“อักษรานุสรณ์” บันทึกหลังความตาย หมายเลข 3

เพลงดนตรี ฉบับเดือน ธันวาคม 2546 ,หน้า 48-51

อักษรานุสรณ์

บันทึกหลังความตาย หมายเลข 3

นายยางสน..คนบางขวาง

12 พฤศจิกายน 2546

ปลายเดือนตุลาคมเรื่อยล่วงช่วงต้นพฤศจิกายนที่เพิ่งผ่านพ้นมา มีเหตุให้ต้องไปร่วมงานเพื่อการรำลึกอาลัยถึงบุคคลในวงการดนตรีที่ตัวท่านเองนั้นไม่ได้อยู่เป็นผู้จัดงานเสียหลายท่าน

เริ่มจากงานสวดพระอภิธรรมศพอาจารย์สงัด ภูเขาทอง ปราชญ์สมถะผู้เป็นเสาหลักปักค้ำทำแนวนำทางให้นักดนตรีอีกนักวิชาการรุ่นลูกหลานศึกษาเรียนรู้ ท่านสงบร่างอยู่ที่วัดประยุรวงศาวาส ฝั่งธนบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม

4 พฤศจิกา ข้ามฝั่งกลับมายังพระนคร กรมศิลปากรโดยหมู่เหล่านาฏยกรรมรำฟ้อนอีกเครื่องดนตรีกระป๋องผองปี่พาทย์ราดตะโพนร่วมตะโกนเสียงแซ่ซ้องร้องเล่นเป็นสักการะบูชา ในวาระงานพระราชทานเพลิงศพครูเตือน พาทยกุล ศิลปินแห่งชาติ ณ วัดเทพศิรินทราวาส

ก่อนหน้านั้นเพียง 3 วัน สวรรค์ได้เปิดประตูรับครูเครื่องสายลายคราม นามครูชื้น น้ำไชยศรี ผู้จากไปอย่างสงบ จบตำนานผู้ให้กำเนิด แป๊ะฮวยพัง เพลงดังสร้างชื่อให้มือขิม ชยุดี วสวานนท์ จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว

โหมโรงกันด้วยเรื่องเศร้าล้วนๆ ใช่ว่าอยากจะชวนให้ท้อถดหดหู่ใจ เพียงอยากจะบันทึกไว้ ให้ได้ยินได้ยล เผื่อจะหันมาสนใจให้ความสำคัญกับคนใกล้ตัวยามที่ยังมีลมหายใจกันบ้างก็เท่านั้น

7.สวัสดิ์ นิลสกุล (15 เมษายน 2471-22พฤศจิกายน 2543)

ที่ระลึกงานฌาปนกิจศพ ณ เมรุวัดลานนานบุญ จ.นนทบุรี วันเสาร์ที่ 2 ธันวาคม 2543

ปกสีน้ำตาล รูปหน้าตรงครูสวัสดิ์ ลอยเด่นอยู่เหนือรางระนาด ปกหลัง รูปผ้าแขวนกระจังโหม่ง คณะครูสวัสดิ์ นิลสกุล ศิษย์หลวงประดิษฐไพเราะ (จางวางศร) ,ไม่มีเลขหน้ากำกับ นับได้ประมาณ 64 หน้า

ถ้าเอ่ยชื่อครูสวัสดิ์ นิลสกุล นักดนตรีรุ่นใหม่คงไม่ใคร่รู้จักมักจี่ แต่หากเป็นที่ละแวกตลาดขวัญ เมืองนนทบุรีแล้ว ชื่อเสียงของครูดูไม่สองเป็นรองใคร

ครูเกิดที่สุพรรณบุรี เรียนดนตรีกับน้าไคลและครูไสว ได้วิชาความรู้มีชั้นเชิงระนาดพอตัว ครั้นอายุ 14 ก็ไปตีลิเก ละคร อยู่ที่เมืองพิจิตร และเข้ามาเป็นศิษย์ บ้านบาตร ในปี พ.ศ.2487 แต่ก็มีอันต้องระเห็จกลับสุพรรณ ก่อนกลับมาเป็นมือระนาดสำคัญในวง ลุงหล่ำ ที่ผักไห่ อยุธยา สุดท้ายย้ายมาอยู่ นนทบุรี ทำปี่พาทย์บ้าง ค้าขายบ้าง เมื่อว่างเว้นจึงได้เข้าไปสอนดนตรีที่ โรงเรียนต่างๆ เช่น สายน้ำผึ้ง หอวัง สามเสนวิทยาลัย วัดรางบัวภาษีเจริญ วัดบวรนิเวศ วัดสังเวช วัดราชาธิวาช เป็นอาทิ

ภายในเล่มมีภาพถ่ายของครูในหลายอิริยาบท พร้อมบันทึกประสบการณ์ด้านดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการได้รับเชิญไปเป็นพิธีกรไหว้ครู อีกทั้งรายชื่อคู่ประชันประเชิงในทางระนาดหลายผู้หลายครั้ง ซึ่งทั้งหมดได้คัดลอกมาจากบันทึกส่วนตัวของครูเอง จากนั้นก็เป็นบทความไว้อาลัย คิดถึงพ่อ ที่เขียนโดยลูกหลาน

ภาคผนวกท้ายเล่ม เป็นบทความที่คัดลอกจากหนังสือศิลปศึกษา วิชาเลือกดนตรีและขับร้อง ฟ้อนรำ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เรียบเรียงโดย สุดใจ ทศพร ว่าด้วยเรื่องราวต่างๆของดนตรี เช่น ประโยชน์ของดนตรี,การขับร้องและการดนตรีเกิดขึ้นจากธรรมชาติ,เครื่องดนตรีไทย(แบ่งประเภท หมวดหมู่ มีรูปภาพลายเส้นประกอบ),ลักษณะของวงดนตรีไทย และเพลงไทย เป็นต้น

8.ถีร์ ปี่เพราะ (11 พฤษภาคม 2454-23 พฤษภาคม 2525)

ที่ระลึกในงานฌาปนกิจศพ นายถีร์ ปี่เพราะ ณ เมรุวัดประดู่ บางจาก ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2525

หน้าปกสีขาว ปรากฏตัวหนังสือเดินทอง ลายมือชื่อ ถีร์ ปี่เพราะ,ไม่ระบุที่พิมพ์,40 หน้า

ครูถีร์มีเชื้อสายมอญ ด้วยเกิดที่ปทุมธานี เริ่มเรียนดนตรีกับบิดาและญาติ จึงฉลาดเฉลียวรอบรู้ทั้งภาษามอญและกระบวนกลอนเพลง มีฝีมือมากในการบรรเลงเครื่องหนังทุกประเภท

ในวัยหนุ่ม ได้ออกจากบ้านไปทำงานดนตรีที่คุ้มเจ้านายฝ่ายเมืองเหนือ เชื่อกันว่าคือคุ้มเจ้าเชียงดาว เชียงใหม่ ทำให้ได้ศึกษาเพลงภายัพนับเป็นประสบการณ์เพิ่มเติมจากภูมิรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาจากครูพุ่ม บาปุยะวาส

เมื่อกลับเข้ากรุงได้มุ่งสู่กรมศิลปากร สอนที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ทำพิณพาทย์สังกัดแผนกดุริยางค์ไทย กองดุริยางค์ศิลป์ กินเงินเดือน 20 บาท อีกมีวงปี่พาทย์ เครื่องสาย อังกะลุง กลองยาว รับงานบรรเลงทั่วไป จะเรียกหาว่าจ้างกันได้ก็ที่ บ้านสวนอนันต์ บริเวณบ้านช่างหล่อ ธนบุรี ส่วนผลงานที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรก็มีเมื่อครั้งกรมศิลปากรจัดการบรรเลงดนตรีสำหรับประชาชน (พ.ศ.2491) ท่านก็เป็นคนเขียนบรรยายเพลงเป็นครั้งคราว ร่วมกับหลวงประดิษฐไพเราะ พระอนุสิทธิดรุณราช ศุข ดุริยประณีต โชติ ดุริยประณีต โองการ กลีบชื่น ชิ้น ศิลปบรรเลง ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นต้น

หลังออกจากราชการ จึงมาเริ่มงานสอนอังกะลุงที่โรงเรียนสวนเด็ก และตั้งคณะอังกะลุงเล็กๆชื่อ อนันตวิโรจน์ อีก วงกลองยาวไผ่ทองคำ ทำการประกวดประชันคว้ารางวัลมาหลายครั้ง

ภายในเล่มมีภาพถ่ายครูถีร์สมัยรับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร และเมื่อครั้งยังสอนอยู่ที่วิทยาลัยนาฏศิลป์ ตามติดด้วยบทความไว้อาลัย จากญาติสนิท หมู่มวลมิตรชิดใกล้ ได้แก่ แด่พ่อ (จากลูกของพ่อ),ครูถีร์ ปี่เพราะ มือกลองบันลือโลก (ประสิทธิ์ ถาวร),ศิลปินของประชาชน ( รงค์ วงษ์สวรรค์), ต่อด้วยงานเขียน รวบรวม บันทึกเรื่องราวชีวประวัตินายถีร์ ปี่เพราะ,หนังสือ โต้ตอบ กับเลขานุการสำนักพระราชวัง เมื่อครั้งเสนอตัวนำวงปี่พาทย์สวนอนันต์ ไปบรรเลงถวายความจงรักภักดีแด่องค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ในวโรกาส ครบ 50 วันนับจากวันเสด็จสู่สวรรคต (กรกฎาคม พ.ศ.2489),จดหมายถึงหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทยลาออกจากกรมศิลปากร ด้วยเหตุผลทางสุขภาพ (พ.ศ.2503)

ท้ายเล่มเป็นประวัติ และบทร้องผลงานเพลงของครูถีร์ ปี่เพราะ เช่น จีนขวัญอ่อน เถา, เขมรกำปอ เถา,ลาวครวญ เถา,ตับพระยาละแวก,ตับเพลงเรื่องพระราชพงศาวดาร ตอนสมเด็จพระนเรศวรมหาราชรบกับพระมหาอุปราชา,ตับเพลงเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกู้ชาติไทย,ตับเพลงยาวอารมณ์รัก (บรรจุเพลงเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2490 ระหว่างที่หลงรักนางสาวฉิน ชอบชื่นสุข รำพึงรำพันที่ไม่อาจแก้ไขปัญหาได้),ตับมอญร้องไห้,มอญบ้านบาตร ชั้นเดียว ,ยวนเคล้า เถา,ญวนใน เถา เป็นต้น

9.นิภา อภัยวงศ์ (20 ตุลาคม 2451-6 สิงหาคม 2541)

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พิมพ์เป็นอนุสรณ์ ในการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานเพลิงศพ ครูนิภา อภัยวงศ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม วันที่ 20 พฤษภาคม 2542

หน้าปก รูปหน้าครูนิภา บนพื้นสีม่วง,พิมพ์ที่ศิลปสนองการพิมพ์,บริษัทชาตรีศิลปสนองจำกัดโทร.2817716,2815308,2812349,63 หน้า

ครูนิภาเกิดที่บ้านนักดนตรีเป็นบุตรีคนที่สองของครูหรั่ง และนางเจียม พุ่มทองสุก เดิมชื่อ ทองคำ ภายหลังเปลี่ยนเป็น ประคอง และ นิภา เป็นนักดนตรีประจำวงเครื่องสายหญิงของพระสุจริตสุดา สนมเอกในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว แรกเริ่มเดิมทีเรียนดนตรีกับพ่อ มาต่อร้องจากแม่เจริญ พาทยโกศล หัดเพลงโขนละครกับหม่อมหม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา ได้ศึกษาเพลงตับกับหลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตวาภัย) ทั้งยังได้เรียน ซอด้วง ซออู้ และจะเข้ กับพระประณีตวรศัพท์(เขียน กมลวาทิน) ครูชุ่ม กมลวาทิน,หลวงชาญเชิงระนาด(เงิน ผลารักษ์), พระยาภูมีเสวิน(จิตร จิตตเสวี) ,พระสรรเพลงสรวง(บัว กมลวาทิน) เป็นลำดับ จนนับว่ามีฝีมือในเชิงเครื่องสายแคล่วคล่องไม่เป็นรองใคร ทั้งยังเป็นคนร้องประจำวง นารีศรีสุมิตร บันทึกแผ่นเสียง ของห้าง ต.เง็กชวน จนได้รับความนิยมอย่างสูงแต่ครั้งสมัยรัชกาลที่ 7

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเข้าไปสอนที่ โรงเรียนนาฏดุริยางค์ ได้ร่ำเรียนศึกษาทางเพลงจากหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) อีกเป็นต้นเสียงเพลงปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น เลือดสุพรรณ มหาเทวี น่านเจ้า เป็นต้น จนไม่นานนักก็พบรักกับ ครูแสง อภัยวงศ์ แล้วร่วมกันตั้งวงดนตรี บรรเลงออกอากาศต่อเนื่องทางวิทยุ ใช้ชื่อคณะว่า ส.สุรางค์ศิลป์ และ น.พุ่มสุวรรณ

ครูนิภาเคยถวายการสอนดนตรีไทยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ เมื่อครั้งทรงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนจิตรลดา ต่อมาจึงไปสอนที่ ม.รามคำแหง ม.ศรีณครินทรวิโรฒ ประสานมิตร และศิลปกรรมศาตร์ จุฬา เป็นต้น

ภายในเล่ม เต็มไปด้วยเรื่องและรูปน่าสนใจมากมาย โดยนายแพทย์พูนพิศ ได้ลิขิตไว้จากการสัมภาษณ์ครูนิภา ณ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในวันที่ 22 กรกฎาคม 2525 ต่อด้วย,อาลัยรักแม่ผู้ให้ชีวิต (ลูกและไพศาล อภัยวงศ์),ประสบการณ์ในการสอนดนตรีไทย (เฉลิม ม่วงแพรศรี),แม่ครูในความทรงจำ (ธีรพันธุ์ ธรรมานุกูล), คณะนารีศรีศุภมิตร วงเครื่องสายประสมเปียโน หญิง วงแรกของประเทศไทย (สยามสังคีต/นพ.พูนพิศ อมาตยกุล)

ส่วนท้ายเล่มเป็นบทความว่าด้วยเรื่องของจะเข้ อธิบายลักษณะ ส่วนประกอบ วิธีการฝึกหัด การจัดวางนิ้วรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นิ้วเรียง,ข้าม,รุก,ร่น,สะบัด อีกเม็ดพรายในการบรรเลง เช่น การขยี้ กระทบสาย ตอดเสียง พรมนิ้ว โปรยเสียง รูดสาย ท้ายสุดเป็นโน้ตเพลง มุล่ง และจีนแส 2 ชั้น คัดสรรมานำเสนอโดย วิโรจน์ สุภาลูน

นอกจากนั้นยังมีแถบบันทึกเสียงบันทึกผลงานครูนิภา อภัยวงศ์ (ประคอง พุ่มทองสุข) ในหลายวาระ เพื่อการรำลึกถึง

หน้าหนึ่ง ขึ้นต้นด้วย พญาโศก 3 ชั้น (เดี่ยวเปียโน โดยสุมิตรา สุจริตกุล),สุดาสวรรค์ (เครื่องสายเปียโน คณะนารีศุภมิตร),คลื่นถลาง (ครูนิภา ร้องคู่กับ แนบ เนตรานนท์),กรุงธน (ครูนิภา ร้องนำ),จีนไทยสามัคคี (ครูนิภา ขับร้อง)

หน้าสอง รายการพบครูดนตรีไทย โดยนายแพทย์พูนพิศ อมาตยกุล,ลาวแพน (เดี่ยวจะเข้ โดยครูแสวง อภัยวงศ์),ลาวแพน (เดี่ยวปี่ใน โดย พระสรรเพลงสรวง (บัว กมล วาทิน)),ลาวแพน (เดี่ยวเปียโน แผ่นเสียงเก่าสมัยรัชกาลที่ 6)

10.บัว แสงจันทร์ (9 มกราคม 2464-11 กันยายน 2537)

อนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพ ครูบัว แสงจันทร์ ณ วัดยาง ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี วันเสาร์ที่ 17 กันยายน 2537

ถ่ายเอกสารเข้าเล่ม ภาพปก ครูบัว แสงจันทร์ หัวหน้าวงปี่พาทย์บัวใหญ่ นั่งอยู่หลังรางระนาดเอก, 12 หน้า

ครูบัว แสงจันทร์ มือระนาดคนสำคัญ เกิดที่ตำบลวังน้ำซับ อ.ศรีประจันต์ สุพรรณบุรี มีเชื้อสายทางดนตรี ด้วยนายพิณ ผู้บิดา เป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ จึงเริ่มหัดระนาดฆ้องตั้งแต่ 6 ขวบ นอกจากนั้นยังได้ศึกษาวิชาเพิ่มเติมจาก ครูโท,ครูภักดิ์ ,ครูเหนี่ยว วัฒนะประดิษฐ์ ก่อนที่จะมาฝากตัวเป็นศิษย์ครูบุญ ศรีนักฆ้อง,ครูโต ดนตรีรส(พี่ชายครูพริ้ง),ครูกล้ำ ณ บางช้าง,หลวงชาญเชิงระนาด(เงิน ผลารักษ์) และหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จนมีชื่อเสียงในการบรรเลงระนาดเอกเป็นที่ครั่นคร้าม

ภายในเล่มมีประวัติครูบัวอย่างย่นย่อ โดยศิษย์ดนตรีไทยเขียนขึ้นครั้งทำบุญครบรอบ 73 ปี,ต่อด้วยบทความทางการแพทย์ว่าด้วยเรื่อง หลอดลมอุดตันเรื้อรัง นอกจากนั้นเป็นภาพถ่ายในหลายวาระเหตุการณ์ เช่นภาพวงปี่พาทย์บัวใหญ่ ในงาน ปี่พาทย์ประลองเพลงหน้าพระที่นั่ง ฉลอง 99 ปี เพลงเขมรไทรโยค ณ สวนแก้ว ม.ศิลปากร (พ.ศ.2530),ภาพครูพิณ แสงจันทร์,ภาพหลวงประดิษฐไพเราะ,ภาพครูกล้ำ ณ บางช้าง เป็นต้น

สาธยายมายืดยาว คงถึงคราวหมดพื้นที่สัมปานเสียแล้ว

ไม่แคล้วจึงต้องขอเอวังแบบไม่มีปี่ไม่ขลุ่ยลงด้วยประการฉะนี้

สวัสดีครับ

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: อักษรานุสรณ์ บันทึกหลังความตาย
Tags:
Comments: No Comments