เพลงดนตรี “ฟังเสภาที่วังหน้า ฝ่าห่ากระสุนที่ท้ายวัง”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2545 ,หน้า54-56

ฟังเสภาที่วังหน้า ฝ่าห่ากระสุนที่ท้ายวัง

นายยางสน..คนบางขวาง

มกราคม 2545

7 มกราคม 2545 วังหน้า เชิงสะพานพระปิ่นเกล้า

สถาบันนาฏดุริยางค์ กรมศิลปากร จัดรายการ ปี่พาทย์เสภาที่วังหน้า ขึ้นเพิ่อน้อมระลึกพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวาระครบรอบ 137 ปี วันสวรรคต

ช่วงเช้ามีองค์กร หน่วยงานต่างๆมาร่วมพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระบวรราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานอยู่หน้าโรงละครแห่งชาติ

แต่อนิจจา.. .ภาพที่เห็นทั้งหมดเกิดขึ้นอยู่หลังท่ารถเมล์..!

ต่อจากนั้นก็มีการบรรเลงโหมโรงเช้า พราหมณ์อ่านโองการบวงสรวงเทพยาดา ฟังพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล

ช่วงเย็นมีการประลอง ประเลงเพลงปี่พาทย์เสภาบริเวณสนามหญ้าหน้าลายพระบรมราชานุสาวรีย์ เริ่มต้นด้วยการบรรเลงโหมโรงเย็น โดยนักดนตรีอาวุโส มี ครูชนะ ชำนิราชกิจ (ปี่ใน) ครูเสนาะ หลวงสุนทร (ระนาดเอก) ครูกาหลง พึ่งทองคำ (ระนาดทุ้ม) ครูบุญเลิศ นาจพินิจ (ระนาดเอกเหล็ก) ครูเผชิญ กองโชค (ระนาดทุ้มเหล็ก) ครูสุรินทร์ สงค์ทอง(ฆ้องวงใหญ่) ครูสุเชาว์ หริมพานิช(ฆ้องวงเล็ก) ครูจูน ตุ่นมณี (ตะโพน) ครูประยงค์ กิจนิเทศ (กลองทัด) ครูสมชาย ดุริยประณีต (ฉิ่ง) ครูเรืองเดช พุ่มไสว (ฉาบ)

คะเนอายุของนักปี่พาทย์วงนี้รวมกันแล้วคงมากพอๆกับอายุการเริ่มต้นเป็นราชธานีของอาณาจักรสุโขทัยโน่น ครั้นหันมามองทางผู้ชมแฟนโขน แฟนละคร ขาประจำของโรงละครแห่งชาติที่ได้พากันจับจองที่นั่งกันตั้งแต่ช่วงบ่าย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นคุณป้า ย่า ยาย รุ่นราวคราวเดียวกัน นี่ถ้าย้อนเวลากลับไปซัก 30 ปี..ไม่ใช่สิ 40 ดีกว่า นักดนตรีกับคนดูคงเหล่ ปิ๊ง ปั๊ง กันน่าดู เรียกว่าตามเชียร์กันตั้งแต่ รุ่นยันโรย

ต่อจากนั้นเป็นการบรรเลงปี่พาทย์เสภา โดยวงเจ้าภาพ กลุ่มดุริยางค์ไทย สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากร ในชุดเครื่องแบบสีม่วงพรึ่บพรั่บ พร้อมเพรียง นำผลงานอมตะของครูพระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) หรือ ครูมีแขก นักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่ที่เรื่องราวชีวิตและงานเพลงของท่านยังคงเป็นตำนานให้ลูกหลานดนตรีไทยเล่นขานไม่รู้จักจบสิ้น

เริ่มด้วยโหมโรงขวัญเมือง การขับเสภา โดยครูแจ้ง คล้ายสีทอง พร้อมการรำถวายอาศิรวาทราชสดุดี ต่อด้วยการรำประกอบเพลงเชิดจีน ที่ยาวเหลือเชื่อ เป็นที่น่าเห็นใจม้าสีหมอกยิ่งนัก

ก็ยังเรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้อย่างหนักแน่นสำหรับขุนแผนปกรณ์ พรพิสุทธิ์

ทีนี้ก็ถึงเวลาที่ คอดนตรี คอปี่พาทย์ รอคอย

ดูปี่พาทย์ทั้งทีมันต้องมีอะไรล้างปาก ล้างคอกันบ้าง

ก็แล้วแต่งบประมาณและรสนิยม บ้างก็เลี้ยงช้าง บ้างก็เลี้ยงสิงห์ แน่ เสือก็มี นี่ถ้าไม่ได้คิดว่าอยู่ในรั้วในวังเก่าและก็เป็นสถานที่ราชการ คงมีพวกแมวดำ อินทรีย์ฟ้า อะไรอีกสารพัดสัตว์ ติดอยู่ที่พวกหลังต้องใช้อุปกรณ์เยอะ .ก็ไว้งานหน้าละกัน

วงที่ได้รับเชิญให้มาบรรเลงมี 3 วง ในรูปแบบปี่พาทย์เสภาทรงเครื่องแบบ..!

(บัญญัติคำเอง เพราะดูแล้วอึดอัดเหลือทน ที่เห็นนักดนตรีต้องแต่งเครื่องแบบตำรวจ ทหารเต็มยศ มานั่งบรรเลงปี่พาทย์ ไม่เวิร์ค )

ก็มีวงกองดุริยางค์กองทัพเรือ ควบคุมวงโดย เรือโทดิเรก กล้าหาญ จ่าโทจักรกฤษณ์ วัฒนากูล รับบทคนระนาด เล่นเพลงพม่าห้าท่อน 3 ชั้น ทางบ้านพาทยโกศล จีนขิมกลาง เถา ที่นาวาโทอรุณ พาทยกุล ทำขึ้นใหม่ ลากันด้วยเพลงอกทะเล 3 ชั้น ของครูช้อย สุนทรวาทิน

วงสำนักสวัสดิการสังคม กทม. ควบคุมการฝึกซ้อม โดย ชาตรี อบนวล ควบคุมการบรรเลง โดย นิคม รักขุมแก้ว มี คุณน้อย ส.อ.ไชยชนะ เต็ะอ้วน ที่ผันตัวเองมาจากทหารบกสู่อ้อมกอด กทม. เป็นคนระนาดเอก เริ่มต้นด้วย สี่บท เถา 3 ชั้นของครูมีแขก 2 ชั้นและชั้นเดียวเป็นทางของครูบุญยงค์ ตามด้วยทยอยเขมร เถา ทำนอง 3 ชั้นของครูมีแขก ส่วน 2 ชั้นและชั้นเดียว คุณครูประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประดิษฐไพเราะ คนสุดท้ายของประเทศนี้เป็นผู้ทำขึ้น แล้วจึงลาด้วยเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ของครูมีแขกเช่นกัน

วงกองสวัสดิการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ควบคุมดูแลโดยนายดาบตำรวจวิฑูรย์ อรรถกฤษณ์ สิบตำรวจตรีมนตรี คล้ายฉ่ำ ตีระนาด ก็ตามธรรมเนียมของการบรรเลงปี่พาทย์เสภา เมื่อมีพม่าห้าท่อน สี่บท จึงต้อง เผยม่านออกชมแสงบุหลัน กัน เพลงบุหลัน เถา สำนวนดั้งเดิมของครูทัด เป็นการหยั่งเชิง ก่อนที่จะฟาดฟันกันด้วยเพลง เขมรราชบุรี ผลงานของคู่ครูศิษย์ พระยาประสานดุริยศัพท์และหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ก่อนจะจบลงด้วย เต่ากินผักบุ้ง เพลงลาซุปเปอร์คลาสสิค

7 มกราคม 2545 ท้ายวังบูรพา เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฯ

วิทยาเขตเพาะช่าง จัดงานวันเกิดโรงเรียน จะเป็นปีที่เท่าไหร่ไม่ทราบได้ ที่สถาบันแห่งนี้ที่ได้สนองพระราชดำริของ ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ในการสืบทอดและทะนุบำรุงศิลปไทยเพื่อสนองคุณแผ่นดินดังที่ล้นเกล้า รัชกาลที่ 6 ทรงเปรียบเทียบว่า การศึกษาที่โรงเรียนเพาะช่างนี้คือ การเพาะพืชพันธุ์ของเราเองให้โตงอกงามขึ้นเป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองของเราเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ครั้นเมื่อมีงานฉลองก็ย่อมต้องมีมหรสพสมโภชเป็นของคู่กัน

ว่าแล้วคณะศิลปประจำชาติ ก็ปลูกโรง แสดงหุ่นกระบอกเรื่องพระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสือ

เรียกว่าสร้างหุ่นเอง ทำฉากเอง ร้องเอง เล่นเอง ครบวงจร

เสียงฉิ่ง กลอง เชิด รัว รุกเร้า ปลุกความรู้สึกลูกหลานเพาะช่างนับร้อยที่แออัดกันอยู่ภายในลานหน้าโรงเรียนให้สนุกสนานตื่นเต้นไปตามท้องเรื่องที่พระอภัยมณีกำลังหนีเมียรัก (หรือจะเรียกว่าเมียยักษ์ ก็คงไม่ผิด..นอกจากความหิว ความโง่ ความบ้า ที่ทำให้คนเห็นช้างเท่าหมูแล้ว ความรักยังทำให้นักปี่รูปงามผู้สูงศักดิ์หน้ามืดกลายมาเป็นมือกระบี่ ยันดะ เอ๊ย ฟันดะ ได้เช่นกัน .)

เปรี้ยง..เปรี้ยง เสียงการปะทุของดินปืนแผดดังขึ้น

ท่ามกลางความตื่นตระหนก .

.นักเรียนเพาะช่างสองคน ทรุดตัวลงนอนที่พื้น สีแดงที่เปื้อนมือเขาในคืนนี้ หาใช่สีแดงที่เคยแต่งแต้มลงบนผืนผ้าใบเช่นที่ผ่านมา ..

ผู้พิทักษ์สันติราษฎ์เข้าปิดล้อมห้ามผู้คนเข้าออกจากโรงเรียน

สุดท้าย .พระเอกก็จับผู้ร้ายได้ ในขณะที่ยังเดินวนเวียนปะปนกับฝูงชนที่หน้าโรงเรียน..

..ที่ขอบกางเกง..ปืนลูกโม่ซ่อนอยู่ในสภาพพร้อมที่จะส่งลูกเหล็ก เป็นครั้งที่ สาม สี่ ห้า ..

คนร้ายเรียนศิลปะเหมือนกัน เคารพกราบไหว้เทพแขกเหมือนกัน

ศิลปะช่วยยกระดับจิตใจจริงหรือ .

..ตำรวจ ทหาร เขาวางปืนผาหน้าไม้มาจับไม้ระนาด ไม้ฆ้องกันแล้ว ..

แม้จะมีเพียงแค่สองนัด แต่ก็สมัครใจที่จะเรียกว่า.. ห่ากระสุน

. กระสุนห่า ..

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments