เพลงดนตรี “สิ้นเสียงมอดกัดไม้ อาลัยครูประสิทธิ์ ถาวร”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน ธันวาคม 2545,หน้า 32-37

สิ้นเสียง มอดกัดไม้

อาลัย ครูประสิทธิ์ ถาวร

นายยางสน..คนบางขวาง

พฤศจิกายน 2545

พื้นเพคนกรุงเก่า เกิดที่ท่าเจ้าสนุก

วันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2464 ที่ตำบลท่าเจ้าสนุก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสุด นักเทศน์ ผู้มีชื่อเสียงในละแวกนั้น ได้ทายาทพยานรักที่มีต่อนางฟูผู้ภรรยาเป็นเด็กน้อยร่างกายแข็งแรง ตั้งชื่อว่า ประสิทธิ์ ซึ่งแม้จะมิได้มีเสียงเสนาะไพเราะเช่นบิดา แต่เมื่อกาลต่อมากลับกลายเป็นเสียงระนาดเอกที่ สร้างชื่อให้เด็กน้อยจากท่าเจ้าสนุกกลายเป็นตำนานบทหนึ่งของสุดยอดนักระนาดแห่งสยามประเทศ ได้รู้จักในนาม ครูประสิทธิ์ ถาวร

ครูประสิทธ์เริ่มเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชาบาลวัดสฎางค์ เมื่ออายุ 7 ปี ในขณะเดียวกันก็เริ่มเรียนดนตรีกับพี่เขย ชื่อครูละมุด จำปาเฟื่อง ด้วยสติปัญญาที่เฉลียวฉลาดและมีรสมือดีเป็นทุน ทำให้ได้เป็นคนระนาดเอกประจำวงปี่พาทย์ของครูละมุดตั้งแต่อายุไม่ถึง 12 ปี จากนั้นมีโอกาสได้เรียนระนาดเพิ่มเติมจากครูเจริญ ดนตรีเจริญ (หลานครูสุ่ม ดนตรีเจริญ) จนได้เพลงเดี่ยวระนาด เช่น พญาโศก และเชิดนอก

ฝากตัวที่บ้านบาตร สำนักปี่พาทย์ฝั่งพระนคร

บ้านศิลปบรรเลง ถนนบริพัตร ตำบลบ้านบาตร อำเภอป้อมปราบ พระนคร หรือในชื่อที่หมู่นักเลงดนตรีปี่พาทย์เรียกขานกันว่า บ้านบาตร สำนักดนตรีใหญ่ฝั่งพระนคร ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ผู้เป็นเอกตะทัคคะในการแต่งเพลงและมากด้วยชั้นเชิงระนาด เป็นที่ประจักษ์ในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นสถานที่ๆนักระนาดหลายคนใฝ่ฝันที่จะเข้ามาสัมผัส รวมถึงมีโอกาสได้มอบตัวเป็นศิษย์เพื่อเรียนรู้กับครูใหญ่เจ้าของสำนักท่านนั้น

ครูประสิทธิ์ก็เช่นกัน

ราว พ.ศ.2479 ครูละมุด จำปาเฟื่อง ได้ไหว้วาน ครูทองดี ศุณะมาลัย ซึ่งเป็นศิษย์คนร้องของท่านครูพร้อมด้วยคุณแม่ ของครูทองดี พันโทวีรจิตร วิจิตระกะ พา ครูประสิทธิ์ มาที่บ้านบาตร เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ในชั้นแรกท่านไม่ยอมรับ โดยบอกหมอดูทำนายไว้ว่า ห้ามรับคนนอกเข้าบ้าน ถ้าคืนรับจะเกิดเรื่องใหญ่ คุณแม่ของคุณน้าทองดีเห็นว่า จะหมดหวังแน่ จึงกราบไหว้วิงวอนท่านอีกครั้งว่า

ไหน ๆ เด็กคนนี้ก็ไม่มีบุญวาสนาได้เป็นศิษย์ของท่านแล้ว ขอได้โปรดได้ตรวจดูหน่วยก้านท่วงทีเด็กสักครั้งว่า ในอนาคตจะเป็นนักดนตรีที่ดีได้หรือไม่

