เพลงดนตรี “โอ้โฮ มหาดุริยางค์”

เพลงดนตรี ฉบับเดือน กันยายน 2545 ,หน้า 44-47

โอ้โฮ..มหาดุริยางค์

นายยางสน..คนบางขวาง

สิงหาคม 2545

ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้ ดูจะเป็นคำที่ติดปากชาวบ้านร้านตลาดอย่างเราๆท่านๆทั่วไป กล่าวคือเป็นการบรรยายถึงลักษณะอากัปกริยา หรือ พฤติกรรมบางประการของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่สำแดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยนัยยะ ที่แสนจะหน่วงหนักในความเป็นปัจเจกชนผู้ที่มีความบกพร่องในต่อมแห่งการรับรู้ถึงความรู้สึกในผลกระทบต่อสิ่งใดๆรอบข้าง และจากการกระทำนั้นอาจจะเรียกร้องให้เกิดสภาวะเดือดดาลทางอารมณ์ จากสิ่งมีชีวิตอื่นๆผู้เดือดร้อน เกิดอาการสนองกลับ กลายเป็นการอาฆาตมาดร้ายได้ในบัดดล

กระนั้นก็ตาม งานศิลปกรรมอันวิจิตรในบ้านเรา (หมายถึง ประเทศนี้..มิใช่บ้านผมบ้านเดียว..) ล้วนมีรากฐานมาจากความโดดเด่นทางความคิดและการแสดงออกของปัจเจกชนเหล่านั้นอยู่มิใช่น้อย เพราะอย่างไรก็ตาม คำว่า ทำอะไรตามใจ คือไทยแท้ ก็ยังมีช่องว่างให้เห็นความแตกต่างในเชิงคุณค่ากับคำว่า ตัวใครตัวมัน อยู่อักโข

ดนตรีก็เช่นกัน เสน่ห์การเล่นดนตรีไทย คือการ ด้น ใช้ปฏิภาณ ในการสร้าง ทางและลีลา ของแต่ละเครื่องดนตรีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดเป็นกฎเกณฑ์ต่างๆ เช่นทางฆ้อง จังหวะหน้าทับ และอื่นๆอีกจิปาถะ (นัยว่าเหล่านี้เป็นอาภรณ์ของนักวิชาการม่านเมฆบางท่านที่ได้ใช้ห่มห่อแสดงตนเป็นรู้ชูคอ กระทั่งมองไม่เห็นความสำคัญ หลงลืมรากเหง้าหยามเหยียดความเป็นพื้นบ้าน พื้นเมืองให้เป็นที่ระอา) ในเพลงเดียวกัน เล่นสิบครั้งไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความรู้ ประสบการณ์ อารมณ์ของผู้บรรเลง และโอกาสในการบรรเลงในแต่ละครั้ง ลักษณะการประสมวงดนตรีไทยจึงเป็นวงขนาดเล็ก ใช้เครื่องดนตรีที่ไม่ซ้ำซ้อน เพื่อความคล่องตัว อย่างมากก็แค่การประสมวงในลักษณะ เครื่องคู่ หรือ เครื่องใหญ่ ทั้งนี้เพื่อมิให้ขัดเขินก้าวก่ายกันเวลา ด้น

ดนตรีไทยจึงเป็นของสด ต้องฟังสดๆ เป็นดนตรีที่ตื่นเต้น น่าติดตาม ในสีสันและเส้นทางการผจญภัยของเสียงที่นักดนตรีสร้างขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มิอาจปฏิเสธเป็นอื่นมิได้ ในความเป็นตัวตนของดนตรีย่านอุษาคเนย์ เช่นนี้

แต่จะมีผู้ใดทราบบ้างว่า นักดนตรีผู้เป็นครูใหญ่มีผู้เคารพนบไหว้มากมายอย่างท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เคยนึกสนุก ท้าทายความคิดฉีกความจำเจในการประสมวงดนตรีไทยตามแบบแผนโบราณ โดยได้จัดลักษณะการรวมวงที่น่าจะถือเป็นมาตรฐานใหญ่ โอ่อ่า มีศักดิ์ศรี เช่นเดียวกับที่ฝรั่งตะวันตกมีวงซิมโฟนีออร์เคสตรา ซึ่งรวมผู้เล่นจำนวนมากเอาไว้ด้วยกัน เล่นเพลงเดียวกัน พร้อมๆกัน

คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง บุตรีของท่าน เคยเล่าถึงปฐมบทแห่งการกำเนิดวงดนตรีประเภทนี้ไว้ว่า

คุณพ่อทำพิธีไหว้ครูที่บ้านทุกปีจะมีลูกศิษย์ทั้งในกรุงเทพและหัวเมืองใกล้เคียง ที่เดินทางได้สะดวกมาร่วมพิธี และร่วมบรรเลงตั้ง 5-6 วง บางวงก็นำเครื่องดนตรีมาเอง พวกที่อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้ของที่บ้าน หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว พอย่ำค่ำดนตรีก็เริ่มบรรเลงเพลงโหมโรงไปแต่ละวง แล้วร้องรับเพลงต่างๆ ไม่ซ้ำกันตลอดจนเพลงเดี่ยว ผู้ที่ไปฟังไม่ยอมกลับก่อนดนตรีเลิก แม้เพื่อนบ้านใกล้เคียงก็ไม่รำคาญ

มีอยู่ปีหนึ่ง ราวปี พ.ศ.2460 เมื่อบรรเลงไปจะใกล้รุ่งสมควรจะเลิกได้ คุณพ่อบอกให้บรรเลงลาส่งท้ายพร้อมกันทุกวง ก็ถูกคัดค้านว่าทำไม่ได้เพราะต่างคนต่างวง ฝีมือก็ไม่รวดเร็วเสมอกัน ไม่ได้ซ้อมกันก่อน ต่างคนต่างบรรเลงต้องล่มกลางคันไม่จบเพลงแน่ คุณพ่อบอกว่าการดนตรีนั้นมีหลักสำคัญอยู่ที่ความพร้อมเพรียงและอาศัยจังหวะถ้าทุกคนฟังจังหวะและรักษาระดับจังหวะไว้ ไม่ว่าเพลงยากเพียงไรก็ทำได้

เพื่อเป็นการพิสูจน์ความคิดนี้ คุณพ่อก็ให้นักดนตรีทั้งหมดเล่นเพลงเดียวกัน และบอกว่าจะตีฉิ่งคุมจังหวะเอง การบรรเลงครั้งนั้นจบลงด้วยความเรียบร้อยเป็นที่น่าพอใจของทุกคน

นอกจากนี้ บางปียังมีระนาดเดี่ยวเพลงเดียวกัน (คือเพลงภิรมย์สุรางค์) โดยให้ลูกศิษย์บรรเลงระนาด พร้อมๆกันถึง 7 คน ซึ่งต่างก็มีฝีมือและทางที่ต่อกันตามความถนัด คุณพ่อต่อเพลงให้ตามความสามารถและฝีมือของผู้รับ จำได้ว่ามีชื่อดังนี้ เผือด นักระนาด, ถุงเงิน ทองโต, เสนาะ หลวงสุนทร, บุญยงค์ เกตุคง, บุญธรรม คงทรัพย์, ทวี พิณพาทย์เพราะ และแสวง คล้ายทิม

กระทั่ง หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ในงานวันเกิดของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) จึงได้จัดการบรรเลงดนตรีชุดพิเศษขึ้นที่ โรงละครแห่งชาติ (หลังเดิม) โดยใช้ไม้ไผ่ยกทำโครงยกพื้นเวทีให้สูงขึ้น 3-4 ชั้น และจัดเรียงให้เป็นกลุ่มเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ เพื่อให้มองเห็นได้ถนัดชัดเจน

ในการนี้ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งเพลงพิเศษเฉพาะขึ้นหนึ่งคือเพลง ลาวดำเนินทรายทางเปลี่ยน โดยกำหนดบทบาทและวิธีการในการบรรเลงของกลุ่มเครื่องดนตรีต่างๆอย่างชัดเจน ทั้งการบรรเลงรวมหมู่และเดี่ยวเครื่องดนตรี กวดขันท่านั่ง ท่าจับซอ การใช้คันชัก การใช้ไม้ดีดให้พร้อมเพรียง โดยแบ่งนักดนตรีออกเป็น ซอด้วง 15 ซออู้ 5 ไวโอลีน 10 จะเข้ 8 ขิม 15 ขลุ่ย 2 ระนาดเอก 1 ฆ้อง 1 รวมทั้งนักร้องเครื่องกำกับจังหวะอีกจำนวนหนึ่ง ทั้งหมดล้วนเป็นนักเรียนนักศึกษาของโรงเรียนนาฏดุริยางค์ (วิทยาลัยนาฏศิลป์ในปัจจุบัน) เช่น ประกอบ สุกัณหเกตุ(ซอด้วง), ชาญ มงคลศิลป์(ซออู้), ฟอร์ม มิตรานนท์ จวน แสงสว่าง(ไวโอลิน), สนิท บุณยศิริพันธ์ ประจวบ ริตโนมัย (จะเข้) , ลัดดา สารตายน บุญสร้อย เงินวิจิตร เทพนิมิตร ณ บางช้าง วงศ์ ศรีสวัสดิ์(ขิม) , ประสิทธ ถาวร(ระนาดเอก) , กิ่ง พลอยเพ็ชร(ฆ้องวงใหญ่) , และ ชิด ศรีใส (กลอง) โดยคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลงเป็นผู้สอนและ ควบคุมการแสดง

ความคิดในการประสมวงดนตรีประเภทนี้คงค้างคาอยู่ในจิตใจของท่านครูอยู่ไม่มากก็น้อย ด้วยที่ท่านเคยปรารภอยู่เสมอกับศิษย์ว่าอยากลองทำดูให้เป็นเรื่องราวซักทีแต่ขัดข้องด้วยโอกาสที่เหมาะสม และก็เพราะคนระนาดเอกในงานวันนั้นเองที่ทำให้ความฝันของท่านครูที่จะทำวงดนตรีไทยขนาดใหญ่เป็นความจริงขึ้นมา

อาจารย์ประสิทธ์ ถาวร ผู้ที่ถูกหยั่งรากฝากฝังแนวคิดนี้เล่าให้ฟังว่า

งานวันไหว้ครูที่บ้านท่านครู เป็นงานที่บรรดาศิษย์ทั้งมวลของท่านครูไม่ว่ารุ่นไหน ต่างพร้อมใจกันมาอย่างคับคั่ง ท่านครูจะจัดตั้งเครื่องดนตรีไว้หลายวง 2-3 ปีหลังก่อนที่ท่านจะสิ้นท่านพูดกับผมว่า นี่เจ้าสิทธิ์ เจ้าคอยดูนะ เดี๋ยวครูจะทำอะไรให้เจ้าดู เจ้าสังเกตให้ดีนะ ว่าแล้วท่านก็สั่งให้วงปี่พาทย์ทุกวงที่มาในพิธีไหว้ครูประจำปี เริ่มบรรเลงเพลง ๆเดียวกัน โดยให้คนตีฉิ่ง ยืนตีในระหว่างกลาง ข้าพเจ้าจำได้ว่าเป็นเพลงส่งพระ เพลงกราวในและเชิด

พอเพลงเริ่มขึ้น เสียงดนตรีก็ดังกระหึ่ม ชาวบ้านแถบนั้นไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินได้ฟัง ต่างก็พากันเข้ามาดูมาฟังเนืองแน่นไปหมด ท่านครูยิ้มอย่างภาคภูมิ ท่านว่า เป็นไงเจ้า เสียงมีอำนาจดีไหม แล้วท่านก็กล่าวต่อไปว่า วงปีพาทย์ของเรานี้ ถ้าจัดให้บรรเลงพร้อม ๆ กัน ใช้ผู้บรรเลงมาก ๆ จะเพราะ เพราะมากทีเดียวแต่เสียดาย ครูไม่มีคน…

คำพูดของท่านทำให้ผมนึกไปถึงครั้งที่ ท่านพาผมไปดูคอนเสิร์ตที่โรงละคร สวนมิสกวัน ผมจำได้ว่า คุณพระเจนดุริยางค์เป็นผู้อำนวยเพลง ในตอนนั้น ผมเพียงแต่เป็นผู้ติดตามท่านไป ยังไม่มีความคิดอะไร เพียงแต่รู้สึกชอบใจ ที่นักดนตรีมีการเคลื่อนไหวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า เป็นภาพที่น่าดู เลยวาดภาพเลยเถิดไปถึงนักดนตรีไทยว่าถ้าเคลื่อนไหวพร้อม ๆ กันคงเป็นภาพที่น่าดูไม่น้อยทีเดียวเหมือนกัน… และนี่ก็เป็นแรงบันดาลใจให้ผมจัดตั้งวงมหาดุริยางค์ไทยซึ่งประกอบด้วยนักดนตรีถึง 200-300 คน ครับ ก็ท่านครูอีกละครับ เมืองไทยถึงได้มี วงดนตรีไทยใหญ่ ๆ อย่างวงซิมโฟนีคอนเสิร์ตของสากลเขา…

จวบจนอาจารย์ประสิทธิ์ ได้เข้ารับราชการที่กรมศิลปากร จึงได้มีโอกาสดำเนินรอยตามความตั้งใจของท่านครู

ก้าวแรกเริ่มจากการบรรเลงดนตรีไทยไทยวงใหญ่ โดยใช้ผู้บรรเลงจากวิทยาลัยนาฏศิลป์จำนวน 200 คน บรรเลงในวาระเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามบรมราชกุมาร เนื่องในพิธีสถาปนาเมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2515 ณ โรงละครแห่งชาติ บรรเลงเพลง โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง ม่านมุยเชียงตา เชิดจีนทางวังบางคอแหลม เดี่ยวระนาดเอก 7 รางเพลงอาหนู และเพลงสรรเสริญพระบารมี (การบรรเลงครั้งนั้นมีการบันทึกเสียงและนำออกเผยแพร่ ในคอลเลคชั่นของร้านสิทธิถาวรการดนตรี ปัจจุบันสอบถามหาฟังได้ที่สถาบันวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัย มหิดล ศาลายา)

ก้าวที่ 2 ในเดือนมกราคม พ.ศ.2519 วงมโหรีมโหราฬวงนี้ก็ได้มีโอกาสได้บรรเลงอีกในงานมหกรรมดนตตรีและนาฏศิลป์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้

ก้าวที่ 3 บรรเลงในงานสโมสรซึ่งคณะรัฐบาลจัดถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในมหามงคลสมัยที่ได้ทรงดำรงตำแหน่งพระราชอิสริยศักดิ์ ในเดือนธันวาคม พ.ศ.2520

หากแต่ก้าวย่างที่สำคัญที่สุด มีความชัดเจนและมั่นคงที่สุด ที่วงดนตรีขนาดยักษ์ในความควบคุมของ อ.ประสิทธิ์ ถาวร ได้บันทึกไว้บนถนนสายดนตรี เป็นร่องรอยให้ยุวชนดนตรีไทยทั้งหลายได้ก้าวตาม ก็คงจะไม่พ้นการแสดงใน เดือน สิงหาคม พ.ศ.2524 ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ ฉลองวาระ 100 ปี เกิดของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ณ โรงละครแห่งชาติ นับว่าเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนให้ได้รู้จักเรียกขานกันในชื่อ วงมหาดุริยางค์

ในครั้งนั้นอาจารย์ประสิทธิ์ ถาวร ได้รวบรวมบรรดานักเรียนนักศึกษานาฎศิลป์ที่มีฝีมือดีจำนวนหลายร้อยคน และส่งคำเชิญไปยังโรงเรียนและสถานศึกษาต่างๆ ให้ส่งตัวแทนมาบรรเลงเพิ่มเติมอีก เพื่อสร้างวงดนตรีขนาดใหญ่ เรียกขานให้สมชื่อว่า มหาดุริยางค์ โดยอาจารย์ประสิทธิ์ได้ปรับปรุงลีลาการบรรเลงให้วิจิตรพิสดารกว่าครั้งก่อน ได้นำเพลงผลงานที่โดดเด่นของครูหลวงประดิษฐไพเราะหลายเพลงมาเรียบเรียงใหม่ ได้แก่ เพลงศรทอง อันเป็นเพลงประจำตัวของท่านครู โหมโรงปฐมดุสิตออกเดี่ยวเชิดในรอบวง, ชมแสงทอง, ด้อมค่าย, แสนคำนึง เถาและเดี่ยวระนาดอาหนูสองรางจำนวนมาก ทั้งยังมีการบรรเลงอังกะลุงในเพลงชุดชวา โดยนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย จำนวน 250 คน (ในความควบคุมของ อ.สวิต ทับทิมศรี) การบรรเลงขิมหมู่ 60 คน เพลงลาวแพน แถมท้ายด้วยระลอกเสียงพริ้วไหวปานสายน้ำของจะเข้จีน (โกเจ็ง) 14 ตัว (ในความควบคุมของ อ.ชนก สาคริก) คะเนคร่าวๆว่าใช้นักดนตรีทั้งหมดกว่า 700 ชีวิต ที่ผ่านการฝึกซ้อมอย่างเข้มงวด ฝากท้องไว้กับข้าวหมูแดง เป็นเวลาหลายเดือน จนเป็นวงดนตรีขนาดใหญ่ที่มีคุณภาพดีเยี่ยมในยุคสมัยนั้น

ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ วงมหาดุริยางค์บรรเลงอยู่ถึง 4 รอบ มีผู้สนใจเข้าฟังเนืองแน่น จนไม่มีแม้แต่ที่จะยืน มรว.ถนัดศรี สวัสดิวัฒน์ ได้นำภาพไปออกโทรทัศน์รายการครอบจักรวาล และช่อง 7 สี ทีวีเพื่อคุณ ได้มาถ่ายทำรายการนี้และนำออกอากาศถึง 2 ครั้ง แม้แต่ อากู๋ คุณไพบูลย์ ดำรงค์ชัยธรรม บิ๊กบอส บริษัทเทปใหญ่ในปัจจุบัน ยังอดรนทนไม่ไหวมาขอซื้อลิขสิทธิ์ในการจัดทำแถบบันทึกเสียงการแสดงสดในครั้งนั้นเพื่อจำหน่ายเบ็กเสร็จรวม 2 ชุดด้วยกัน นับว่าผู้ที่บรรเลงอยู่ในวงมหาดุริยางค์ครั้งนั้นได้เป็นศิลปินสังกัด แก้มหมี (สำนวนเพื่อนผม) ก่อนป้าเบิร์ด น้าป้อม พี่มอส น้องพลับเป็นไหนๆ

