“อักษรานุสรณ์” บันทึกหลังความตาย หมายเลข 5

อักษรานุสรณ์

บันทึกหลังความตาย หมายเลข 5

นายยางสน..คนบางขวาง

10 มกราคม 2547

ในช่วงเพลาเวลานี้ เรื่องราวที่แวดวงคนดนตรีไทยหัวใจไม่เป็นทาสพูดคุยคุ้ยประเด็นกันจนเป็นที่สนุกสนานอินเทรนด์ เห็นจะไม่พ้นภาพยนตร์ไทยในชื่อเรียบง่ายว่า โหมโรง ด้วยความร่วมมือระหว่าง บริษัท ภาพยนตร์หรรษา (นนทรีย์ นิมิบุตร) บริษัท พร้อมมิตรภาพยนตร์ (มจ.ชาตรี เฉลิมยุคล) และ บริษัท สหมงคลฟิล์ม (สมศักดิ์ เตชะรัตนประเสริฐ) โดยมี อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ นักเขียนคำทำเพลง เป็นผู้บรรเลงถ่ายทอดเรื่องราวที่ดัดแปลงแต่งเติมเพิ่มสีสันจากชีวประวัติของ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ดุริยกวี 5 แผ่นดิน ที่จะได้ฤกษ์เบิกโรงพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 6 กุมภาพันธ์นี้

เห็นทีไม่ได้การถ้าจะให้เนิ่นนานเกินไป ว่าแล้วจึงได้นำเรื่องราว อักษรานุสรณ์ ของผู้ที่ถูกนำไปกล่าวอ้างวางบทโลดแล่นในแผ่นฟิล์มมากำนัลท่านผู้อ่านสักสองสามท่าน ซึ่งล้วนผ่านสมัยร่วมยุคปลุกใจไทยนิยม อันเป็นปมขัดแย้งในนิยามแห่งหัวใจของความเป็นอารยะ ส่วนจะเป็นท่านผู้ใดบ้างขอเชิญทัศนากันเอาเองเถิด

14. หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ( 6 สิงหาคม พ.ศ.2424-8 มีนาคม พ.ศ.2497)

งานพระราชทานเพลิงศพ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) 10 มีนาคม 2498 ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส

ปกอ่อนสีเงิน สัญลักษณ์ ศ ลอยอยู่ระหว่างคันศร,พิมพ์ที่ ร.พ.มหามงกุฎราชวิทยาลัย หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร, นายพินิจ อู่สำราญ ผู้พิมพ์โฆษณา 2498,114 หน้า

จากเด็กชาย ศร แห่งคลองดาวดึงษ์ อัมพวา สู่การเป็นมหาดุริยกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) คือบุคคลที่แผ่นดินมิอาจปฏิเสธได้เลยว่าชีวิตและผลงานของท่านนั้นมีบทบาทต่อรูปลักษณ์และความเป็นไปในสังคมดนตรีมาเนิ่นนานร่วมศตวรรษจวบกระทั่งปัจจุบัน

เด็กชายศร เกิดวันเสาร์ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2424 เป็นบุตรคนสุดท้องของครูสิน และนางยิ้ม สำนักดนตรีใหญ่ถิ่นอัมพวา ที่สืบวิชามาจากพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) คนเก่าเล่าว่า เมื่ออายุได้ 5 ปีก็ตีฆ้องได้เองเป็นเพลงการน่าฟัง หากแต่ยังไม่คิดเรียนจริงจัง กระทั่งอีก 6 ปีต่อมา จึงได้เริ่มฝึกปรือสืบวิชาเชิงระนาดจากบิดา จนสามารถออกประชันเป็นที่ครั่นคร้ามในฝีมือ