ท่านก็บอกว่า อย่างนั้นก็ได้เอา ไปยกระนาดมา

เมื่อยกระนาดมาเรียบร้อยแล้ว ครูประสิทธิ์ก็คลานไปที่รางระนาด แล้วกราบเรียนถามท่านว่า ท่านจะฟังเพลงเดี่ยวอะไร ท่านครูบอกว่า เพลงสาธุการก็แล้วกัน

ครูประสิทธิ์เริ่มตีเพลงสาธุการด้วยความตั้งอกตั้งใจ บรรเลงไปได้ครึ่งเพลง ท่านครูก็เอื้อมมือมาที่ผืนระนาดแล้วพูดว่า

เอาละ ๆ ตกลง ครูรับเจ้าเป็นลูกศิษย์คนสุดท้าย

ร่ำเรียนวิชา ภาษาระนาด

ในปีแรกของการใช้ชีวิตที่บ้านบาตร ครูประสิทธิ์ได้อาศัยพักพิงอยู่ที่บ้านของ พันโทวีรจิตร วิจิตระกะ กระทั่งปีต่อมาจึงได้มีโอกาสเข้ามาอยู่กินในบ้านของท่านครูซึ่งส่งผลให้การเรียนพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ครูประสิทธิ์ ได้ร่ำเรียนตั้งแต่ท่านั่ง ต้อง อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตั้ง ตัวตรง เรียนการจับไม้ระนาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การจับแบบปากกา ปากไก่ ปากนกแก้ว การใช้กล้ามเนื้อข้อมือ แขน ไหล่ หน้าอก เรียนการตีระนาดในหลายรูปแบบ เช่น การตีฉาก การตีสิม ชั้นเชิงแนวทีท่า ฑีฆะ รัสสะ จังหวะ ช่องไฟ การขึ้นลง สรวมส่ง สอดแทรก ทอดถอน ขัดต่อ หลอกล้อ ล้วงลัก เหลื่อมล้ำ โฉบเฉี่ยว และที่ท่านครูเน้นเป็นพิเศษ คือ วิธีการใช้เสียงและกลอนให้เกิดอารมณ์ต่าง ๆ อันเป็นหัวใจสำคัญของ ดนตรีที่เพราะ เช่น กลอน (ทาง) สำนวนนี้ต้องใช้เสียงกลม เสียงกลมหมายถึง ความเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง อารมณ์สุขุม รอบคอบ ไม่ลอกแลกหลุกหลิก มีความภาคภูมิสมเป็นผู้นำที่ดี เสียงแก้ว แก้วหมายถึง ใส ดุจแสงแก้ว แวววาวตระการตาสว่างไสวเมื่อได้ยินเสียงเสียงนี้ ใช้เฉพาะเจาะจงในการบรรเลงระนาดมโหรี เสียงร่อนผิวน้ำ ร่อนผิวน้ำ หมายถึง ความร่าเริง ระเริงใจ ปราดเปรียวตามประสาวัยรุ่น เสียงร่อนริดไม้ หมายถึง ชั้นเชิงเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมเขี้ยวเล็บ ประดุจเสือลายพาดกลอน เสียงร่อนใบไม้ไหว หมายถึง อารมณ์อันอ่อนไหว ระคนไปด้วยความอ่อนหวาน อันชวนให้คลั่งไคล้ไหลหลง เหมือนหนุ่มสาวที่กำลังมีความรักปล่อยอารมณ์ไปกับแสงจันทรเพ็ญ ฉะนั้น เสียงร่อนน้ำลึก หมายถึงความเป็นผู้มีอำนาจ เป็นเจ้าแห่งจอมพลัง เป็นที่หวาดเกรงของคู่ต่อสู้ รวมถึงกาละเทศะ การเลือกเพลง เสียง ลีลา กลอน ทาง ให้เหมาะสมกับสถานที่ โอกาส และผู้ฟังอีกด้วย

ด้วยการเคี่ยวเข็นของท่านครูฯ ทำให้ครูประสิทธิ์เป็นนักระนาดที่โดดเด่น เป็นที่ครั่นคร้ามถึงขนาดที่ครูบุณยงค์ เกตุคง นักระนาดผู้ยิ่งใหญ่ร่วมยุคร่วมสำนัก ยังอดชมเชยมิได้ว่า

ครูประสิทธิ์ตีระนาดได้เสียงละเอียด ทรงพลัง ไม่มีใครเทียบ ประดุจตัวมอดที่มีฟันแหลมคมกำลังกัดแทะผืนระนาดก็มิปาน

นอกจากนั้นครูประสิทธิ์ยังได้ร่ำเรียนดนตรีเพิ่มเติมกับนักดนตรีรุ่นใหญ่ที่บ้านบาตรอีกหลายท่าน เช่น เรียนระนาดกับครูเจริญ ครูเผือด นักระนาด เรียนเพลงมอญกับครูใจ เรียนหน้าทับกระบวนกลองต่างๆกับครูครูโองการ กลีบชื่น

การที่อยู่บ้านท่านเป็นผลให้การเรียนการสอนก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่ร่ำลือไปในวงการดนตรีไทยอย่างกว้างขวาง ถึงกับมีผู้มาทาบทามขอตัวครูประสิทธิ์ออกไปประชันวงบ่อยครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งก็มิได้ทำให้ผู้ชมผิดหวัง ทำให้ครูประสิทธิ์ได้รับหน้าที่เป็นคนระนาดเอก ประชันวงประจำบ้านท่านครูในงานวันไหว้ครูเสมอมาทุกปี

ลูกผู้ชายไม้ระนาด ประกาศเสียง

ในงานทำบุญอายุครบ 60 ปีของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (พ.ศ.2484) ซึ่งในครั้งนั้นได้จัดงานใหญ่เป็นพิเศษ มีปี่พาทย์ประชันวงถึง 2 คืน คืนแรกเป็นการประชันของนักดนตรีรุ่นครูผู้ใหญ่ ประชันกัน 3 วง มีวงหลวงชาญ เชิงระนาด วงครูลาภ ณ บรรเลง และวงครูพุ่ม โตสง่า ร่วมด้วยครูผู้ใหญ่อีกมากท่าน ในคืนหลัง เป็นวงรุ่นศิษย์ สองรุ่น รุ่นใหญ่ มีครูเผือด นักระนาดตีระนาดเอก กับรุ่นเล็ก ซึ่งครูประสิทธิ์ ถาวร ตีระนาดเอก

ก่อนจะถึงวันงาน ข่าวการประชันระหว่างครูประสิทธิ์ กับครูเผือด แพร่ไปทั่วสารทิศ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันว่า ฝีมือมันไกลกัน เหมือนเด็กตีกับผู้ใหญ่ ครูประสิทธิ์จึงเกิดความกังวลถึงกับ

เลิกไล่ระนาด ทำให้ท่านครูโกรธมาก จากนั้น ท่านครูก็ได้บังคับให้ครูประสิทธิ์กินนอนอยู่กับระนาดตลอดเวลา ต้องไล่ระนาดจนกว่าจะง่วงเพลียก็หลับไปข้าง ๆ รางระนาด พอตื่นขึ้นมา ก็ไล่ระนาดต่อไปอีก ท่านให้ครูประสิทธิ์ตีอย่างเต็มที่ทุกครั้งตีจนง่วงพับหลับไปกับระนาด พอตื่นก็ตีระนาดอย่างเต็มที่

สุดท้าย ด้วยการพลิกแพลงใช้เสียงระนาดแบบต่างๆที่ได้ร่ำเรียน และการฝึกฝนอย่างหนักของท่านครู จึงส่งผลให้การประชันในครั้งนั้นผ่านไปได้ด้วยดี และสร้างชื่อให้ครูประสิทธิ์อย่างมากมาย

นอกจากนี้ ครูประสิทธิ์ เคยเดี่ยวระนาดเอกสองรางเพลง อาหนู ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เคยแสดงฝีมือเดี่ยวระนาด ที่โรงละครนานาชาติในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และในหลาย ๆ ประเทศ อาทิ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เยอรมันและประเทศพม่า เป็นต้น

ครูประสิทธิ์สามารถบรรเลงปี่พาทย์พม่าได้ และนำปี่พาทย์พม่ามาเผยแพร่ในเมืองไทย รวมทั้งได้รับเชิญจากรัฐบาลพม่าให้ไปบรรเลงเพลงที่ร่างกุ้งและมันดะเล

มหาดุริยางค์ สานฝันท่านครู

ในงานวันไหว้ครูที่บ้านบาตรปีหนึ่ง ท่านครูได้สั่งให้วงปี่พาทย์ทุกวงที่มาในพิธีไหว้ครูประจำปี เริ่มบรรเลงเพลง ๆเดียวกัน โดยให้คนตีฉิ่ง ยืนตีในระหว่างกลาง พลันเสียงดนตรีก็ดังกระหึ่ม ชาวบ้านแถบนั้นไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ต่างก็พากันเข้ามาดูมาฟังเนืองแน่นไปหมด ท่าครูได้ปรารภกับครูประสิทธิ์ไว้ว่า

เป็นไงเจ้า เสียงมีอำนาจดีไหม ..วงปีพาทย์ของเรานี้ ถ้าจัดให้บรรเลงพร้อม ๆ กัน ใช้ผู้บรรเลงมาก ๆ จะเพราะ เพราะมากทีเดียวแต่เสียดาย ครูไม่มีคน…

ครูประสิทธิ์เก็บความคิดของท่านครูไว้เงียบๆในใจ

กระทั่งได้เข้ารับราชการที่กรมศิลปากร ครูประสิทธิ์จึงจัดตั้งวงมโหรีพิเศษ โดยในครั้งแรกใช้นักดนตรี 200 คน บรรเลง ณ โรงละครแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2518 ดนตรีไทยไทยวงใหญ่ โดยใช้ผู้บรรเลงจากวิทยาลัยนาฏศิลป์จำนวน 200 คน บรรเลงในวาระเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามบรมราชกุมาร ครั้งต่อมาเป็นการบรรเลงในงานมหกรรมดนตรีและนาฏศิลป์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ (พ.ศ.2519) ครั้งที่ 3 บรรเลงในงานเฉลิมพระอิสสริยยศสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พ.ศ.2520)

และครั้งที่ 4 ในงานครบรอบ 100 ปีเกิด หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) พ.ศ. 2525 ซึ่งเป็นวงดนตรีไทยขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาจากการรวมตัวของนักเรียนนักศึกษาทั่วประเทศกว่า 700 คน นับว่าเป็นต้นแบบของการจัด มหาดุริยางค์ ในอีกหลายๆครั้งต่อมา

ก้าวสู่รั้วกรมศิลป์ แผ่นดินไม่สิ้นคนดี

เมื่อครูประสิทธิ์ เข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านบาตรได้ไม่นาน คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง ได้สอบถามถึงการศึกษา เมื่อทราบว่าจบชั้นประถมปีที่ 4 มาแล้ว จึงสนับสนุนให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน นาฎดุริยางค์ กรมศิลปากร โดยเข้าศึกษาเป็นรุ่นแรก กระทั่งจบชั้นมัธยมปีที่ 3 แต่ในขณะที่เรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 เกิดป่วยหนัก จะเป็นเพราะหักโหมซ้อมดนตรีหรือเพราะเหตุอื่นก็ไม่ทราบได้จึงกลับไปพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านอำเภอ ท่าเรืออยู่ 1 ปี 8 เดิอน ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ได้แสดงความรักความห่วงใย เขียนจดหมายแนะนำยาไปให้บ่อย ๆ เมื่อหายดีแล้วจึงกลับมาศึกษาวิชาการดนตรีที่บ้านบาตรอีกวาระหนึ่ง

ครูประสิทธิ์อุปสมบทที่วัดจงกลณี เมื่อ พ.ศ. 2482 ต่อจากนั้นได้กลับไปทำมาค้าขายอยู่ที่บ้านเกิด ก่อนที่ไปเป็นครูสอนดนตรีไทยที่ ร.ร.บางบัวทอง ของคุณประสาท สุขม อยู่พักหนึ่ง แล้วจึงเข้ามารับราชการ ณ กองการสังคีต กรมศิลปากร ในปี พ.ศ.2493 รับเงินเดือนขั้น 30 บาท ตำแหน่งศิลปินจัตวา จนถึง พ.ศ. 2500 จึงเลื่อนเป็นศิลปินตรี สังกัดโรงเรียนนาฎศิลป์ กรมศิลปากร เป็นศิลปินโท พ.ศ. 2507 เป็นศิลปินเอก พ.ศ. 2516 และท้ายที่สุดก่อนเกษียณอายุราชการเป็นอาจารย์ 3 ระดับ 7 กองศิลปศึกษา ใน พ.ศ.2526

ช่วงที่ครูประสิทธิ์รับราชการอยู่ที่กรมศิลปากร ครูประสิทธิ์ได้ศึกษาดนตรีเพิ่มเติมกับครูผู้ใหญ่อีกหลายท่าน เช่น ครูสอน วงฆ้อง เรียนการวิเคราะห์เพลงต่างๆ และได้รับมอบโองการ สายพระยาเสนาะดุริยางค์ อีก 1 ชุด เช่นเดียวกับครูหลวงบำรุงจิตรเจริญ ที่มอบตำราไหว้ครูไว้ให้

นอกจากนั้นก็มี หลวงไพเราะเสียงซอ คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง นางสนิทบรรเลงการ ครูพริ้ง กาญจนผลิน ขุนสำเนียงชั้นเชิง ครูท้วม ประสิทธิกุล และ ครูเทียบ คงลายทอง เป็นอาทิ

หลังจากเกษียณอายุราชการครูประสิทธิ์ได้เปิดร้าน สิทธิถารการดนตรี ณ บ้านเลขที่ 69/165 ตรอกไผ่ ถนนจรัลสนิท จำหน่ายเครื่องดนตรีคุณภาพสูงที่คัดสรรแล้ว รวมทั้งดำเนินการบันทึกเสียงเพลงไทยในรูปแบบต่างเพื่อเผยแพร่และจำหน่าย โดยมีศิลปินที่มีชื่อเสียงจากกรมศิลปากรไปบันทึกให้เป็นจำนวนมาก

ด้านงานวิชาการ ครูประสิทธิ์ได้ทุ่มเทเขียนตำราดุริยางคศาสตร์ ได้รับเชิญให้เป็นเป็น ศิลปินประจำสำนักแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นภาคีสมาชิกราชบัณฑิยสถาน (สาขาศิลปะ) เป็นกรรมการที่ปรึกษาหลักสูตรวิชา ดุริยางค์ไทย คณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศิลปินผู้เชี่ยวชาญในวิชาดนตรีไทย ทั้งด้านทฤษฎี ปฏิบัติ การประพันธ์เพลงและปรัชญาสุนทรียศาสตร์

ครูประสิทธิ์มีความแตกฉานในศาสตร์แห่งดนตรีไทยอย่างลึกซึ้ง มีความสามารถสูงส่งในการบรรเลงระนาดเอก เป็นที่กล่าวขานและยกย่องในหมู่ผู้ชำนาญการดนตรีว่าเป็นผู้มีความสามารถบรรเลงระนาดเอกได้ทุกรสและทุกรูปแบบยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน เป็นเลิศในเชิงบรรเลงรวมวง และการบรรเลงเพลงเดี่ยว มีความรู้ความชำนาญอย่างดียิ่งในการปรับวงดนตรี รวมทั้งได้แต่งเพลงขึ้นมาใหม่เพื่อใช้ในโอกาสต่างๆอีกหลายเพลง เช่น เพลงระบำร่อนแร่ เพลงพม่านิมิตร เพลงเทวาประสิทธิ์ เถา เพลงม่านรามัญ รวมทั้งพลงเกร็ดอีกหลายเพลง เช่น พม่ากลองยาว และเพลงลูกบทต่างๆ

กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2532 ครูประสิทธิ์ได้รับพระราชทานโล่และเข็มเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทย) และในครั้งนั้นครูประสิทธิ์ได้แสดงผลงานการเดี่ยวระนาดเอกเพลงลาวแพน ทางที่ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะได้เรียบเรียงไว้อย่างพิศดารให้แก่ศิษย์รักเป็นพิเศษ ถึงกับเคยปรารภให้ครูประสิทธิ์ฟัง ว่า

..ไม่ว่าใครจะตีเพลงอะไรมา.. เจ้าตีลาวแพนทางนี้ แล้วเจ้าก็จะไม่แพ้ใคร..

ก่อตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ ศิษย์กตัญญู

ครูประสิทธิ์นับว่าเป็นผู้ที่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณเป็นที่ยิ่ง นอกจากบุพการีผู้ให้กำเนิด และครูดนตรีในเบื้องต้นแล้ว ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ รวมทั้งคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง บุตรีของท่านครู ที่ครูประสิทธิ์นับถือเสมือนเป็นแม่ที่สอง ผู้ซึ่งภายหลังได้มอบโองการ ให้ครูประสิทธิ์เป็นพิธีกรไหว้ครูสืบต่อไปในสายดนตรีบ้านศิลปบรรเลง นับว่าเป็นบุคคลที่นักระนาดผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้เทิดทูนอยู่เสมอมา

ปี พ.ศ.2524 ในงาน มหกรรมดนตรีศรีรัตนโกสินทร์ ฉลองครบรอบ 100 ปีเกิด ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ครูประสิทธิ์ได้จัดการแสดงมหาดุริยางค์ขึ้นอีกครั้งหนึ่งเพื่อเป็นการบูชาครู ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามเป็นประวัติการณ์ให้จดจำ

หากแต่สิ่งหนึ่งที่ครูประสิทธิ์ได้มีส่วนร่วมกับทายาทของท่านครู และด้วยกิจนั้นยังคงมีผลสืบเนื่องถึงความเคลื่อนไหวในสังคมดนตรีไทยกระทั่งปัจจุบันก็คือ การจัดตั้งมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ขึ้นเพื่อดำเนินกิจกรรมทางดนตรีไทยเพื่อสาธารณประโยชน์หลากหลายรูปแบบ

ครูประสิทธิ์ได้อุทิศแรงกาย กำลังสติปัญญา กำลังทรัพย์ เพื่อร่วมวางรากฐานของมูลนิธิฯให้มั่นคง ทั้งยังเป็นกำลังสำคัญในการจัดกิจกรรมต่างๆตลอด 20 ปีที่ผ่านมา กระทั่งงานใหญ่ครั้งสุดท้าย คืองาน มหกรรมดนตรีศรีรัตนโกสินทร์ วาระฉลองครบรอบ 120 ปีเกิด ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ครูประสิทธิ์ได้ทำหน้าที่พิธีกรอ่านโองการบูชาครู รวมทั้งฝึกซ้อมวงมหาดุริยางค์ เพื่อการแสดงในครั้งนั้นอย่างทุ่มเท ประดุจเป็นการฝากผลงานชิ้นสำคัญครั้งสุดท้ายเพื่อเป็นการบูชาครู ทั้งที่อาการเจ็บป่วยเริ่มรบกวนสุขภาพของครูจนน่าเป็นห่วง

สิ้นเสียง มอดกัดไม้ อาลัยครูประสิทธิ์ ถาวร

ในบั้นปลายชีวิต ครูประสิทธิ์ได้ย้ายไปพำนักอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อต้องการพักผ่อนอยู่กับความสงบเสมือนเป็นการให้รางวัลแห่งชีวิตหลังจากที่ได้ตรากตรำสร้างสรรค์ผลงานคู่แผ่นดินไว้มากมาย แต่ด้วยเนื้อร้ายที่เกิดขึ้นบริเวณตับซึ่งถูกตรวจพบซึ่งได้ลุกลามยากที่จะควบคุม ส่งผลให้สุขภาพของท่านให้ทรุดลงเป็นลำดับ และต้องแวะเวียนเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลอยู่เป็นนิจ

กระทั่ง ในวันพุธที่ 13 พฤศจิกายน ครูประสิทธิ์ เข้ารับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาลสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ และถึงแก่กรรมอย่างสงบวันที่ 15 พฤศจิกายน 2545 เวลา 16.25 น. ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว สิริรวมอายุ 81 ปี

ทั้งที่ตลอดชีวิตของลูกผู้ชายไม้ระนาดเช่นครู ไม่เคยมีคำว่าล้มเหลวอยู่ในหัวใจ

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments