เพลงดนตรี “อัมพวันสัญจร”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน มีนาคม 2545 ,หน้า 47-49

อัมพวันสัญจร เปิดกะโหลก มองกะลา

มะพร้าวในมือชาย หรือสู้มะพร้าวในมือเธอ

นายยางสน…คนบางขวาง

มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะนักศึกษาดนตรีออกไปเก็บข้อมูลช่างทำเครื่องดนตรีในจังหวัดสมุทรสงคราม เมืองอัมพวา ชุมชนคนกวี ปี่พาทย์ นาฏศิลป์ ที่จริงก็ไม่ได้ไปเก็บอะไรกับเขาด้วยหรอก แต่หาเรื่องเที่ยวเปิดหู เปิดตา เปิดกะโหลกซะมากกว่า

ท่านผู้นำหัวหน้าคณะในครั้งนี้ท่านเน้นไปที่ช่างทำซอโดยเฉพาะ ซึ่งก็ไม่ผิดที่ เพราะที่แม่กลองถือว่าเป็นแหล่งมะพร้าวซอชั้นดี ที่นำไปทำซออู้ชั้นเยี่ยม จึงมีช่างชั้นยอดมากมายเป็นธรรมดา

ไปไหนไปกันขอให้มีอะไรเข้าท้องบ้าง แล้วก็มีสถานที่ให้อะไรมันออกจากท้องบ้างโดยไม่ทุลักทุเลนัก แค่นี้ก็ถึงไหนถึงกัน…

หลับๆตื่นๆฟังผู้ร่วมเดินทางสนทนาเรื่องของชาวบ้านอย่างออกรสชาดมาได้สักหนึ่งเพลิน… ภาพที่ปรากฏอยู่ข้างทางในวันนี้ยังพอทำให้ระลึกถึงการเดินทางไปเที่ยวทะเลในวัยเด็กได้ ถ้าเห็นนาเกลือเมื่อไหร่ต้องตื่นเต้นน่าดู เพราะว่าทะเลอยู่ใกล้แค่เอื้อม…

…เพียงแต่นาเกลือวันนี้ ไม่กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาอย่างที่เคยเห็น……

มีโรงงานอุตสาหกรรมผุดขึ้นมากมาย ประกอบกับแรงงานต่างด้าวที่ข้ามเทือกเขาตะนาวศรี ด่านเจดีย์สามองค์ มาลงหลักปักฐาน สร้างบ้าน แปงเมือง พึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่กันเป็นชุมชนสุขสบาย โดยที่ไม่ต้องรบพุ่งให้เสียเลือดเสียเนื้อเหมือนครั้งอดีต ทั้งยังไม่ต้องถูกผลักให้รับบทเป็นผู้ร้าย ผู้แพ้ อยู่ร่ำไป ในแบบเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ และหนังไทยบางเรื่อง….อุ๊บส์…

….ข้างทางเขาขายอะไรกัน…แวะซื้อลิ้นจี่ก่อนดีกว่า กิโลละร้อยบาท เป็นค่าก้านและใบซะเกือบครึ่ง ยังไม่สุกดีนัก เปรี้ยวๆ แต่ทำให้ตาสว่างขึ้นได้บ้าง ส่วนที่ยังนอนผึ่งแดดตากลมอยู่บนแผงเดียวกันก็คือน้องปลาสลิดอาบน้ำยาตัวมันแผลบ …ขนาดแมลงวันยังเมิน ไม่ไต่ไม่ตอม พวกธาตุเบาอย่างเราคงไม่เสี่ยงดีกว่า…

ผ่านมหาชัย…เข้าอัมพวา…จุดหมายแรก บ้าน “ลุงลิ้ม” หรือ ช่างลิ้ม อินทร์พันธ์ (75 ปี)

โบราณว่า “ถ้าไม่เข้าถ้ำเสือ ก็อย่าหวังว่าจะได้ลูกเสือ”

กว่าจะเข้าบ้านลุงลิ้มซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในสวนมะพร้าวได้ก็ต้องฝ่ากองทัพ “เสือ (เอ๋ง)” ที่แห่กันมาให้การต้อนรับคับคั่ง… เป็นที่หนาวเรียวน่องยิ่งนัก

ลุงลิ้ม เป็นชายสูงอายุร่างสันทัดผิวขาว นิ่งๆเงียบๆ แต่ซ่อนความเมตตาไว้ในสีหน้า ดูท่าทางไม่แข็งแรงนักเป็นหวัดฟืดฟาด

บนบ้านทรงไทย ลุงลิ้ม แสดงการทำซอตามวิธีการของตัวเอง อาศัยที่เดิมเป็นช่างไม้มาก่อนจึงค่อยๆลองผิดลองถูกจนพอใจ ซอของลุงลิ้มจะไม่ใช้เครื่องกลึงเพื่อขึ้นรูป แต่จะเป็นการค่อยๆแกะ ค่อยๆเซาะให้ได้รูปทรง ส่วนที่ลูกบิดแกะเป็นร่องคล้ายผลมะปราง หรือมะยม แตกต่างจากที่ช่างอื่นกลึงเรียบๆ ที่จริงแล้วก็ว่าเหมาะดี เพราะเวลาขึ้นสายซอทำให้เราสามารถจับลูกบิดได้อย่างอยู่มือ

…เสียงซอดี ราคาถูก แต่อย่างว่าล่ะ ถ้าอยากได้ลูกเสือก็ต้องเข้าถ้ำเสือ…

คุยได้สักพัก ลุงลิ้มก็ให้เลือกเศษไม้นางพญางิ้วดำที่เหลือจากการทำซอมาคนละชิ้นสองชิ้น เพื่อเอาไปแกะทำพระ นัยว่าทำแล้วไม่ต้องปลุกเสก เพราะไม้นางพญาเป็นไม้ที่มีพลัง มีความขลังอยู่ในตัว …พร้อมชี้ไปที่ถุงปุ๋ยใบเขื่องที่พิงเสาอยู่มุมห้อง…

….เท่านั้นแหละ คณะเก็บข้อมูลก็หูผึ่ง ตาลุกวาว ผละจากการปฏิบัติภารกิจหลักชั่วขณะ เพราะภาระกิจรองที่อยู่เบื้องหน้าดูจะน่าสนใจกว่า…

…ที่สำคัญ…ของฟรีต้องเอาไว้ก่อน…

ออกจากบ้านลุงลิ้ม ก็มุ่งตรงเข้าอำเภอบางคณฑี นั่นไง ป้ายข้างทาง “บ้านช่างกลิ้งแกะซอ”

ลุงกลิ้ง หรือ ช่างกลิ้ง หรือ นายสายหยุด จันทรกูล ชายวัย 72 ปีเป็นเดิมช่างไม้เหมือนกัน แล้วก็ลองหัดแกะกะโหลกซอเอง หัดดูลาย เขียนลายเอง จนกลายมาเป็นช่างที่มีชื่อเสียง

ภายในบริเวณบ้านก็เหมือนบ้านชาวแม่กลองทั่วไป มีสวนมะพร้าวขึ้นครึ้มร่มเย็นผลหมากรากไม้หลายพันธุ์คละขึ้นปะปน ทำให้คณะเดินทางผู้หิวโหยเกิดกิเลสในรูปรสขึ้นมาทันใด และผลพวงที่ย้อยระย้าเป็นที่หมายตาของชาวคณะอย่างออกนอกหน้าก็คือ ส้มโอผลกลมกลึง ที่ห้อยล่อตา ล่อปากอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล…

… สุดท้ายลุงกลิ้งก็เลยทำบุญทำทานให้ผู้หิวโหยหลายผลอยู่…สาธุ…

ออกจากบ้างลุงกลิ้ง ก็มาฝากท้องกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวหน้าปากซอย อาหารถูกปาก บริการถูกใจ เพียงชามละ 10 บาท…แนะนำเส้นใหญ่เย็นตาโฟ ของสด อร่อยดีทีเดียว…นายยางสน การันตี.!

จากนั้นก็เป็นคิวของ “ช่างหลอ พญาซอ” นายสมพร เกตุแก้ว ช่างทำซอชื่อดัง เสียงดัง

พอเราไปถึง…เห็นว่ากำลังจะออกไปธุระ แต่ก็ยังกรุณาเจียดเวลาครึ่งชั่วโมง ในการเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับมะพร้าวซอ…

…ค่าที่ว่าเป็นบุคคลที่ถูกถามเรื่องราวเกี่ยวกับซอ จากนักเก็บข้อมูล นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษา ในคำถามเดิมๆ เรื่องเดิมๆมากที่สุดคนหนึ่ง เรียกว่าวันที่ไปหัวกระไดยังเปียกโชกอยู่เลย

แล้วก็ไม่ผิดหวัง…เป็นช่องเป็นฉาก ลำดับความสำคัญก่อนหลัง เป็นขั้นตอน …

“เรียบร้อย…ผมไปธุระก่อนนะ โน่น ถ้าอยากดูวิธีแกะ ก็ให้เขาช่วยทำให้ดู อยากดูหุ่นกระบอกก็ให้พาไป”

ในบริเวณบ้าน นอกจากจะมีผลไม้หลากชนิดที่ชาวคณะได้อาสาทดสอบรสชาดด้วยความเต็มใจแล้ว ก็ยังมีโรงหุ่นกระบอก และตัวหุ่นหลวงให้หยิบจับ ถ่ายรูปอีกหลายตัว

คงต้องหาโอกาสมาคุยเรื่องหุนกระบอกโรงนี้อีกซักตั้ง…

ทราบจากช่างหลอว่า มะพร้าวซอที่ขึ้นชื่อลือชาว่ามีเฉพาะที่แม่กลองนี่ เขามีชั้นวรรณะกันด้วย เอาแค่เรื่องสีของกะลามะพร้าว (ซึ่งก็คือส่วนที่นำมาทำกะโหลกซออู้นี่แหละ) ก็ยังมีเรื่องราวให้ได้เรียนรู้กัน…

มะพร้าวต้นหนึ่งก็เหมือนครอบครัวๆหนึ่ง มีลูกออกมาไม่จำเป็นต้องนิสัยเหมือนกันหมด ดีเลวสวยหล่อเหมือนกันหมด มันขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย

…แม่สื่อแม่ชักนี่แหละตัวดี ก็พวกเหล่าแมลงทั้งหลายที่จะเป็นผู้นำเกสรจากต้นมะพร้าวอื่นมาผสมทำให้มะพร้าวแต่ละลูกมีลักษณะต่างกัน

…พ่อ แม่ ไม่มีดั้ง ตัวดำ แต่ลูกดันออกมาไหงตัวขาว จมูกโด่ง…

…ก็คงต้องสงสัยฝรั่งข้างบ้านก่อนเป็นธรรมดา

กะโหลก(กะลามะพร้าว) สีขาวผ่อง เขาเรียกว่า “สีเผือก” สวยงามเป็นยองใย ไร้ตำหนิ ไฝฝ้าราคีคาว กลากเกลื้อน เรื้อนรา เป็นสาวใสนอนฟูกอยู่บนหอคอยงาช้าง เขาว่าสวยดี แต่ บ่ มีไก๊ จะมาแกะลงลวดลาย ก็แตกหักง่าย เพราะเนื้อกะลาร่วนซุย เปราะบาง

กะโหลก “สีงาช้าง” สีออกเหลืองนวล เนื้อแน่นแกะลายได้ดีกว่า เหมือนสาวรุ่นวัยอยากเรียนใคร่รู้ ใคร่ลอง แต่บางคนก็ว่ามันครึ่งๆกลางๆ มันนวลๆ ไม่เด่น ประเภทชั่วไม่มี ดีไม่ปรากฏ

สีที่สาม เรียกว่า “สามสี” สีอะไรก็ตามเถอะ มีอยู่ในใบนี้ ประเภทเลอะๆ แต่เร้าใจ สามารถแกะลายได้ดี หากแต่อาจจะดูกร้านโลก ไม่เรียบร้อย …เหมาะสำหรับ หนุ่ม เอ๊ย…นักซอที่ชอบของแปลก ไม่จำเจ

สีสุดท้าย คือ “สีดำ” แก่จัด มากประสบการณ์ แข็งไม่สวย แกะยาก แต่คุณภาพ (เสียง) คับแก้ว ประเภทดำดีสีไม่ตก

ก็แล้วแต่รสนิยม แต่เรื่องของราคาค่างวดก็จะต้องดู เรื่องรูปทรงองค์เอว สัดส่วนโหนกนูน โค้งเว้า (หมายถึงกะโหลกซอนะครับ อย่าเขว…) ประกอบกันด้วย เพราะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้เสียงซอสามสาย-ซออู้ ดีหรือด้อย ส่วนการประดับประดาไม่ว่าจะ ฝังมุก เลี่ยมงา เลี่ยมทอง แต่งเติมเสริมอาภรณ์กันยังไง มันก็เป็นเพียงเปลือก หาใช่แก่นแท้ไม่…ใช่ว่าสวยแต่รูป จูบไม่หอม

ไม่น่าเชื่อว่ากะลามะพร้าวที่มีรูปลักษณ์ต้องตามตำรา มีค่าเหยียบครึ่งหมื่นก็มี หรือถ้าจะซื้อไปปลูก ต้นเล็กๆก็หลายสตางค์อยู่

เรียกว่าบ้านไหนมีต้นมะพร้าวสายพันธุ์ดีอยู่ในบ้าน เหมือนกับมีทรัพย์ในดินทีเดียว

แล้วเรื่องแอบปีนขโมยมะพร้าว(ซอ) ก็โดนยิงกันมานักแล้ว แทนที่จะได้มะพร้าวซอ กลับได้แค่น้ำมะพร้าวมาล้างหน้า…ประมาณว่า… มะพร้าวข้าใครอย่าแตะ

ชะตากรรมของมะพร้าวโดยทั่วไป มักพบจุดจบในฐานะอาหารการกินของมนุษย์นักบริโภค ทั้งคาวหวานมากมาย เสพกินเนื้อน้ำจนฉ่ำใจแล้วก็ละทิ้งกะลาไป อย่างดีก็พอรอดมาเป็นกระบวยกระจ่าพอได้ยืดอายุไปสักนิด มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ที่มีสกุลรุนชาติวาสนาดี จากรูปร่างลักษณะที่เข้าตากรรมการ ได้ยกตำแหน่งขึ้นเป็นซออู้ ซอสามสาย ทำหน้าที่กล่อมโลกให้สดชื่นครื้นเครง

คิดๆดูก็น่าภูมิใจไม่น้อยสำหรับภูมิปัญญาบรรพชนไทยที่สามารถดัดแปลงกะลามะพร้าวมาเป็นเครื่องดนตรีให้เสียงเสนาะเพราะพริ้งได้ น่าภูมิใจมากขึ้นที่มีผู้สนใจอนุรักษ์และสืบทอดความรู้ทางช่างทำเครื่องดนตรีและแกะกะโหลกซอได้อย่างสวยงามน่าทึ่งหลายท่านในย่านสมุทรสงครามนี้

มักจะได้ยินคำกล่าวในวงการดนตรีทุกชาติทุกภาษาว่า “เสียง” เป็นแก่นของความงามที่แสดงออกถึงคุณค่าสูงสุดของเครื่องดนตรี

แต่ช้าก่อน …ผู้สันทัดกรณีท่านหนึ่งกลับให้ทรรศนะแบบมองต่างมุมไว้ว่า รูปทรงของมะพร้าว หรือกะโหลกซอ ซึ่งมีผลในเรื่องของเสียงนั้น เป็นเรื่องของอุปาทาน ความหลงใหลในมายา อย่าติดยึด …

รูปรสกลิ่นเสียงเป็นเพียงสิ่งสมมุติ หาใช่สิ่งที่เป็นสากลและจริงแท้แน่นอนไม่

หากแต่เมื่อยามที่ได้ยลโฉมน้องมะหมี่ แม่งูสาวพราวเสน่ห์ นั่งวาบหวิวอยู่บนกระต่ายน้อยในครัว ฉากดังของหนังจอเงินเรื่องหนึ่งนี่สิ

ผู้สันทัดกรณีท่านเดียวกันนั้น กลับรำพึงรำพันว่า ….นี่แหละ ของจริง…

แม้จะมีมะพร้าวซอสักกี่ร้อยกี่พัน ก็ไม่งามเทียบเทียมทัน มะพร้าวคู่นั้นของเธอ

โอ้ว่ามะพร้าวในมือชาย หรือจะเทียบได้กับมะพร้าวในมือเธอ

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments