เพลงดนตรี “หากไทรโยคยังอยู่ยั้งยืนยง”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน กันยายน 2545,หน้า 34-36

?

หากไทรโยคยังอยู่ยั้งยืนยง

HAPPY BIRTHDAY 114 ปี เขมรไทรโยค

นายยางสน..คนบางขวาง

22 สิงหาคม 2545

?

ในกระบวนเพลงไทยเดิมที่มีชื่อติดปากเป็นที่รู้จักกันมากที่สุดในหมู่ชนนิยมไทย (รู้จักเพียงชื่อหาใช่ทำนองไม่) นอกจาก ค้างคาวกินกล้วย ลาวดวงเดือน พญาโศก (ซึ่งที่จริงแล้วคือทำนองเพลงธรณีร้องไห้ต่างหาก) ก็เห็นจะไม่พ้นเพลงเขมรไทรโยค เพลงไทยที่ถูกนำไปกระทำชำเรามากที่สุดในประวัติศาสตร์ทั้งบทร้อง และทำนองที่ถูกดัด แปลง แต่งเติม ตัดตอน รวมถึงการแต่งองค์ทรงเครื่องใหม่ไปปรากฏอยู่ในวงดนตรีรูปแบบต่างๆตามสมัยนิยมมิรู้จบรู้สิ้น

?20 กันยายน 2545 นี้ เพลงเขมรไทรโยคก็จะมีอายุครบ 114 ปีบริบูรณ์ ถ้าหากเป็นคนก็คงหูห้อยเหนียงยานกันแล้ว หรือไม่ก็ไปผุดไปเกิดใหม่ชดใช้กรรมกันต่อไป แต่กับบทเพลงนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะแก่เชราเก่าชราลงสักเท่าใด? กลับทำหน้าที่บันทึกเรื่องราวและรับใช้สังคมมาหลายยุคหลายสมัย?..มาดูที่มาที่ไปของเพลงนี้กันดีกว่า

ในปี พ.ศ.2420 ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคประพาสน้ำตกไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่การเสด็จฯทุกครั้ง พระองค์ท่าน โปรดให้เจ้านาย เชื้อพระวงศ์ และข้าราชบริพารตามเสด็จไปด้วย และหนึ่งในนั้นก็ คือเจ้านายพระองค์น้อย สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ขณะยังมีพระชันษาเพียง 14 ชันษา

กระทั่ง 11 ปีต่อมา (พ.ศ.2431) สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงจะเสด็จประพาสเป็นครั้งที่ 2 และด้วยความประทับใจที่ยังคงติดตรึงอยู่ในพระทัยจากการที่ได้ทอดพระเนตรความงามอันวิจิตรของสายน้ำ แมกไม้และหมู่สัตว์น้อยใหญ่ที่อาศัยพิงพักในความอุดมสมบูรณ์ของสองฟากฝั่งแควน้อย เมื่อครั้งตามเสด็จในครั้งแรก สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯจึงนำเพลงขอมกล่อมลูก ในอัตรา 2 ชั้น ของเก่า มาขยายเป็นทำนองสามชั้น ทั้งหมด 2 ท่อน ดำเนินลีลาเป็นทางกรอ สอดแทรกทำนองลูกล้อลูกขัดในท่อน 2 และได้ทรงพระนิพนธ์บทร้องบรรยายความงามของสองฝั่ง แควน้อยและน้ำตกไทรโยค ความว่า

?

?

?

บรรยายความ ตามไท้ เสด็จยาตร???????????????????? ยังไทรโยค ประพาส พนาสณฑ์?????????????????????

ไม้ไล่ หลายพันธุ์คละ ขึ้นปะปน???????????????????????????????????? ที่ชายชลเขาชะโงก เป็นโตรกธาร

น้ำพุพุ่งซ่า???????????? ไหลฉ่าฉาดฉาน??? ???????????? เห็นตระการ????????

มันไหลจ้อกโครม จ้อกโครม??????????????????????????????????????????? มันดัง จ้อก จ้อก จ้อก จ้อก โครมโครม

?

??????????????? น้ำใส ไหลจนดู หมู่มัสยา????????????????????????????????? กี่เหล่าหลายว่ายมา ก็เห็นโฉม?????????

ยินปักษา ซ้องเสียง เพียงประโคม?????????????????????????????????? เมื่อยามเย็น พยับโพยม ร้องเรียก

เสียงนกยูงทอง??? มันร้องโด่งดัง????????????????????? หูเราฟัง????????????????

มันดังกะโต้งโห่ง??????????????????????????????????????????????????????????????? มันดัง กอก กอก กอก กอก กะโต้งโห่ง

?

?

สองเดือนผ่านไปจึงนำออกบรรเลงและขับร้องหน้าพระที่นั่ง ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษา สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง บริเวณหน้ากระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน นับว่าเป็นการเป็นการเปิดตัวเพลง ?เขมรไทรโยค? ต่อสาธารณชนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2531

ในการบรรเลงครั้งนั้น เป็นการขับร้องโต้ตอบกัน ระหว่างนักร้องชายหญิง อาจจะกล่าวได้ว่าเพลงเขมรไทรโยคจัดเป็นเพลงไทยที่ใช้การร้องแบบ ?ประสานเสียง? เป็นเพลงแรก นักร้องฝ่ายชายก็ได้แก่ นายจอน (หลวงกล่อมโกศลศัพท์) และ นายศุข (หลวงเพราะสำเนียง) สองคู่หูดูโอนักร้องเสียงทองผู้บันทึกแผ่นเสียงเพลงร้องไว้หลากหลายสไตล์ยากที่จะมีผู้ใดเลียนแบบ? ส่วนฝ่ายหญิงก็ดังไม่แพ้กัน มีทั้ง หม่อมเจริญ หม่อมมาลัย หม่อมคร้าม หม่อมคล้าย แม่แป้น วัชโรบล จากวังบ้านหม้อ ของเจ้าพระยาเทเวศร์วรวงศ์วิวัฒน์ เจ้ากรมมหรสพหลวงสมัย ร.5

จากความงดงามไพเราะในท่วงทำนองประกอบกับบทร้องที่บรรยายความงามอย่างเห็นภาพทราบกลิ่นเช่นนี้ เพลงเขมรไทรโยคจึงสามารถสะกดความรู้สึกผู้ฟังให้คล้อยตาม ทั้งยังเป็นการสะกิดเชิญชวนทำนองว่า ?ไปเที่ยวกันเถอะ?

?ด้วยเหตุนี้เองพระพุทธเจ้าหลวงจึงต้องเพิ่มกระบวนเสด็จพระราชดำเนินในครั้งต่อๆมาให้ยาวกว่าเดิมเป็นพิเศษ ด้วยมีข้าราชบริพารติดสอยห้อยตามไปยลเยี่ยมจำนวนมาก? ทำให้ภายหลังเส้นทางสัญจรในลำแควน้อยจึงคลาคล่ำไปด้วย เจ้า บ่าว นาย ไพร่ เดินทางไปทัศนา ?น้ำพุพุ่งซ่า ไหลมาฉาดฉาน? แดนสวรรค์แห่งเมืองกาญจนบุรี จนเกิดเหตุเรือล่ม เป็นไข้ป่า บาดเจ็บล้มตายกันอยู่เป็นนิจ จนเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในสมัย ร.5 อดรนทนไม่ไหวต้องสั่งห้ามการเดินทางไปไทรโยคโดยทางเรือด้วยประการฉะนี้

จากนั้นเองเพลงเขมรไทรโยค ก็กลายเป็นเพลง POP HITS ติดตลาด จนเรียกได้ว่าอย่างน้อยชาววังหลวงทุกถ้วนทั่วตัวคนต้องร้องเพลงนี้ได้ มิเช่นนั้นจะถือได้ว่าเชย อีกทั้งยังใช้เป็นเพลงร้องกล่อมพระราชธิดาในพระพุทธเจ้าหลวงทุกพระองค์อีกด้วย

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการนำเพลงเขมรไทรโยคมาใช้ร้องบรรยายในบทละครร้องหลายเรื่อง เช่น เรื่องพระยศเกตุ ของ ?ทูลกระหม่อมติ๋ว? สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย และในบทพระราชนิพนธ์ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 เรื่อง พระร่วงและเรื่องวั่งตี่ ซึ่งในเรื่องสุดท้ายมิได้นำออกแสดงเพราะพระองค์ท่านสวรรคตเสียก่อน

เลาะออกนอกรอบรั้วเวียงวังกันบ้าง หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตะวาภัย) ได้นำบทร้องเพลงเขมรไทรโยคที่แต่งขึ้น เพื่อใช้ในละครเรื่อง ?วั่งตี่? มาบันทึกแผ่นเสียงในราวปี พ.ศ.2456 แต่ก็ไม่ไคร่ได้รับความนิยมนัก ผิดจากบทร้องที่มาจากเรื่องมัทนะพาธา ที่ครูมนตรี ตราโมทแต่งให้อาจารย์เจริญใจ สุนทรวาทิน ร้องบันทึกแผ่นเสียงดูจะได้รับความนิยมมากกว่า (ราว พ.ศ.2470)

ในปี พ.ศ. 2491 ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้นำเพลงเขมรไทรโยคมาปรุงแต่งขยายความขึ้นอีกเท่าตัว (4 หรือ 6 ชั้น) และตัดลงเป็นชั้นเดียว กลายเป็น เพลงเขมรไทรโยค เถาใช้บทร้องที่ ครูจันทนา พิจิตรคุรุการ นักร้องในสายบ้านบาตรแต่งเพิ่มเติมขึ้น? นัยว่าเพลงนี้ได้บันทึกแแผ่นเสียงโดยท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะเป็นผู้ขับร้องเองในอัตราจังหวะชั้นเดียวด้วย

ในแวดวงดนตรีสากล เพลงเขมรไทรโยค ก็ยังคงเป็นทัพหน้าของเพลงไทยในการเข้าไปประสมประสานอยู่ดี ซึ่งก็ต้องยอมถูกรื้อก้านริดกิ่งไทรให้สั้นและ กระชับลงไปเพื่อความเหมาะสม เช่น เพลง ?ไทรโยคน้อย?? จากการเอื้อนที่สละสลวยงดงามก็ปรับให้ไม่ยืดยาด ยัดเนื้อเพิ่มคำให้เป็นเพลงเนื้อเต็ม?? จาก ? ทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ?? แบบปรบไก่ ก็แปลงร่างเป็น แทงโก้ เพื่อการลีลาศไปได้ตามสมัยนิยม

การเดินทางของเพลงเขมรไทรโยคในสังคมดนตรีเมืองไทย ดูจะเนิ่นนาน ทอดยาวมีเรื่องราวน่าติดตามมากกว่าแค่การล่อง ?แพเทค? เมาหัวทิ่ม สำรอกอาหาร ส่งสิ่งปฏิกูลที่เหลือจากการบริโภคลงทำร้ายลำน้ำแควน้อยที่ยังคงไหลเอื่อยรอการเน่าเสียอยู่เช่นนั้นทุกเมื่อเชื่อวัน หากแต่เพลงเขมรไทรโยค เพลงที่เกิดจากความประทับใจในสายน้ำและสรรพชีวิตที่ดำเนินด้วยวิถีแห่งธรรมชาติเพลงนี้ ยังคงงดงามและถูกนำบรรเลงในหมู่วงดนตรีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสาย มโหรี ปี่พาทย์ แตรวง โยธวาฑิต ซิมโฟนีย์ออร์เคสตร้า รวมถึงวงดนตรีร่วมสมัยที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด นับว่าเป็นเพลงเขมรไทรโยคเป็นเพลงที่ถูกละเมิดลิขสิทธิ์ทางปัญญาในการนำไปเล่น ร้อง หากิน มากที่สุดเพลงหนึ่ง (รวมถึงการขอเพลงของผู้ฟังที่แสร้งทำเป็นไทยรักไทย ขอเพลงไทย แต่พอนักดนตรีเล่นให้ กลับไม่เคยตั้งใจฟังซักที?เบื่อ..) ทั้งนี้ยังรวมถึงการเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้และศึกษาดนตรีไทยในฐานะของเพลงบังคับ (ห้ามเลือก)ในการฝึกขับร้องและบรรเลงเพลงไทยอยู่หลายสำนัก หลายเพลา

ทำให้นึกถึงตอนที่กำลังช่วงวัยรุ่น สมัยที่กำลังเห่อแฟชั่นเสื้อยืดขาวตราลูกไก่ กางเกงยีนส์เก๋าๆซอมซ่อ เลียนแบบนักร้องขวัญใจขาโจ๋ พี่น้องอ้วนผอมไอ้หนุ่มหน้าเด๋อที่มีสำเนียงจากพูดจา(ร้อง)ยานคางจากที่ราบสูงเมืองเลย ผู้ที่รักการเสยผมและแจกปิ๊กกีตาร์ให้แฟนเพลงเป็นชีวิตจิตใจ ต้องมาทนทรมานนั่งพับเพียบเรียบแต้? ?..บรรยายความ..? กันในชั่วโมงเรียนขับร้องเพลงไทยกับอาจารย์ที่เพียงแค่ได้ยินชื่อ ได้เห็นแค่เงา เหล่าศิษย์ทะโมนทั้งหลายก็หัวหดกันเป็นแถว

?

?สมมุตินะครับ สมมุติ?????? สมมุติคุณครูเป็นเด็ก???????? สมมุติว่าตอนยังเล็ก

คุณครูยังเป็นตัวแสบ?????????? คุณครูต้องแกล้งเรียบร้อย????????????????? ทนร้องอะไรไม่รู้

ผมจะถามคุณครูว่า????????????? คุณครูทนไหวมั๊ยคร๊าบบบบบบบบบบบบบ?

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments