เพลงดนตรี “แว่วเสียงขิมเมื่อวันวาน เปิดตำนานขิมสายพันธุ์ใหม่”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน ธันวาคม 2546 ,หน้า 36-38

แว่วเสียงขิมเมื่อวันวาน

เปิดตำนานขิมสายพันธุ์ใหม่

นายยางสน..คนบางขวาง
17 ตุลาคม 2546

ผ่านไปแล้วกับมหกรรมผักชีโรยหน้าระดับชาติ ที่ฯพณฯหัวเจ้าท่านได้ประกาศวาดวิมานไว้สวยหรูว่าเพื่อมุ่งสู่การวิวัฒน์พัฒนาเปิดประตูการค้าสู่ระดับอินเตอร์ ว่าแล้วจึงแสร้งเผลอโยนเม็ดเงินมิใช่น้อย ซึ่งก็คงมาจากภาษีของไพร่ฟ้าประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกงอย่างเรา ๆ ให้กับการแสดงอวดโอ่โชว์ความมั่งคั่งทางศิลปวัฒนธรรมจำแลงแปลงกายทั้งหลายแหล่แลประจักษ์แก่สมาคมโลก

มีโอกาสได้ทัศนาการแสดงหลายชุด ที่งดงามตามขนบครบถ้วนก็อยากจะเชิญชวนกันชมเชย แต่ที่ต้องเอาหัวโขกผนัง ตั้งสติ ตริตรอง มองด้วยสายตาของยุคสมัย พร้อมสงบใจอาลัยถึงภูมิรู้ของปู่ ย่า ตา ทวด ที่สั่งสม บ่มเพาะหยั่งรากฝากไว้ในผืนดินนี้ก็มีอยู่บ้าง ซึ่งหากแต่ลองพินิจด้วยจิตที่ปราศจากอัตตา ก็คงจะตระหนักได้ว่ามิใช่เป็นเรื่องแปลกแหกกฏอนิจจังแต่อย่างใด ด้วยทุกสรรพสิ่งย่อมต้อง เปลี่ยน และ แปลง ไปตามกาล อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นยังคงรักษาคุณค่าที่แท้จริง และสามารถยืนหยัดมัดใจให้ใครๆได้สานต่อสืบงานเป็นที่ยอมรับยั่งยืนกันแค่ไหน

จึงขอเชิญท่านผู้อ่านย้อนนับกลับไปใน 22 ปีที่ผ่านพ้น (ราว พ.ศ.2524) บนห้องบันทึกเสียงเล็กๆที่บ้านของ อ.ประสิทธิ์ ถาวร ซึ่งตั้งอยู่ ณ ซอยวัดโพธิ์เรียง ถนนจรัลสนิทวงศ์

หลายค่ำคืนติดต่อกันที่เสียงขิมสายแปลกหู พริ้วขับทำนองหวานรื่นชื่นใจ ผ่านไมค์โครโฟนโยนเสียงแปรสภาพทาบติดแผ่นแม่เหล็กเล็กบาง หมายเพื่อการจำหน่ายหารายได้สมทบทุนในการก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) และจัดงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ ในวาระ ครบรอบ 100 ปีเกิด ของท่านครู ที่จะอุบัติขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า ณ โรงละครแห่งชาติ

อ.ชนก สาคริก หลานตาของท่านครู ประจงลงไม้เคาะสายเสียงเรียงไล่ บนขิมสายตัวเขื่องสีน้ำตาลอมแดงรูปร่างแปลกตา อย่างแผ่วเบา สอดสลับรับเสียงกลองที่อยู่ถัดออกไปไม่ห่างของครูบาง หลวงสุนทร พร้อมด้วย อ.บรรเลง สาคริก (ศิลปบรรเลง) ที่กรุณามาตีฉิ่งกำกับให้ ในเพลงเถาหลากสำเนียงเคียงเคล้าเพลงเกร็ดเบ็ดเตล็ดอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในการควบคุมแข็งขันบันทึกเสียงของ อ.ประสิทธิ์ ถาวร กระทั่งสามารถตัดทอนลงแถบบันทึกเสียงได้ 3 ตลับ นับเป็นปฐมบทของเพลงบรรเลงด้วยขิมสาย ในซีรี่ส์ แว่วเสียงขิม มาแต่ครั้งนั้น

ครั้นถึงการจัดงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ (6-9 สิงหาคม 2524) แว่วเสียงขิม ทั้ง 3 ชุด ถูกจำหน่ายทำยอดขายถล่มทลาย (ประมาณ 2000 ตลับ ภายใน 4 วัน) ถึงขนาดต้องสั่งก๊อปปี้เป็นที่เร่งด่วนอีกหลายรอบเพื่อตอบสนองความต้องการของมิตรรักแฟนเพลง

หลังจากนั้น อ.ชนก จึงได้ย้ายยก ขิมประหลาด คู่ใจไปบันทึกเสียง แว่วเสียงขิม ในชุดต่อๆมา อีก 3 ชุด ที่ ศูนย์สังคีตศิลป์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาผ่านฟ้า อาศรมศิลป์ถิ่นคุ้นเคย

สุ้มเสียงสดใสของขิมตัวนี้คงเป็นที่สะกิดใจใครหลายคนจนสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ ได้สนับสนุนนำไปเปิดประกอบรายการ วันนี้วันพระ อยู่เป็นระยะกระทั่งฟังเสมือนเสียงสัญลักษณ์ประจำรายการ ที่ได้แว่วหวานผ่านหูคนไทยนับล้านมาเนิ่นนานต่อเนื่องกว่า 20 ปีจวบปัจจุบัน

ที่เรียกว่า ขิมประหลาด นั้น มันมีที่มา เก็บความ จากที่ อ.ชนก สาคริก เคยเล่าให้ฟังว่า

ขิมประหลาดปราศจากชาติตระกูลตัวนี้ เป็นขิมที่ถูกสร้างขึ้นมาด้วยความรักของครูดนตรีท่านหนึ่งที่พึงใจหมายมอบเป็นของขวัญแด่บุตรสาวผู้เป็นที่รักเสมือนแก้วตาดวงใจ หากแต่วิถีแห่งชีวิตมิอาจลิขิตได้ดั่งอักษรกลอนกาพย์ ขิมตัวนี้จึงต้องระหกระเหินเดินทางมาสู่มือของมารดาอีกผู้หนึ่ง ซึ่งก็คือ อ.บรรเลง สาคริก (ศิลปบรรเลง) ที่ได้ขอซื้อไว้ในราคาค่างวด 600 บาท เพื่อมอบให้เป็นของขวัญแด่ อ.ชนก สาคริก ผู้เป็นบุตรชาย

ขิมสายตัวสีน้ำตาลแดงตัวนี้ มีขนาดใหญ่โตกว่าขิมทั่วไป ทั้งยังใช้สายลวดขนาดใหญ่มิใช่สายทองเหลืองขึงพาด แรกเริ่มเมื่อได้มาพบว่าสายขาดเป็นส่วนใหญ่ไม่สามารถบรรเลงได้ จึงนำไปฝากไว้ที่ร้าน พัฒนศิลป์ ของ ศาสตราจารย์ ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เพื่อขอให้จัดการเปลี่ยนสายซ่อมแซมให้ ซึ่งก็มิทราบว่ามีอะไรมาดลใจ นายช่างท่านถึงใช้สาย แสตนเลส เปลี่ยนให้ทั้งหมด ปรากฏว่าเมื่อนำมาเทียบเสียง เพียงออ และลองบรรเลงดู เสียงที่ได้กลับอับอู้ แผ่วเบา ไม่เป็นที่ประทับใจ อ.ชนก จึงได้เก็บซุกไว้ไม่นำมาใช้อยู่นานนับปี

กระทั่งวันหนึ่ง ขณะที่รื้อจัดของในห้องดนตรีเพื่อหนีน้ำท่วม ขิมสายตัวนี้จึงปรากฏต่อสายตาและความทรงจำของผู้เป็นเจ้าของอีกครั้ง ท่านจึงได้ลองนำมาเทียบเสียงให้ฟังเข้ากับออร์แกนซึ่งมีระดับเสียงที่สูงขึ้นกว่าระดับเสียงของขลุ่ยเพียงออ

ต่อจากนั้น เรื่องราวของ สุ้มเสียงสำเนียงใหม่ จากเครื่องดนตรีสุดฮิตติดตลาด ซึ่งศิลปินนักปราชญ์ราชบัณฑิตความคิดสั้นบางท่านรังเกียจกีดกันไม่ยอมรับ ซ้ำกลับดูถูกว่ามิใช่เป็นเครื่องดนตรีลูกหลานชาติเชื้อไทยพันธุ์แท้ จึงได้เริ่มแพร่หลายขยายขึ้น และบุคคลหนึ่งที่พึงพาดพิงถึงซึ่งอุบัติการณ์ในครั้งนั้น ก็คือนายแพทย์หนุ่มจากโรงพยาบาลศิริราชผู้นี้

นายแพทย์สมชาย กาญจนสุต เป็นหมอโดยอาชีพ แต่มีความรักและสนใจในเรื่องดนตรีโดยเฉพาะขิม ประกอบกับมีความเชี่ยวชาญในเชิงช่าง จึงปรารถนาจะแก้ไขพัฒนาขิมไทยให้มีมาตรฐานอีกคุณภาพที่ดีขึ้น

จากขิมโป๊ยเซียน นำเข้าจากจีนแผ่นดินใหญ่ คุณหมอสมชาย ได้แต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่หลากหลายรูปแบบ อาทิ การเปลี่ยนหมุดตอกขึ้นสายให้กลายเป็นหมุดเกลียว การออกแบบตัวขิมให้มีรูปร่างคล้ายกระเป๋าเดินทางสะดวกในการเคลื่อนย้าย เพิ่มตัวล๊อคอีกหูหิ้ว ซึ่งเรียกกันว่า ขิมกระเป๋า ซึ่งก็มีรายละเอียดปลีกย่อยทยอยออกมาอีกหลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น ขิมกระเป๋าแยกส่วน ขิมสี่เหลี่ยมคางหมู ซึ่งล้วนดูแปลกตาทันสมัยในยุคนั้น จนมีชื่อเสียงสำคัญติดปากในหมู่เหล่าชาวเครื่องสายหมายรู้กันว่า ถ้าจะซื้อขิมสายคุณภาพดี ก็ต้องที่ สยามวาฑิต แห่งนี้

คุณหมอสมชายนั้นเป็นกัลยาณมิตรสนิทด้วยกับ อ.ชนก อยู่เดิม เหตุเพราะทั้งสองท่านล้วนมีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าและเป็นยังที่พึ่งพาปรึกษาหาความรู้สู่กันเสมอ โดยในช่วงเทศกาลปีใหม่ของทุกปี คุณหมอสมชายจะหอบของขวัญนำมาให้ ซึ่งก็ได้แก่ขิมต้นแบบรุ่นล่าสุดที่ท่านคิดค้นขึ้นมาให้ติชม ทดลองใช้ เพื่อนำไปปรับปรุงแก้ไข

ขิมต้นแบบเหล่านั้นล้วนมีคุณค่ามากกว่าการเป็นเพียงเครื่องดนตรีหรือเศษไม้เพียงชิ้นหนึ่ง ด้วยเป็นสิ่งซึ่งบันทึกเรื่องราวของพัฒนาการทางภูมิปัญญาผ่านงานช่าง สะท้อนความต้องการและรสนิยมของสังคมดนตรีไทยในแต่ละยุคสมัย ซึ่งขิมต้นแบบทั้งหมดยังถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี น่าจะขอชมและศึกษาได้ที่มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

เมื่อเสียงของขิมประหลาดสายเหล็ก ดังแว่วเข้าหูหมอสมชาย ท่านจึงอดไม่ได้ที่จะศึกษาค้นคว้าที่มาของเสียงไพเราะนั้น จึงได้ขออนุญาติ อ.ชนก ซึ่งก็ตกปากพร้อมใจให้วัดขนาดของขิมตัวนี้โดยละเอียด

หลังจากนั้นไม่นานนัก หมอสมชาย ก็ได้นำขิมสายรูปร่างประหลาดเสียยิ่งกว่า มามอบให้ อ.ชนก เป็นที่ระลึก

ขิมที่ว่า มีขนาดใหญ่ ซ่อนเซาะร่องช่องเสียงไว้ด้านล่างต่างจากขิมสายทั่วไปที่มีช่องเสียงอยู่ด้านบน สายแสตนเลสมันวาวพาดผ่านหย่องกระดูก ผูกโยงเป็นแถวยาวเรียงเคียงขึ้นไปอีก 2 แถวแนวบน จนนับได้ถึง 9 หย่อง

หมอสมชาย อธิบายว่า คุณค่าของสายแสตนเลสนั้น มีความเหนียวทนทาน ไม่ขาดและยืดหดง่ายเช่นสายทองเหลือง อีกให้น้ำเสียงที่ละเอียดสดใส หากแต่เมื่อทดลองเปลี่ยนใส่ในขิมขนาดมาตรฐานดั้งเดิมแล้ว เสียงกลับไม่แจ่มแจ๋วนัก เหตุเพราะเมื่อเทียบเข้ากับเสียงขลุ่ยเพียงออ สายแสตนเลส จะตึงไม่เต็มที่ในสัดส่วนที่แคบเล็ก ท่านจึงเพิ่มความยาวของช่วงสายด้านข้างให้กว้างขึ้น แล้วจึงหมุนหลักหนักแน่นให้สายตึงเต็มที่ ปรากฏว่าเสียงดีสดใสสมใจ

หากแต่ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้น คือรูปร่างองค์เอวของขิมที่ผอมยาวไม่ได้ส่วนชวนมอง ท่านจึงลองเพิ่มหย่องด้านบนขึ้น ทำให้แลดูเข้ารูปสวยงามสมส่วน นั่นจึงเป็นที่มาของขิม 9 หย่อง ซึ่งภายหลังได้ถูกพัฒนามาอีกหลายเจนเนอร์เรชั่น เช่น ขิม 11 หย่อง,ขิมอู้ 11 หย่อง ที่มีเสียงทุ้มต่ำ ด้วยเพิ่มจำนวนหย่องด้านล่างและเปลี่ยนสายให้มีขนาดใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่เพิ่มหย่องยื่นยาวสะใจออกไปถึง 15 หย่องก็มี

ขิม 9 หย่อง ตัวแรกที่หมอสมชายนำมามอบให้นั้น เสียงหวานสดใสไม่มีที่ติ แม้ขิม 9 หย่องรุ่นต่อๆมาก็มิอาจเทียบเทียมได้ อ.ชนก จึงนำไปบรรเลงบันทึกเสียงในหลายโอกาส ถึงขนาดที่มือขิมมากฝีมือรุ่นใหม่หลายท่านขอซื้อต่อในราคาที่สูงอย่างน่าตกใจ จึงอาจจะกล่าวได้ว่าขิม 9 หย่องต้นแบบตัวนี้ แม้จะแก่เก่าแต่ก็ยังคงสเน่ห์เย้ายวนใจอยู่ไม่เสื่อมคลาย

จำเนียรกาลผ่านมากว่า 20 ปี เทปแว่วเสียงขิม ฝีมือการบรรเลงของ อ.ชนก สาคริก กลับกลายเป็นของเก่าหาฟังยากขึ้นทุกขณะ ประกอบกับที่เทปรีลต้นฉบับก็กระพับกระพ้อยย้อยยืด มิอาจนำกลับมาใช้ใหม่ได้ คุณชัยพร จิรจิตโกศล คนดนตรีไทยศิษย์เครื่องสายของ อ.ชนก ที่ได้หันไปเป็นพ่อยกสนับสนุนดุนดันให้นักดนตรีไทยได้บันทึกเสียงเผยแพร่มานักต่อนัก ท่านได้ตระหนักในคุณค่า จึงขันอาสาลงแรงแต่งเสียงต้นฉบับดั้งเดิมปลุกให้ แว่วเสียงขิม กลับมาแว่วหวานอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ได้กำหนดนำออกเผยแพร่เป็นจำนวน 3 ชุดในเร็ววันนี้ ในชื่อ แว่วเสียงขิมเมื่อวันวาน

ส่วนคุณหมอสมชาย กาญจนสุต ท่านก็ได้ละวางล้างมือจาก สยามวาฑิต ไปประกอบกิจในสายอาชีพของท่าน หุ้นส่วนทีมงานก็ซ่านเซ็นแยกย้าย หากแต่ชื่อของ สยามวาฑิต ยังถูกยกมาอวดอ้างวางขายกันได้อยู่ กระนั้นด้านคุณภาพก็เป็นอีกเรื่อง หลังจากเฟื่องฟูก็ย่อมมีหดหู่บ้างเป็นธรรมดา นานาจิตตัง

สาธยายขยายความตำนานขิมสายพันธุ์ใหม่มาพอสมควร ซึ่งถ้ายังชวนสงสัยไม่กระจ่างชัดขัดอารมณ์ ก็คงต้องรบกวนให้เรียนถามท่านผู้อำนวยการศูนย์กู้ภัยนเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี นายแพทย์สมชาย กาญจนสุต กันเอาเองเถิด แต่ถ้าเกิดเป็นเหตุถึงทำให้ต้องหงุดหงิดจิตตกเจ็บไข้ได้ป่วย ก็พอจะช่วยสงเคราะห์กด 1669 เรียกรถฉุกเฉินของศูนย์นเรนทรมาให้นอนเล่น เผื่อจะเย็นใจสบายกายขึ้นบ้าง

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments