วันที่เหลือ 69 “เรื่องตลก 69 กับ (อ)โศกสังคีต”

นายยางสน..คนบางขวาง
21 สิงหาคม 2552

69 เขียนเหมือนหากวางกลับความหมายต่าง

ตลก 69 หนังไทยฟอร์มเล็กๆ เรื่องหนึ่งซึ่งออกฉายในโรงภาพยนตร์เป็นระยะเวลาสั้นๆเมื่อหลายปีที่แล้วได้สร้างรอยประทับใจให้ตัวเองไม่น้อยในหลายแง่มุม

คุณหมิว ละลิตา ได้ทำหน้าที่สมเป็นมืออาชีพในบทบาทของสาวปากกัดตีนถีบในสังคมเมืองที่ต้องตกอยู่ในสถาณการณ์บังเอิญต่อเนื่อง

จากการคิดเห็นแปลความของเลข 6 และ 9 ที่ผิดพลาด เริ่มจากคนที่ทำหน้าที่อย่างขอไปทีตามภารกิจให้สำเร็จเสร็จไปโดยวิจารณญานฉลาดเฉลียว เกิดเกลียวปมส่งผลต่อใครมากมายที่ไม่รู้ต้นสายและปลายเหตุให้ตกอยุ่ในชะตากรรม

ภาพยนตร์สนุกสนาน แต่กับเหตุการณ์จริงที่อาจเกิดขึ้นได้จะเรียกอย่างไรดี

……………

ตื่นขึ้นรวดเร็วหลังจากนิทราราตรีสวัสดิ์ได้ไม่เกินสองชั่วโมง เหตุที่ตามลุ้นเชียร์หงส์แดงทีมรัก ปักจิก ทีมช่างปั้นหม้อ ไปสี่ศูนย์พูนสวัสดิ์ ชนะก็ดีใจ แพ้ก็เริ่มใหม่ เป็นไปอยู่อย่างนั้น

ฝ่ารถกะลาหมาทรายบนท้องถนนด้วยความรวดเร็วไปปรากฏตัวอยู่บนชั้นสอง หอประชุมเดอ มงฟอร์ต โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ย่านสามเสน

มาสเตอร์นุ่ม หนุ่มภูเก็ตผู้ระเห็จเข้ากรุงมุ่งชีวิตในสายดนตรีปรี่มาต้อนรับ

พี่ครับ ร้อยกว่าเข้าให้แล้ว

มิใช่เรตติ้งใดๆ หรือการใบ้หวย หากแต่ที่ช่วยไม่ได้ตัวใครตัวมัน คือจำนวนนักเรียน ที่เข้าร่มประกวดดนตรีไทย รายการ อโศกสังคีต 2009 ครั้งที่ 2 ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันนี้

ภายในหอประชุมโอ่อ่าหลังคาสูง ยะเยือกเย็นทำให้ต้องหยิบเสื้อฝ้ายของกำนัลจากศิลปินใหญ่ล้านนามาห่มกาย

แสงสวยในวันฟ้าใสที่วัดอุณหภูมิเป็นองศาได้เกือบสี่สิบ ส่องทะลุกระจกสีสวยงาม ขับประกายนักบุญคุณพ่อให้มีชีวิตน่าอัศจรรย์

บนเวทีใหญ่ประดับไว้ด้วยปูนปั้นเรื่องราวทางคริสต์ศาสนาบนผนังสีน้ำเงินเข้ม เหนือขึ้นไป ลายกนกเชิงชายระบายทองเดินคิ้วกระจ่างตา เบื้องหน้าด้านล่างตั้งโต๊ะหมู่บูชาพระพุทธรูป ปักธูปเทียน ดอกไม้ หลั่นลดลงไปเทพไท้ฮินดู พระพิฆเนศวร์ สถิตย์นิ่งมั่นคง

รูปแบบแตกต่างหากแก่นแท้คือความเชื่อในหนทางสู่ความดี เมื่อเคารพ รักษาหน้าที่ ไม่ล่วงล้ำเกิน ประสานประโยชน์ ประโยชน์จึงเกิดแก่ผู้ที่เห็นธรรม

………………………………

เก้าโมงตรง การประกวดเริ่มขึ้นหลังจากได้ฤกษ์เปิดงานกันตามพิธี

ผู้เข้าประกวดเป็นนักเรียนตั้งแต่ชั้น ประถม 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 จาก 30 โรงเรียน เวียนกันขึ้นบรรเลงรอบเดียวเลิกแล้วรู้ผล เริ่มจาก จะเข้ ซอด้วง ระนาดเอก ขิม ขลุ่ยเพียงออ ซออู้ ส่วนตัวเลขที่จะระบุใหดูคือจำนวนที่ไม่อยากเหลียวมองซักเท่าไหร่ ….

10 10 44 39 12 9 ……… 124 คน ในวันเดียวเท่านั้นครับพี่น้อง ที่ต้องฟังคิด เขียน พิจารณาอย่างถี่ถ้วน

จึงอยากจะขอจารึกนามของกรรมการอีกสองท่านผู้ร่วมชะตากรรมไว้ในบันทึกนี้ คือ อ.สุริยะ ชิตท้วม และ อ.เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี เพื่อให้ตามประท้วงได้ถูกคน

ภาคเช้าผ่านพ้นไปกับ จะเข้ ซอด้วง ระนาดเอก กับขิมสายอีกครึ่ง ซึ่งต้องเบรคเติมพลังเพื่อให้กลับมาทำหน้าที่ลุล่วง ยังร้านอาหารหน้าโรงเรียนไม่ไกลเกิน

ตลอดช่วงบริโภค พี่ระ ที่รักยังเป็นหัวข้อสนทนา ที่ทำให้เข้าใจ และไม่เข้าใจ ในสิ่งที่เกิดขึ้น

แล้วชีวิตต้องดำเนินต่อไป

……………………..

เริ่มการประกวดในช่วงบ่าย กับชีวิตเล็กๆ ที่แบกความรักความหวังของใครอีกหลายคนเบื้องล่างขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ทางเก่า ทางใหม่ ทางพิศดาร ล้วนมีใช้เห็นชื่นชมขมกลืนอยู่บนเวที แต่คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าอีกบททดสอบที่เด็กน้อยต้องก้าวผ่านไปให้ได้

ไม่ว่าจะวนไปวนมาหาที่ลงไม่เจอ หรือล้มลุกคลุกคลาน หลงลืม เลอะเลือน แต่งใหม่ด้นสด สิ่งที่เห็นกลายเป็นกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนให้ที่ชีวิตที่ผ่านมาก่อนเช่นเราได้ย้อนคิดเรียนรู้หัวใจตัวเองอีกครั้ง

อยากตะโกนดังๆให้ใครคนบนนั้นกับสถาณการณ์คับขันได้รู้ว่า เธอและเขามิได้ลำพังโดดเดียว มีใครมากมายยังอยู่เคียงข้างเสมอ อีกหนึ่งวินาทีที่กำลังผ่านไปก็มิได้พิพากษาให้ช่วงเวลาของชีวิตที่เหลืออยู่เปลี่ยนแปรไปจากผลดีร้ายที่เกิดขึ้น

……………………….

เสียงซออู้เพลงสมิงทองวรรคสุดท้ายทอดจบลง เป็นอันเสร็จสิ้นการประกวด ก่อนทำหน้าที่ท้ายสุดในการสื่อสารกับคนสำคัญมากมายที่ได้นั่งหันหลังให้ตลอดวัน

หันกลับมาบอกใบ้ถึงอะไรหลายอย่างที่คิด ไม่ได้ติดกับแบบแผนหลักการใดในพจนานุกรม สัก 3 ประการ

หนึ่งคือ ทักษะ ความชำนาญ ที่เกิดจากการฝึกฝนทำซ้ำ จนเกิดความคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติ ซึ่งย่อมแตกต่างไปตามลักษณะเด่นด้อยเฉพาะตน

สอง คือ ความรู้ เป็นสิ่งที่จะแปรเปลี่ยนทักษะให้เป็นรูปธรรมเรื่องราว ความรู้ในเรื่องเพลง การตีความ สำเนียง ทาง แนว จังหวะ ความรู้ในเรื่องศักยภาพและ บทบาทหน้าที่ของเครื่องดนตรี รวมถึงความรู้ในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความรู้ในการรู้จักกาลเทศะ บุคคลสถานที่ เก่า ใหม่ ก่อน หลัง มาก น้อย และอื่นอีกมากมาย ที่ต้องใช้เวลาในการถ่ายทอด ตกตะกอน หาใช่เร่งด่วนนคิดใหม่จดสิทธิบัตรบัญญัติเป็นหลักการไม่

ศิลปะ ผลผลิตทางความคิดและการสร้างสรรค์ของสังคมที่มีความเคลื่อนไหว สามารถใช้ความรู้หรือหลักการ มาช่วยหาเหตุอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้แม้มิใช่ทั้งหมดที่มีที่เป็น ต่างจากตีกรอบกฏเกณฑ์ก่อนแล้วจึงผสมเทียมให้งอกงามจากข้อจำกัดที่สร้างขึ้นโดยไม่คำนึงถึงบริบทในหลายๆมิติของสังคมนั้น

การสร้างความรู้ใหม่นั้นเกิดขึ้นได้ หากแต่ความเชื่อถือยอมรับที่จะเกิดขึ้นในสังคมนั้นย่อมขึ้นอยู่กับ วิธีการสื่อสารที่ไม่ก้าวร้าวระรานอันจะสร้างศัตรูมากกว่าผู้เติมเต็มทางปัญญา ทั้งสถานที่ ช่วงเวลาอันเหมาะสมบ่มเพาะได้ที่ อีกทั้งความน่าเชื่อถือ ความน่าเคารพรักของตัวผู้สร้างสรรค์เอง ที่เกิดจากกิจปฏิบัติมากกว่าอวดอ้างชวนเชื่อ

มิเช่นนั้นเราคงมีศาสดากลาดเกลื่อนอยู่เต็มท้องถนน

หยุด….

………

ขอระลึกบูชา ครูบาอาจารย์มากมาย ที่ได้คิดใหม่ ทำใหม่ให้ลูกหลานดนตรีไทย ได้ใช้ร้องเล่นเล่นเป็นสาธารณะ โดยไม่ข้องแวะผูกพันกับการตีราคาค่างวดในทุนนิยมใดๆ ฉะนี้เองถึงมีผู้เคารพกล่าวขานมายืนยาว

สาม คือ ความรู้สึก สิ่งที่มีให้ในชั่วขณะที่ปฏิบัติ เกิดจากการซึมซับ ประคับประคองบรรยากาศของการเรียนรู้ ดูเห็น คิดได้ คิดเป็น มีจินตนาการ ประสานใจกับเสียงให้เกิดความเชื่อมั่นส่งผ่านสู่ผู้ฟัง อย่างพอเพียง ไม่มากน้อยเกินงาม

ฝากไว้เพียงเท่านั้น โดยมิได้พูดทั้งหมดที่เขียน แต่ก็คิดไปไกลกว่าที่ได้อ่าน…….

……………………………………….

คติธรรมหลังพวงมาลัย ระหว่างขับรถกลับบ้าน ยังย้ำเตือนอยู่ว่า

ผู้แพ้ที่ผิดหวังย่อมมีมากกว่าผู้ชนะและสมหวังเป็นธรรมดา

หากด้วยภาระหน้าที่ ระลึกถึงความรับผิดชอบ ยังเชื่อมั่นถึงเจตนาดีที่เท่าเทียมต่อใครที่เห็นอยู่ตรงหน้าทุกคน จึงทำหน้าที่นี้ต่อไป ทั้งที่ไม่ได้พิศมัยใดๆเลยกับการไปนั่งตัดสินผู้อื่น

พึงใจในหน่วยก่อสร้าง ซ่อมบำรุง มากกว่า ชี้ขาดพิพากษา

ระลึกท่องจำไว้ต้องหนักแน่น สม่ำเสมอ

ถ้าพบเจอก็คลี่คลายกันไปในทุกกรณีที่สงสัย เท่าที่ทำได้เหมาะควร

หาได้โฆษณาเพื่อให้โทรมาหาเล่นบทศิราณีปรึกษาเยียวยาหัวใจแก่ผู้ผิดหวังอย่างไรไม่

…………………………………………..

อีกหนึ่งฉากในหนึ่งวัน ในชีวิตของใครหลายคนกำลังจะผ่านไป

หลายคนคงลืมไปในไม่ช้า อีกหลายคนคงเลือกที่จะจดจำ

สุดท้าย อยู่ที่ใครจะตื่นขึ้นมาแล้วก้าวเดินต่อไปข้างหน้าในทางที่ถูกต้องจากประสบการณ์นี้ได้ก่อนกัน

อย่างไรเสีย ยังหวังให้ ต้นอโศก ไม้ใหญ่ไหวเอน ปรับปรนทานทนต่อพายุกระหน่ำ เช่นที่ได้นำเข้าสยามมาพร้อมกับการก่อตั้งโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ยืนต้นเป็นร่มเงาให้เด็กๆมีบรรยากาศของการเรียนรู้ดนตรีไทยใสสะอาดอยู่เช่นนี้

ภาวนาอย่า ให้ อ.อ่าง กระเด็นไปเจอ ไม้ผันอากาศ ดับเบิ้ลตอ สระอา

ให้ลูกหลานใครคนในวันข้างหน้าต้องโศกากันเล้ยยย…..
เจ้าประคู้ณณณณ อาเมน …!!!!!

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments