เพลงดนตรี “สังคีตรัตนสิรินธร์”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน มิถุนายน 2546 ,หน้า 66-69

สังคีตรัตนสิรินธร์

นายยางสน..คนบางขวาง

8 พฤษภาคม 2546

เช้าตรู่ 27 เมษายน พุทธศักราช 2546 วันที่โหราจารย์ด้านดินฟ้าอากาศพยากรณ์ว่าจะเป็นวันที่ร้อนที่สุดของปี

สารถีหนุ่มใหญ่วัยกลางคนเคลื่อนขับชักรถตู้บุโรทั่งที่ภายในนั่งแน่นด้วยหนุ่มใหญ่วัยค่อนคนหลายชีวิต ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยใช้สองแขนกำยำกรำศึกฝึกปรือเพลงปี่พาทย์ระนาดฆ้อง ประกาศเสียงเป็นที่ร่ำลือในวงการ ฝ่าแฝงฝูงชนเลี้ยวลัดเข้าสู่ประตูโรงเรียนวัดอัมพวัน ครั้นถึงที่ ก็จอดเทียบเลียบทางเข้างานมหกรรมดนตรีมหามงคล รวมพลคนดนตรีปี่พาทย์เฉลิมพระเกียรติถวายความจงรักภักดีในวโรกาสคล้ายวันพระราชสมภพ 4 รอบพระชันษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในชื่องานว่า สังคีตรัตนสิรินธร์

ผู้คนมากมายหากคุ้นหน้าค่าตา ล้วนแต่งองค์ทรงเครื่องครึ่งท่อน ท่อนล่างนั้นตามอัธยาศัยหรือไม่ก็แต่งกันตามเครื่องแบบหน่วยงานสังกัดกรมกองที่สังกัด ส่วนท่อนบนเป็นเสื้อยืดสีม่วงอ่อนสบายตา เบื้องหน้าสกรีนรูปแพะภาพฝีพระหัตถ์ ทูลกระหม่อมแก้ว องค์อุปภัมป์ค้ำชูศิลปดนตรีไทย

คะเนด้วยสายตา ผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ ด้วยหาที่นั่งมิได้ ส่วนใหญ่คือนักดนตรีที่ได้รับเชิญจากแม่งานคือมูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในพระบรมราชูปภัมภ์ และกรมศิลปากร ที่ได้ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้ขึ้น โดยเชิญวงดนตรีมีชื่อเสียงจากหน่วยงานราชการ บ้าน สำนัก ดนตรีต่างๆรวม 14 วง มาร่วมถวายพระพรโดยพร้อมพรัก ณ อุทยานรัชกาลที่ 2 อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามแห่งนี้

เกร็ดเก่าเล่าว่า อุทยานพระบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยนั้น ได้รับบริจาคที่ดินจากวัดอัมพวันเจติยาราม ครั้งสมัยที่พระราชสมุทรเมธี เป็นเจ้าอาวาส เดิมทีวัดนี้เป็นพระอารามหลวงที่สมเด็จพระศิริโสภาคย์มหานาคนารี พระชนนีในรัชกาลที่ 1 ทรงสร้างขึ้น และสันนิษฐานว่าเป็นสถานที่พระราชสมภพของ รัชกาลที่ 2 อีกด้วย

ปัจจุบันวัดอัมพวันเจติยามราม นอกทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังมีความน่าสนใจในด้านงานช่างมิใช่น้อย โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฝาผนังที่ได้เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมดในปี พ.ศ.2540 (แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2543) ตามพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงรับสั่งและแนะนำให้ทีมช่างเขียนจาก โรงเรียนเพาะช่าง ในการกำกับดูแลของ อ.อภัย นาคคง ปราชญ์ชาวบ้านลูกหลานโพหัก ราชบุรี ได้มีโอกาสฝากฝีแปรงบอกเล่าเรื่องราวพระราชประวัติ และพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (เรื่องอิเหนา และสังข์ทอง) รวมถึงบันทึกเหตุการณ์สำคัญครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ด้วยรูปแบบ เทคนิคขั้นตอน วิธีการ รวมทั้งวัสดุ เช่นการใช้สีจากการผสมของพืช แบบโบราณอย่างถูกต้องเคร่งครัด เป็นสมบัติฝากไว้กับแผ่นดิน

ในบริเวณอุทยาน มูลนิธิพระบรมราชานุสรณ์ฯ ได้สร้างหมู่เรือนไทยขึ้น ประกอบด้วย หอนั่ง หอนอน หอเอน หอพระ จัดสรรแจงส่วนเป็นหอสมุดรวบรวม หนังสือ เอกสาร สิ่งพิมพ์ พระราชนิพนธ์ใน รัชกาลที่ 2 จัดทำพิพิธภัณฑ์แสดงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทั้งยังจัดให้มีการแสดงดนตรี โขน และละคร บทพระราชนิพนธ์ ท่ามกลางเหล่าพันธุ์ไม้ในวรรณคดี ที่เหล่าพี่น้องผองไทยยุคมิลเลเนี่ยมเพียงได้ยินชิ่อ ก็ต้อง อึ้งกิมกี่ ไม่เชื่อว่าเป็นชื่อต้นไม้..

ใต้เรือนไทยหลังใหญ่ เวทีปี่พาทย์ถูกสร้างขึ้นง่ายๆ มีขนาดพอรองรับวงปี่พาทย์เครื่องคู่ได้สามวง เบื้องหน้าเป็นที่ประทับขององค์ประธาน ด้านหลังสอบลึกถัดออกไปเป็นกลุ่มเก้าอี้นวมหนานุ่ม รับรองผู้ติดตามและผู้หลักผู้ใหญ่ ประกอบด้วยนักการเมือง ข้าราชการ และผู้นำเหล่าทัพ ที่ล้วนมีดนตรีในหัวใจ

ด้านนอกอาคาร บนสนามหญ้าสีเขียวสด ปลูกโรงเรือนมุงหลังคาคุ้มแดดขึ้นหลายหลัง ปูเสื่อสาดลาดยาว ให้เหล่ามิตรรักแฟนเพลงจับจองทำเลทองได้เพ่งมองลอดเลาะสุมทุมพุ่มไม้มายังวงปี่พาทย์ขวัญใจ ที่ปักหลักอับแอบบรรเลงอยู่ไกลหลายสิบเมตรเบิ้องหน้า..

เสียงดนตรี ปี่พาทย์ระนาดฆ้อง ทั้งรำร้อง ก้องไป ในทุกที่

ฉลองสยาม บรมราชกุมารี พระชนม์ทวี สี่สิบแปด ฉนำการ .

เพลงโคมเวียน มหาชัย ตระนิมิตร บรรเลงรับบทร้อยกรองอาเศียรวาท ของ อ.เสรี หวังในธรรม จากนั้นจึงเป็นเพลงแม่ศรีทรงเครื่องหรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า ตับนก โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงระนาดเอกร่วมกับวงปี่พาทย์พิเศษ ตามด้วยวงของสำนักการสังคีต กรมศิลปากร บรรเลงเพลง โหมโรงเทิด สธ.เป็นการเบิกโรงตามธรรมเนียม

ในการบรรเลงครั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงจับสลากเลือกวงปี่พาทย์เพื่อสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนขึ้นบรรเลง ซึ่งจะขอไม่นำมากล่าวในที่นี้ถึงลำดับก่อนหลัง ขอระบุเพียงวงและเพลงที่นำมาบรรเลงพอสังเขปเท่านั้น

วงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร มาพร้อมกับเสียงระนาดกลมกล่อมของ เบิ่ง ทวีศักดิ์ อัครวงศ์ บรรเลงเพลงโหมโรงเทิด สธ. และ เพลงเรื่องกะระหนะ,วงดุริยางค์ทหารบก นำผลงานเพลงของ ระนาดเทวดา ครูบุญยงค์ เกตุคง มาบรรเลงคือ ตามกวาง เถา และสองฝั่งโขง เถา,วงดุริยางค์ทหารเรือ บรรเลงเพลงสมิงทอง เถา ทางครูหลวงประดิษฐไพเราะ และจำปาทองเทศ เถา ผลงานครูอรุณ พาทยกุล,วงดุริยางค์ทหารอากาศ นำเพลงพระนิพนธ์ใน ทูนกระหม่อมบริพัตร มาบรรเลง คือเขมรใหญ่ เถา และ ครวญหา เภา เช่นเดียวกับวงดุริยางค์กรมตำรวจ ที่บรรเลงเพลง ครอบจักรวาล เถา ตามด้วยเทพสมภพ ของครูมนตรี ตราโมท ,วงกรุงเทพมหานคร ชวนล่องใต้ไปกับผลงานของครูบุญยงค์ ในเพลงเทพชาตรี เถา และศรีธรรมราช เถา

วงศิษย์หลวงประดิษฐไพเราะ ด้วยผู้บรรเลงตัวจริง เสียงจริง นำโดย ผู้พันเหนาะ พันโทเสนาะ หลวงสุนทร มือระนาดร่างเล็ก มือฉิ่งจากวังบางคอแหลม ครูไมตรี พุ่มเสนาะ (85 ปี) นักร้องเสียงใส ครูองุ่น บัวเอี่ยม (83 ปี) และอีกหลายท่านจากสำนักบ้านบาตร มารวมวงร่วมวัยกันอีกวาระ โดยบรรเลงเพลง แขกขาว เถา และพม่าเห่ เถา ,วงพาทยโกศล บรรเลงเพลงที่เรียกได้ว่าเป็นทางเฉพาะของบ้านนี้อย่างแท้จริง คือเพลงเรื่องจีนแส และ เชิดจีน ฝั่งธนบุรี ที่สุดแสนจะวิจิตร

วงดุริยประณีต รวมนักดนตรีชุดใหญ่ บรรเลงรับนักร้องคู่ขวัญ นฤพล สุรางค์ ดุริยพันธ์ ในเพลงเชิดจีน และช้างประสานงา เถา ,วงศิษย์ครูหยด ศรีอยู่ ฟังฝีมือมือระนาดเอกคนสำคัญ ครูกิตติ เภตรา บรรเลงเพลงเรื่องตะนาว และพราหมณ์เข้าโบสถ์ เถา,วงศิษย์สุพจน์ โตสง่า ในความควบคุมของ อ.ณรงค์ฤทธิ์ ทายาท ระนาดน้ำค้าง นำเพลงเขมรภูมิประสาท 3 ชั้น และใกล้รุ่ง เถา มาบรรเลงตอนใกล้เที่ยง,วงดาวดึงษ์ศิลป์ รวมดาวนักดนตรีเมืองสมุทรสงคราม นำผลงานครูหลวงประดิษฐไพเราะ คือ เทพบรรทม เถาและภิรมย์สุรางค์ เถา มาบรรเลง ,วงวิทยาลัยนาฏศิลป สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ บรรเลงเพลงถวิลหา เถาและแขกลพบุรีทางวังบางคอแหลม 3 ชั้น

ในบริเวณงาน กองทัพเรือได้จัดเตรียม น้ำท่าข้าวปลาอาหารไว้บริการพร้อมสรรพ หากแต่ชาวคณะอยากบริโภคบรรยากาศคลาสสิคของเมืองอัมพวาเป็นเครื่องแกล้ม จึงถือโอกาสแวบไปอุดหนุน น้องอุ๋มก๋วยเตี๋ยวทะเล ริมแม่น้ำแม่กลอง ที่ตั้งอยู่มิใกล้ไกล..

ชายน้ำแม่กลอง ไอแดดแผดระอุสาดกระทบเพื่อมพริ้วผิวน้ำที่ไหลเอื่อยเป็นประกาย…. รายเรียงแถวทิวมะพร้าวไหวต้นเริงรำด้วยต้องสายลมยามคิมหันต์ฤดู

ผู้สันทัดกรณี ตวัดชิวหาปาดพรายฟองนุ่มริมฝีปากก่อนรำพึงกับตัวเอง

ถิ่นแม่กลองมันสงบร่มเย็นอย่างนี้นี่เอง ว่างก็เลยร้องรำ พลบค่ำก็ดื่มกิน ศิลปินจึงมีดาษดื่น

คงจะจริงดั่งว่า เมืองสมุทรสงคราม เมืองชายขอบติดทะเลอ่าวไทย ถึงแม้จะเป็นเมือง เล็ก แต่คนที่นี่ โต และอยู่อย่างมีคุณต่อแผ่นดินยิ่ง โดยเฉพาะในด้านศิลปวัฒนธรรม นับแต่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูเอื้อ สุนทรสนาน ดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เป็นอาทิ

ครั้นอิ่มหนำจึงรีบจ้ำกลับเข้างาน เพื่อให้ทันฟังเพลงสุดท้าย คือเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงขับร้องร่วมกับวงปี่พาทย์พิเศษ…

ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่เช้าที่ได้ฟังปี่พาทย์ระดับยอดฝีมือจากต่างบ้าน ต่างสำนัก ประโคมกันต่อเนื่องยาวนานจวบจนไกล้แสงสุดท้ายแห่งตะวัน

…. พึ่งจะมารู้สึกอิ่มหู และอิ่มใจก็ในเพลงนี้ .

บางครั้งความงามของดนตรีนั้นมิอาจฟังด้วยหู หรือชื่นชมได้ด้วยสายตา

….ดนตรีต้องรับ และรู้สึกด้วยหัวใจ….

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยื่นนาน

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: 51 Comments
Comments
Comment from Maynard - 26/03/2016 at 10:35

I work for a publishers buy lopressor online Though he is no more, the Common Man he created will live forever,” Maharashtra Chief Minister Devendra Fadnavis said, while announcing the memorial for the cartoonist.