ชื่อเสียงของ นายศร ลูกครูสิน ได้ยินไปถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช สมเด็จวังบูรพาฯ ที่เสด็จไปบัญชาการรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง ณ ถ้ำเขางู มณฑลราชบุรี จึงเรียกหาให้นายศรมาตีระนาดถวาย ซึ่งเป็นที่ต้องพระราชหฤทัยเป็นอันมาก หนุ่มนักระนาดวัย 19 ปีจากแม่กลองจึงต้องล่องเข้ากรุงมุ่งสู่ความท้าทายเบื้องหน้าโดยได้เข้ามาเป็นมหาดเล็กในสมเด็จวังบูรพา มีหน้าที่ตีระนาดร่วมวงกับนักดนตรีรุ่นพี่อีกหลายท่าน อาทิครูเพชร จรรย์นาฏย์ เป็นต้น

เมื่อย้ายเข้ามาอยู่วังบูรพา ได้มีชื่อเรียกขานนำหน้าว่า จางวาง ได้ศึกษาวิชาเพลงการทางกลอนจากพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ทั้งเริ่มปรับปรุงแต่งตัดสร้างเพลงขึ้นใหม่มิใช่น้อย อีกเรียงร้อยสำเนียงลีลาภาษาระนาดจนเป็นเอกลักษณ์ และได้สมรสสมรักกับ นส.โชติ หุราพันธ์ ธิดาของพันโทพระประมวลประมาณพล ครองชีวิตอยู่ที่บ้านหน้าวัง ริมคลองโอ่งอ่าง พระนคร

ในสมัยรัชกาลที่ 6 จางวางศร ได้ทำเพลงเขมรเลียบพระนคร รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ที่มณฑลนครศรีธรรมราช ด้วยสำเนียงกรอประหลาดสะอาดโสตเป็นที่โปรดปราน พระองค์ท่านถึงพระราชทานเหรียญราชรุจิทองคำให้ เรื่อยไปจนถึงงานในพิธีเปิดประตูน้ำท่าหลวง สระบุรี งานนี้จางวางศรเป็นนายวง ซึ่งได้บรรจงแต่งทำนองรับร้องเพลงโอ้ต่างๆ เป็นทางเปลี่ยนหลากลีลา กว่า 11 คำ (11 เที่ยว) ทำให้ได้รับคำชมเชยและทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น หลวงประดิษฐไพเราะ แต่ครั้งนั้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว หลวงประดิษฐไพเราะได้เข้ารับราชการเป็นปลัดกรมพิณพาทย์หลวงและมีโอกาสถวายวิชาการดนตรี อีกวิธีแต่งเพลงไทยแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นอกจากนั้น ยังได้ตามเสด็จ สมเด็จวังบูรพาฯ ไปชวา (พ.ศ.2451)โดยขลุ่ยงาติดมือไปเลาเดียว ก่อนที่จะนำ อุงคลุง มุ่งกลับสู่สยามประเทศ และสร้างวิธีบรรเลงอีกเพลงใหม่ใช้เล่นร้องจนเป็นที่แพร่หลาย เช่นเดียวกับที่นำลีลาสำเนียงเพลงเขมรมาเผยแพร่ดัดแปลงแต่งใหม่เป็นเพลงไทยอมตะจำนวนมาก ภายหลังจากที่ได้กลับมาจากการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ไปอินโดจีน (พ.ศ.2473) ซึ่งในครั้งนั้นหลวงประดิษฐไพเราะได้เดี่ยวระนาดถวายที่นครวัดและพนมเปญ เป็นที่พอพระราชหฤทัยในพระเจ้ามณีวงศ์ ซึ่งได้เจาะจงขอตัวไว้ช่วยสอนเพลงไทยให้แก่ครูดนตรีในราชสำนักเขมร เป็นเวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงประดิษฐไพเราะได้ลาออกจากราชการ ก่อนโอนย้ายไปบุกเบิกงานดนตรีที่กรมศิลปากร ปลุกปั้นโรงเรียนนาฏดุริยางค์ (วิทยาลัยนาฏศิลป์) อีกทั้งเปิดบ้านบาตร สอนศิษย์เป็นวิทยาทาน เป็นตำนานเล่าขานกันจนทุกวันนี้มิรู้จบ

ด้วยความที่เป็นนักสร้างสรรค์ หลวงประดิษฐไพเราะได้ฝากผลงานไว้ให้แก่แผ่นดินมากมาย อาทิ บทเพลงไพเราะกว่า 300 เพลง การสร้างรูปแบบการบรรเลงแบบใหม่ (มีลูกนำ,วงอังกะลุง,เดี่ยวระนาดเอก 2 ราง,วงมหาดุริยางค์ เป็นต้น) คิดใช้โน้ตตัวเลขช่วยในการสอน แพร่ขยายกิจการปี่พาทย์มอญในงานศพ จัดระบบเทคนิคการบรรเลงในรูปแบบอารมณ์ต่างๆ สร้างเพลงละครเวทีประสานกับดนตรีสากล ทำเพลงภาพยนตร์ของบริษัทศรีกรุง ในยุคแรกเริ่ม เป็นต้น

เรื่องราว ชีวิตและผลงานของหลวงประดิษฐไพเราะ ยังมีอีกมาก คงไม่ลำบากเกินกำลังที่รับรู้ทั้งจากตัวอักษร และปากคำ จึงของนำมาเสนอแบบย่นย่อพอดีคำเพียงเท่านี้

ภายในหนังสือที่ระลึกประกอบไปด้วย

คำนำ (คณะเจ้าภาพ บ้านศิลปบรรเลง บ้านบาตร พระนคร 25 กุมภาพันธ์ 2498),คำไว้อาลัย (กรมศิลปากร 15 กุมภาพันธ์ 2498),จดหมายถึง ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ไว้อาลัย (หม่อมราชวงศ์เทวาธิราช ป. มาลากุล,ประธานสำนักวัฒนธรรมทางศิลปกรรม ,11 มีนาคม 2497)

ประวัติสังเขป,ประวัติชีวิตและผลงาน,มหาบุรุษศิลปิน ผู้สร้างความเป็นไทย (สด กูรมะโรหิต,23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2498),ปรารพ ปรารมย์ (มานิต วสุวัต ,โรงงานอุตสาหกรรมผลิตจานเสียง บริษัทภาพยนตร์เสียงศรีกรุง บางกะปิ ,11 กุมภาพันธ์ 2498),ปาเจราจริยา โหนตุ คุณุตตรานุสาสกา (สันตสิริ),แด่ดวงประทีปแห่งศิลปะ(กุมุท จันทร์เรือง),คำของพระพรหม (พระพรหมปรีชา กลิ่น จันทร์เรือง),หลวงประดิษฐไพเราะไม่ตาย (ถนอม นาควัชระ),จากมิตรผู้หนึ่ง,ท่านอาจารย์หลวงประดิษฐไพเราะผู้เป็นสมบัติของชาติ (ฉ.กระแสสินธุ ,ห้องโหร 18 ตรอกโสมนัส 2 ถนนกรุงเกษม พระนคร)

คำรำลึก พระวรวุฒิพิเศษ,บูชิตานุสรณ์ (ภัลลิกา ศิลปบรรเลง),อาศิรพจน์ปิตานุสรณ์(ภัลลิกา ศิลปบรรเลง),คุณครูจางวางศร(ศุกรหัศน์ 25 ก.พ.2498,SEEK NOT SUCCESS THROUGH INIQUITY,SABBE SANKHARA ANICCA DUKKHA ANATTA (Bhikkhu K. Jinalankara,SRI LANKA)

แทรกด้วยภาพถ่ายใส่สูทตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุ์วงศ์วรเดช ไปประเทศอินโดนีเซีย (พ.ศ.2459),ชุดปลัดกรมปี่พาทย์หลวง (พ.ศ.2474),สวมสูทสากล (พ.ศ.2479) และภาพสุดท้าย ในพิธีไหว้ครูบ้านบาตร (พ.ศ.2496)

ส่วนหลังเป็นบทความ เรียนพุทธศาสนา ใน 15 นาที และ อาหารของดวงใจ (พุทธทาสภิกขุ ,19 กันย์ 80)

นอกจากนั้น ยังมีหนังสือเล่มจิ๋ว (4 หน้า) ย่อส่วนจากเล่มใหญ่แต่ยังคงรูปแบบหน้าปกไว้เช่นเดียวกัน พิมพ์คาถาบทสวด ไหว้ 5 ครั้ง ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถระ) วัดเทพศิรินทราวาส

15.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (10 กรกฎาคม พ.ศ.2455-4 กันยายน พ.ศ.2542)

อนุสรณ์การพระราชทานเพลิงศพ นายประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง(นักแต่งเพลง) ประจำปีพุทธศักราช 2541 ณ วเมรุวัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร 17 ธันวาคม 2542)

ปกสีแดงเรื่อภาพท้องฟ้ายามต้องแสงอัสดง เป็นฉากหลังภาพถ่ายหน้าตรง อ.ประสิทธิ์,พิมพ์ที่ หจก.วชิรินทร์สาส์น 44-46 ซอยอ่อนนุช 46 ถนนสุขุมวิท 77 แขวงสวนหลวง กรุงเทพฯ 10250,โทร.7214444,7214671-7,โทรสาร.3221611,251 หน้า

อ.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง เกิดเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ.2455 ที่บ้านหน้าวังบูรพาภิรมย์ ริมคลองโอ่งอ่าง เป็นบุตรคนที่ 6 จางวางศร หรือหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) และนางโชติ (หุราพันธุ์) ประดิษฐไพเราะ

เรียนหนังสือชั้นมัธยมที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และโรงเรียนจักรเพชร ก่อนที่จะสำเร็จการศึกษาภาคบังคับที่กระทรวงธรรมการ ค่าที่เกิดในบ้านนักดนตรีมีบิดาเป็นครู จึงถูกปลูกฝังถ่ายทอดภูมิรู้อีกหนทางบรรเลงเล่นเครื่องดนตรีต่างๆจนเป็นที่เชี่ยวชาญ ทั้งบิดายังมองการไกล จึงได้ส่งลูกชายไปศึกษาดนตรีสากลที่โรงเรียนดนตรีวิทยาสากล โรงเรียนดนตรีเอกชนแห่งแรก ซึ่งอำนวยการสอนโดยพระเจนดุริยางค์

ปี พ.ศ.2477 อ.ประสิทธิ์ ได้ติดตามคณะนาฏศิลป์ ดนตรีของโรงเรียนนาฏดุริยางค์ กรมศิลปากร ได้สัญจรเปิดการแสดงที่ญี่ปุ่น และได้ตัดสินใจหาทุนศึกษาวิชาดนตรีสากลต่อที่ อิมพีเรียล อคาเดมี ออฟ มิวสิค มหาวิทยาลัย เกได เป็นเวลา 4 ปี ในวิชาเอกด้านดนตรี สาขา การประพันธ์เพลงและการอำนวยเพลง ได้ร่ำเรียนกับ Dr.Klaus Pringsheim ศิษย์เอกของ Gustav Mahler และ Richard Strauss คีตกวีเอกของโลก ซึ่งนับเป็นคนไทยคนแรกที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้ ทั้งยังเป็นคนไทยคนแรกเช่นกันที่แต่งเพลงระดับคลาสสิคใน รูปแบบซิมโฟนี ชื่อ Siamess Suit และออกทำการแสดงในยุโรป

ช่วงระหว่างสงครามหาเอเซียบุรพา อ.ประสิทธิ์ ซึ่งในขณะนั้นรับราชการอยู่ที่กองดุริยางค์สากล กรมศิลปากร ได้รับเชิญไปเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่นในกองทัพบกถึง 4 ปี หลังจากที่ออกจากราชการ ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนการเรือน (สถาบันราชภัฏสวนดุสิต) ประกอบกับบ้านเมืองอยู่ในช่วงเศรษฐกิจติดขัดซบเซา ไม่ใครนำเอาภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาฉาย อ.ประสิทธิ์ อีกมิตรสหายพี่น้องพร้อมด้วย อ.ลัดดา สารตายน คู่ชีวิต จึงได้ตั้งคณะละคร ศิษย์เก่าศิลปากร เปิดการแสดงเรื่อง ผกาวลี ขึ้นที่โรงละครเก่าศิลปากร เป็นที่นิยมชมชอบถึงต้องจัดการแสดงรอบสอง โดยแสดงถวายหน้าพระที่นั่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จเจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดชฯ ซึ่งหลังจากทอดพระเนตรจบ ทรงพระกรุณาให้ หลวงประดิษฐไพเราะ และ อ.ประสิทธ์เข้าเฝ้าฯเป็นการส่วนพระองค์ นับเป็นมหามงคลแก่ตระกูลศิลปบรรเลงหาที่สุดมิได้

จากนั้น คณะละคร ศิษย์เก่าศิลปากร จึงเปลี่ยนชื่อคณะเป็น ผกาวลี โดยอ.ประสิทธิ์ มีหน้าที่ดูและด้านดนตรีประกอบซึ่งได้สร้างความชื่นชอบประทับใจให้ผู้ชมมากมายหลายสิบเพลง เช่น เสียแรงรัก (เรื่อง ผกาวลี),อยากจะลืม (เรื่อง เกียรติศักดิ์รักของข้า),เงาในน้ำ (มนต์นาคราช),โอ้ยอดดวงใจ(เรื่อง ความพยาบาท),ภาวนารัก (เรื่องเงือกน้อย),รักแท้ (เรื่อง เงาะป่า) เป็นต้น นอกจากนั้น ยังแต่งเพลงให้ อิงอร ในละครเรื่อง ดรรชนีนาง (ดรรชนีนาง,กลางสายชล) อีกด้วย

นอกจากบทเพลงไพเราะมากมายที่เกิดขึ้น ผกาวลี ยังเป็นเวทีเปิดตัวสร้างชื่อของนักร้องนักแสดงลือนามต่อมาอีกหลายท่าน เช่น สวลี ผกาพันธุ์,ชูศรี โรจนประดิษ์,อุโฆษ จันทร์เรือง,อดิเรก จันทร์เรือง เป็นอาทิ

ในวัย 77 ปี อ.ประสิทธิ์ ได้ประพันธ์เพลงในลักษณะ SymphonicPoem ชื่อ เสี่ยงเทียน ซึ่งได้นำเพลงลาวเสี่ยงเทียนของบิดามาเรียบเรียงขึ้นใหม่ ทำให้ชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติ และได้รับประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักแต่งเพลง) ปี พ.ศ.2541

ภายในหนังสืออนุสรณ์เล่มนี้ประกอบไปด้วย

ภาพถ่ายงานสวดพระอภิธรรม 5-11 กันยายน 2542,ภาพถ่ายชีวิต และประสบการณ์ดนตรีสำคัญมากมาย จากนั้นจึงเป็นบทความต่างๆ เริ่มจาก

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ (ลัดดา ศิลปบรรเลง,กุลธร-ยาหยีศรีเฉลิม ศิลปบรรเลง,พลเอกโชคชัย-วัลย์ลดา หงส์ทอง)

ประวัติชีวิตและผลงานนายประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง(นักแต่งเพลง) ประจำปีพุทธศักราช 2541 ,คำประกาศเกียรติคุณนายประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปการแสดง(นักแต่งเพลง) ,คำไว้อาลัย (นายอาทร จันทรวิมล เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ),คำระลึกถึง (สมเด็จพระวันรัต เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส)

คุณประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ศิลปินแห่งชาติ (พระญาณวโรดม วัดเทพศิรินทราวาส), สายสัมพันธ์ ด้วยสุดรัก สุดอาลัย จากใจของลัดดา ศิลปบรรเลง(สารตายน), อาลัยพี่ ผู้เสมือนพระ (สนั่น ศิลปบรรเลง ตุลาคม 2542),ไว้อาลัยแด่พี่บุง (นาวาเอกสมชาย ศิลปบรรเลง),ด้วยรักและผูกพัน (มาลินี สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง),28 ตุลาคม 2542),คุณประสิทธิ์ที่ผมรักและนับถือ (ศาสตราจารย์นายแพทย์สุนทร ตัณฑนันทน์),อาลัยคุณลุงบุง (สันติเทพ ศิลปบรรเลง)

In memory of Prasidh Silapabanleng (Christopher Blasddel),With Deepest Sympathy (Mr.John Georgiadis),คณะผกาวลีที่เกิดของ สวลี ผกาพันธุ์ (เชอร์รี่ สวลี ผกาพันธุ์ ),คำไว้อาลัย ครูประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (สุเทพ วงศ์กำแหง,1 ตุลาคม 2542),กราบคุณพ่อที่เคารพรักและอาลัยยิ่ง (รศ.ดร.กุลธร ศิลปบรรเลง,วัลย์ลดา หงส์ทอง),ศิษย์ระลึกถึง ท่านอาจารย์ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง หนึ่งในอมตดุริยกวีสยาม(เกษม สุวงศ์),วันวาน (อัปสร กูรมะโรหิต,บ้านพญาไท 21 ตุลาคม 2542) สกอร์เพลง ดำเนินทราย,ถึงอาจารย์ผู้เป็นที่รักยิ่ง (ภาธร ศรีกรานนท์),ไว้อาลัย (ใจรัตน์ พิทักษ์เจริญ, 19 ตุลาคม 2542),คิดถึงคุณปู่(หลานโป่ง-หลานบอน),คิดถึงคุณตา(หลานป้อง-หลานปัด),SIANG TIAN ROMANCE BASED ON A THEME BY MY FATHER (กุลธร ศิลปบรรเลง 17 ตุลาคม 2542)

Piano Conductor เพลงเชิดใน Prelude of Thailand ผลงานการประพันธ์และเรียบเรียงชิ้นสุดท้ายของประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ที่ได้เรียบเรียงจากการประพันธ์ครั้งแรกเมื่อท่านอายุได้ 60 ปีเศษ เพื่อการเทิดพระเกียรติในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนม์พรรษา 6 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

จดหมายถึงอาจารย์แประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง จาก ศ.นพ.วราวุธ สุมาวงศ์ (วราห์ วรเวช)Hearing it in a new light (Neil SORREL University of York :บทวิจารณ์เชิงวิชาการเพลง เสี่ยงเทียน )

รวมบทเพลงบางส่วน (โน้ตสากล บทร้อง 40 เพลง)ของ ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ในละครเวที เช่น ลมหนาว เห็นใจสักครั้ง เสียแรงรัก โอ้รักชื่นใจ ดวงใจ โอ้ความรัก อยากจะลืม ดำเนินทราย แขกสาหร่าย โฉมงาม เงาในน้ำ งามเพียงจันทร์ ดรรชนีไฉไล เป็นต้น

นอกจากหนังสือที่ระลึกแล้ว ยังมีแถบบันทึกเสียงและซีดีอีกอย่างละชุดที่แจกเป็นที่ระลึก จึงขอบันทึกรายละเอียดไว้ด้วยเช่นกัน

แถบบันทึกเสียง ผลงานการประพันธ์ในบทละคอนเพลงของ อ.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง (บรรเลงโดยวงดนตรีคณะผกาวลี ควบคุมโดย อ.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง) เช่น รักพยาบาท (สุเทพ),เงาในน้ำ(สวลี),โฉมงาม (อดิเรก),ความรักครวญหา(สวลี),ดรรชนีไฉไล(อดิเรก,สวลี),โสมสวาท(สวลี),รักแท้ (อดิเรก,สวลี),หลงคอย(อดิเรก),กลางสายชล (ทนงศักดิ์,ดาวใจ),ภาวนารัก(อดิเรก,สวลี),โอ้จันทรา(อดิเรก),เสี่ยงเทียน(อดิเรก),จันทราพาฝัน(สวลี),สายสัมพันธ์(สุเทพ,สวลี),งามเพียงจันทร์(อดิเรก,สวลี),ยามสิ้นแสงตะวัน(ครูลัดดา),บุปผาบาน(ครูลัดดา),ยามสิ้นแสงตะวัน(เพลงบรรเลง)

ซีดีชุด เสี่ยงเทียน บรรเลงโดย วงดนตรีดุริยางค์ซิมโฟนีกรุงเทพ ควบคุมวงโดย John Geogiadis ประกอบด้วยเพลง เสี่ยงเทียน,ไซมีส สวีท,ดำเนินทราย,ดวงดาวกับความรัก,เงาในน้ำ,ความรักครวญหา,กลางสายชล,ยามสิ้นแสงตะวัน

16.ฯ พณ ฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (14 กรกฎาคม พ.ศ.2440 11 มิถุนายน พ.ศ.2507)

อนุสรณ์ในการบรรจุอัฐิฯ พณ ฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ณ วัดพระศรีมหาธาตุ วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม 2507

ปกอ่อน,พิมพ์ที่ โอเดียนการพิมพ์ 1/11,12 ถนนดำรงรักษ์ ผ่านฟ้า พระนคร โทร.25556,นายพงษ์เจริญ ลิมปาคม ผู้พิมพ์และโฆษณา 2507,53 หน้า

ฯพณฯ จอมพล จอมพลเรือ แปลก พิบูลสงคราม เกิดเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2440 ที่อำเภอบางเขน พระนคร ครองชีวิตคู่ร่วมกับท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม รับใช้ชาติผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สร้างและบันทึกเรื่องราวหลากหลายให้เป็นตำนานในหนึ่งหน้าของประวัติศาสตร์ชาติสยาม

ด้วยท่านเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ทั้งการทหารและบริหารบ้านเมือง ดังตำแหน่งหน้าที่อันเคยรับ อาทิ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือพิเศษ ผู้บัญชาการทหารอากาศพิเศษ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในด้านการบริหาร นอกจากเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงเศรษฐการ กระทรวงสหกรณ์ กระทรวงวัฒนธรรม (ซึ่งได้ดำรงหน้าที่ประธานกรรมการสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ควบด้วยอีกตำแหน่ง) เป็นต้น จึงขอละไว้ที่จะเขียนถึงรายละเอียด คงจะเจียดพื้นที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดนตรีดังที่บันทึกไว้ในอักษรานุาสรณ์เล่มนี้

เริ่มจาก คำปรารภ (พ.อ.เสรี ไชยสุต),ภาพ,ประวัติ,คำไว้อาลัย(ท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม,คุณหญิงประภาพรรณ วิจิตรวาทการ นายกสตรีวิทยาสมาคม,พ.อ.เสรี ไชยสุต เลขาธิการสมคมผู้ปกครองและครูสตรีวิทยา)

ภาคที่สอง เป็นบทความจากหนังสือ วัฒนธรรมไทย เรื่อง การเล่นพื้นเมือง ซึ่งเกิดขึ้นจากปรารภของ จอมพล ป. เมื่องานฉลองวันชาติ 2486 ให้ส่วนราชการทุกกระทรวงเรียบเรียงเรื่องอันเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย โดยมอบให้สำนักนายกรัฐมนตรีจัดพิมพ์ กระทรวงมหาดไทจึงรับหน้าที่จัดพิมพ์ ซึ่งพลโท มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยได้ปรารภไว้ในหนังสือเล่มนั้นว่า

การเล่นพื้นเมืองมีอยู่มากมายหลายอย่าง แต่ตามระเบียบการกรมศิลปากร ว่าด้วยการควบคุมการเล่นพื้นเมือง ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ได้ยอมให้ประชาชนจัดให้มีการเล่นพื้นเมืองได้ โดยมิต้องขออนุญาติรวม 18 ชนิด (ตามที่ปรากฏในเล่มนี้ ตามอำนาจตามความแห่งมาตรา 12 แห่งพระราชกฤษฎีกา กำหนดวัฒนธรรมทางศิลปกรรมเกี่ยวกับการแสดงละคร พุทธศักราช 2485)

การแสดงการเล่นพื้นเมืองจะต้องประกอบด้วย

1.เป็นการแสดงรื่นเริงตามฤดูกาล

2.สถานที่แสดงต้องให้เป็นที่เหมาะสมพอสมควร ไม่ควรแสดงตามถนนหนทาง เว้นแต่จะได้จัดไปบนยานพาหนะอันเหมาะสม

3.การแสดงต้องเป็นไปอย่างอารยชน ไม่แสดงโดยอาการกริยาวิตถาร ผิดปรกติวิสัย ลามกอนาจาร หรือน่าหวาดเสียว

4.ถ้อยคำที่ใช้ในการแสดงต้องสุภาพ ไม่หยาบโลนหรือเสื่อมเสียศีลธรรมและวัฒนธรรม

5.การแต่งกายต้องให้สะอาด เรียบร้อย ถูกต้องตามรัฐนิยมและวัฒนธรรมตามความเหมาะสมแห่งท้องถิ่น

6.เครื่องดนตรีต้องมีลักษณะเป็นสุภาพ เป็นอารยะ ไม่เป็นป่าเถื่อน

ต่อด้วย คำอรรถาอธิบาย ประวัติ สถานที่ วิธีเล่น การแต่งกาย เครื่องดนตรี บทร้อง ที่เกี่ยวข้องกับการละเล่นที่อนุญาติ ได้แก่ เพลงเกี่ยวข้าว,เพลงเรือ,เพลงพวงมาลัย,เพลงปรบไก่,เพลงระบำ,หม่งครุ่ม,คุลาตีไม้,ระเบ็ง,รองเง็ง,รำโคม,งูกินหาง,ฉุยฉาย,ช่วงชัยรำ,ชักชา,ซอเมือง,ฟ้อนเซิง,หมอลำหมอแคน,แม่ศรี

ภาคสุดท้ายเป็นบทความ ดนตรีไทย (พ.อ.เสรี ไชยสุต) ขยายความการแบ่งประเภทเครื่องสังคีต,การพัฒนาเครื่องดนตรี,การเล่นดนตรีการผสมวงของเครื่องสังคีต,วิวัฒนาการของเครื่องสายผสม

หวังใจว่าบทความวิชาเกินนี้ที่ได้เดินทางมาครบเบญจวาระ คงจะเป็นอาหารสมองให้คุณค่าทางปัญญาได้บ้าง ด้วยเห็นว่าหนทางสู่แสงสว่างหาได้มีวิธีเดียวไม่

ท้ายที่สุดอย่าหาว่าจะฉุดเรตติ้งอะไรเลย เพียงอยากเอ่ยขอฝากดนตรีไทย ฝากหนังไทยเรื่องนี้ ให้ดูให้ชม เผื่อจะนึกถึง น้ำลายไอปากของ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ได้สะกิดตัวเตือนใจกันไว้ว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วก็ให้ย้อนดูตัว กันเสียบ้าง ก็เท่านั้น

สวัสดีครับ
Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: อักษรานุสรณ์ บันทึกหลังความตาย
Tags:
Comments: No Comments