้ยังมีบทความที่น่าสนใจอีกหลายเรื่อง เช่น

ความรู้ทั่วไปในการดนตรีไทย (วิเชียร กุลตัณฑ์เรียบเรียง)

ดนตรีไทย ไปอังกฤษ (พ.ศ.2427-28) ในงานมหกรรมแสดงสินค้าและดนตรีนานาชาติ ที่กรุงลอนดอน การบรรเลงดนตรีถวายพระนางวิคตอเรีย ซึ่งผู้เขียนได้บรรยายไว้เป็นช่องฉากน่าติดตามเป็นที่ยิ่ง ผนวกท้ายบทด้วย ประวัติและเกร็ดชีวิตของพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) โดยละเอียดละออ ต่อด้วย บทร้องเพลงไทยในอัตรา 2 ชั้น,รวม 100 บท ที่ข้าพเจ้าชอบ (หมายถึงผู้ตาย มิใช่ ผู้เขียน) จำนวน 113 เพลงเล่มละ 80 บาท ..ถูกอย่างนี้ มีที่ไหน

3.คุณหญิงภูมีเสวิน (เอื้อน จิตตเสวี) (พ.ศ.2444-2482)

ปกิณณกสังคีต ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ ณ วัดสังเวชวิศยาราม ,23 มีนาคม พ.ศ.2482,

ปกอ่อนสีเขียว ,47 หน้า ,โรงพิมพ์ยิ้มศรี ถนนเจริญกรุง มุมถนนอุณากรรณ

พระยาภูมีเสวิน (จิตต์ จิตตเสวี) ครูซอนามอุโฆษ ได้ขอร้องให้นักทั้งดนตรีอาชีพ และสมัครเล่น รวมถึงนักฟังเพลงไทยที่มีชื่อเสียง เขียนสิ่งละอันพันละน้อยในแนวทางเรื่องดนตรี เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ภรรยาผู้เป็นที่รัก ซึ่งนักดนตรีรุ่นหลานเหลนเช่นเราๆท่านๆ พึงศึกษาและนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างยิ่ง เริ่มจาก

คำนำ (พระยาภูมีเสวิน),วัฒนธรรมชิ้นหนึ่ง (หลวงวิจิตรวาทการ),ร้องรำทำเพลง (เสถียรโกเศศ),การไหว้ครู (หลวงประดิษฐไพเราะ),อักขรานุกรมชื่อเพลง (ชื้น ดุริยประณีต), เอื้อน (ศุกรหัศน์),ลักษณะของนักดนตรี (พระยาภูมีเสวิน),โหมโรง (ทองต่อ กลีบชื่น),สิ่งที่นักดนตรีควรรักษา (ขุนสนิทบรรเลงการ),การฟังเพลงไทย (บุญธรรม ตราโมท)

โหมโรงกันเพียงเท่านี้ก่อน โอกาสหน้าค่อยว่ากันใหม่

ขอความสุขความเจริญ จงบังเกิดแก่ท่านผู้รัก(ษ์)ดนตรีทั้งหลาย

สาธุ

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: อักษรานุสรณ์ บันทึกหลังความตาย
Tags:
Comments: No Comments