หลังจากนั้นจึงเกิดวัฒนธรรมมหาดุริยางค์ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานดนตรีที่ใดก็มักจะเจอกับวงประเภทนี้อยู่เสมอ เช่นในปี พ.ศ.2525 งานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี ณ เวทีสวนอัมพร แพร่ไปถึงงานดนตรีไทยมัธยมศึกษาครั้งที่ 9 ที่ ร.ร.สตรีศรีสุริโยทัยเป็นเจ้าภาพ ก็ได้เปลี่ยนจากการบรรเลงหลายเวที มาบรรเลงร่วมกัน โดยแสดงที่โรงละครแห่งชาติ ใช้นักดนตรีถึง1250 คน ลามไปถึงงานดนตรีไทยอุดมศึกษา และประถมศึกษา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะขาดเสียมิได้ ทั้งที่ต้องใช่ทุนทรัพย์จำนวนมหาศาล เวลาจำนวนมาก เพื่อการติดต่อประสานงาน จัดเตรียมเทียบแนวเสียงของเครื่องดนตรีให้กลมกลืนกัน คัดเลือกเพลง ตีความบทเพลง จัดสรรค์องค์ประกอบทางเสียงและควบคุมลีลาอารมณ์ และรับผิดชอบผลการนำเสนอศิลปะดนตรีตามหลักวิชาอันสมควร ซึ่งในหลายๆครั้งก็ดูจะถูกละเลยในเรื่องของคุณภาพไปอย่างน่าเสียดายทรัพยากร กลายเป็นการเสพดนตรีด้วยตา ให้ความสำคัญกับขนาดมากกว่าคุณภาพ

ทำไมเราต้องสร้างสิ่งที่ใหญ่เกินความจำเป็นอยู่ร่ำไป โดยไม่คำนึงถึงโอกาสอันควร ไม่ว่าจะเป็น ใข่เจียวใหญ่ที่สุดในโลก ธูปใหญ่ที่สุดในโลก แหนมยาวที่สุดในโลก .เป็นเพราะ เรารู้สึกว่าเรา เล็ก และ ด้อยค่า ใช่หรือไม่

จริงอยู่ว่าการบรรเลงดนตรีแบบวงมหาดุริยางค์จำเป็นต้องใช้วินัยอย่างสูงเพื่อให้เกิดความพร้อมเพรียงเป็นการฝึกฝนตนเองอย่างหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันบางครั้งมันแสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของหน่วยดนตรีไทยเล็กๆตามโรงเรียนต่างๆที่ไม่สามารถสร้างนักดนตรีให้ครบวงได้ กลายเป็นว่ารอให้พวกมากลากไป ประเภทความสามารถไม่ถึงขั้น ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่มี เล่นตามกัน แบบนกแก้วนกขุนทอง เพราะไม่อยากคิด หรือ คิดไม่ออก

ลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ของดนตรีไทย อิสระในการเล่นและสนุกกับดนตรีที่เป็นธรรมชาติกำลังหายไป หรือเปล่า

ทางออกของมหาดุริยางค์ที่จะเปิดเส้นทางแห่งการเรียนรู้ดนตรีไทยให้เด็กๆในยุคมิลเลเนี่ยม ผู้ที่เกี่ยวข้องคงต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็น การสร้างเพลงขึ้นมาใหม่ที่มีโครงสร้างเหมาะสม การพัตนาเครื่องดนตรีให้มีเสียง และเทคนิคการบรรเลงที่หลายหลายขึ้น นำเทคโนโลยีต่างๆมารับใช้วัฒนธรรม โดยหาจุดที่ลงตัวในการประสานโลกเก่าและปัจจุบัน และได้โปรดอย่าให้กฎเกณฑ์วิชาการทั้งหลายมาเป็นคอกล้อมจินตนาการและความเจริญงอกงามทางสุนทรียเลย

ความเป็นไทย มิใช่แค่อดีต แต่ยังหมายถึงปัจจุบันและอนาคตด้วย

การโหยหาแต่สิ่งเก่าโดยไม่คำนึงถึงวัตถุประสงค์ที่เกิดด้วยปัจจัยแวดล้อมในขณะนั้น โดยไม่ยอมรับในการปรับเปลี่ยน เพื่อความเหมาะสม ในที่สุดก็จะล้าสมัยและถูกลืม

คิดใหม่ทำใหม่ บางครั้งเล็กๆสิใช่..ใหญ่ๆ ไม่จำเป็น

ขนาดไม่สำคัญเสมอไป.. มันอยู่ที่ลีลาครับ

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: เพลงดนตรี
Tags:
Comments: No Comments