วันที่เหลือ 70 “ใครเลยจะช่วย…บำรุงรัก(ษ์)”

นายยางสน..คนบางขวาง
25 สิงหาคม 2552

23 สิงหาคม 2552

บ่ายสามแล้ว กับอาการสะลึมสะลือเพราะฤทธิ์ยาสารพัดที่อัดเข้าไปต่อสู้สะกัดกั้นไข้หวัดสายพันธุ์ใดใม่ระบุมิให้แพร่กระจายลุกลาม ช่วงเวลายามนี้ระลึกรู้ดูเป็นผู้ป่วยที่ใช้ไม่ได้ มิให้ความร่วมมือใดๆกับขั้นตอนของการบำรุงเยียวยา

ก็เพราะ ไม่เว้นทั้งน้ำแข็งน้ำเย็น ทำตัวเป็นนกฮูกตาปรือถือรีโมทยันสว่างทุกค่ำคืน

สายฝนบางโปรยม่านระยับเปลวแดดดูร่วมสมัยไร้เหตุผลยิ่งนัก ยิ่งจักทำให้อยากนอนทิ้งระยางอยู่อย่างนั้นมิรู้วันคืน แต่ก็จำต้องฝืนสรงสนานรัดเครื่องแต่งองค์ตรงไปเคาะห้องสาวสามอนงค์ให้รีบลงมาเพื่อเลื่อนล้อเดินทางกันเสียที

ไม่นานเกินสมควร พบตัวเองมาเดินควง แม่ ป้า อา สืบขากระหย่องกระแหย่งอยู่ในอาคารหรูในซอยรางน้ำ ย่ำเท้าผ่านพื้นพรมราคาแพงแฝงตัวอยู่เบื้องหน้าเป็นห้องอาหาร ขนาดมหึมา ที่น่าจะเป็นตลาดหรือทุ่งอะไรซักอย่างที่วางจัดภาชนะรายเรียงรอท่าอยู่บนโต๊ะเป็นทิวยาว บนผนังวาดเรื่องราวรามเกียรติ์พันตูอลังการ

เสียงกริ่งสัญญาณดังขึ้นจากโทรศัพท์มือถือราคาพันสี่ที่ยังคิดว่าแพง หากซื่อสัตย์สมบุกสมบันติดต่องานสำคัญมากมายเกินค่าคุ้มราคา ปรากฏเสียงสาวสะท้านหูสอดทะลุระบุว่า

อาจารย์ขา มารึยัง หนูจะรออยู่ตรงยักษ์หน้าโรงละครนะคะ

แอน รู้ชื่อ ไม่รู้ใคร โทรมาเพื่อจะนำบัตรเข้าชมการแสดงมาให้ พร้อมนำเข้าไปจัดการกับกองอาหารที่รายเรียงเกินงามอยู่ในห้องนั้น

………………………….

เสียงขิมปร่าแปร่งแสดงสดดังขึ้น สลับเสียงช้อนส้อมซ้อมมือ

เริ่มด้วยอาหารญี่ปุ่นพองาม ตามด้วย ของจิ้มพอลิ้มรส ให้ทั่วถึงไม่น้อยใจ

เวลาผ่านไปพร้อมกับผู้คนที่หนาตา ไทย จีน แขก ฝรั่ง นั่งปฏิบัติกิจพิชิตอาหารตรงหน้า เสมือนว่าจะต้องทำลายล้างสิ้นซากไป ทั้งที่เป็นคณะทัวร์ และที่จะมาชมการแสดง

เดินสำรวจไปมาอยู่หลายรอบ คำตอบหาใช่อาหารมากมายกุ้ง หอย ปู ปลา ที่นอนก่ายกองเบื้องหน้า แต่คือความต้องการที่พอดีข้างในต่างหาก

กลับกลายเป็นบุฟเฟ่ท์ที่ทานน้อย แต่มองมาก คิดเยอะเป็นพิเศษ อิ่มสมอง ท้องกิ่ว แลดูเท่ห์ไปเช่นนั้น..

จากหลายวันที่ตัดสินใจไม่มาร่วมงานเพราะอยากอยู่เงียบๆ นิ่งๆ ทบทวนย่างก้าวที่ผ่านมา ก่อนตัดสินใจเดิน แผ้วถางทางข้างหน้าเพื่อก้าวเดินต่อไป แต่ด้วยอะไรบางอย่างที่หยอกสะกิดให้ต้องเปลี่ยนใจ

พบกับใครซักคน ใครบางคน ใครหลายคน ที่เข้ามาทักทายให้ชื่นชมกำลังใจ ทั้งคำพูด ภาษากาย สายตา

บางทีหน้าที่คงไม่จบสิ้นแค่ในจอแก้วหรือแอลซีดีสี่เหลี่ยมบางเฉียบ ยังมีคนอีกมากที่รับรู้ติดตาม ถามไถ่ ห่วงหา สนับสนุนมากมายกว่าที่คิดนักในเจตนาที่ทำ ย้ำเห็นถึงความต่างจากบททดสอบในโลกไซเบอร์ที่ต้องน้อมรับปรับปรุงยุ่งขิงทุกค่ำคืน

ผมมาจากเมืองนนท์ครับ นี่ชอบมาก บอกให้ลูกชายเขาซื้อให้ มากันหมดเลย นี่รูปลูกชาย ลูกสะไภ้….บลาๆๆๆ

เสียงทุ้มของชายสูงวัยผิวค้ำแดดร่ายยาว พลางควักกระเป๋าแสดงหลักฐานญาติโกโหติกา หลายสาแหรกมาสำแดง แจ้งให้เห็นเช่นรู้สึกว่าเราหาใช่คนไกลไม่ ทั้งที่ได้พบเจอกันเพียงวินาทีแรก…

ทำตัวลีบน้อมรับอยู่อย่างนั้น กับบรรยากาศที่ทำให้เป็นเป้าสายตา….

ไม่นานนัก เสียงประกาศครั้งที่ร้อยกว่าที่เพียรพยายามกวาดต้อนผู้ชมให้เข้าโรงละครก็สัมฤทธิ์ผล

โรงละคร อัปสรา มหรสพหรูหา ที่ข้างฝาประดับรูปลอบตัว พระ นาง ยักษ์ ลิง อลังการ บนเพดานวาดวงโค้งครึ้มขับลายทองเด่นเป็นสง่า เบื้องหน้าม่านฉาก วางระนาดเอกทุ้ม ขนาบ ขิม ยืนตีผิดระเบียบท่านผู้นำ

สรรเสริญพระบารมีดังขึ้น จากมือน้อยๆของเด็กจากบ้านดุริยประณีต สอดประสานออเคสตร้าที่โอบอุ้มอยู่เบื้องหลัง ไร้วาทะกระทบกระทั่งใดๆ เป็นอันได้ฤกษ์เบิกการแสดง คอยเสิร์ตคุณพระช่วย สำแดงสด

นับเป็นภาคต่อขยายผลของรายการโทรทัศน์รายการเดียวของบริษัท เวิร์คพอยต์ ที่ติดตัวแดงแจ้งในบัญชีว่าขาดทุนทางธุรกิจ หากยังอึดยึดติดแย่งชิงเวลาแพร่ภาพอยู่ได้ก็ด้วยกำไรทางสังคม ที่ผู้ชมจะได้มีทางเลือกในการสดับรับชม สิ่งที่มีอยู่ หากแต่อ่อนล้า อ่อนแรงที่จะแจ้งตัวต่อสู้ในระบบทุนนิยมได้ให้เห็นเป็นประจักษ์เพียงลำพัง

ห้าปีผ่านไปกับ การเรียนรู้ แสวงหาสิ่งที่เคยมีอยู่ นำเสนอเป็นทางเลือกสู่วันข้างหน้า ด้วยปัจจัยแวดล้อมของสังคมสำเร็จรูป ที่ปลายทางคงคือการเรียนรู้ตัวเอง เรียนรู้ที่จะทำในสิ่งที่ตนเองรัก และอยากจะส่งมอบให้กับผู้อื่นได้รับรู้ในความที่มีรากร่วม ดินเดียว

ผิดบ้าง พลั้งบ้างเป็นธรรมดา หากแต่หลายร้อยตอนที่บันทึกคุณค่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม คงต้องทำให้หน่วยงานราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องคิดตระหนัก กับวันเวลาที่ผ่านพาอะไรมากมายให้เลือนหายไป

……………………………….

เปิดฉากด้วยน้ำตาแสงไต้ ได้เบน ชลาทิศ มาสะกิดเรื่องเล่าตำนานของครูสง่า อารัมภีร์ กับเพลงผีบอก ในวรรณกรรมคลาสสิค พันท้ายนรสิงห์ ต่อด้วยศิลปินตามกระแสภาคยังคับรับมือความคาดหวังทั้ง ก้อง นูโว คนตัวโตที่ไม่ยอมแก่ น้องวันใส เดอะเทรนเนอร์ ลูกโป่ง เอเอฟ 4 พี่โต๋ ศักสิทธิ์ เวชสุภาพร ร่อนนิ้วไทรโยคทางใหม่ ไล่เสียงขลุ่ย อ.ธนิศร์ มศัศจรรย์วันเดอร์แลนด์

…..และอื่นๆอีกมากมาย ว่าจะเป็น ครูสมบัติ สิมหล้า ลิเกฮูลู ดูประชันเปิงมาง เพลงอีแซวตาโย่งและชาวคณะ

มากมายหลายชีวิต โลดเล่นเต้นร้องเบื้องหน้า วงออเคสตร้าและดนตรีไทยที่สมานเสียงเนียนนวลอยู่เบื้องหลัง

เพลงเพลินเริงใจ แต่ที่ทำให้ฉุกคิดแน่นอกคือ พี่ๆ สามทอ ที่นุ่งโจงจ้อเจื้อยอยู่เบื้องหน้า

เป็นรอบสุดท้าย คือการเผยให้เห็นรู้สึกที่ซ่อน

ธง เท่ง ทอร์ด กับวาทะกรรมนำการแสดงที่ดีที่สุดในห้าปีที่ได้รู้จัก ทุกถ้อยคำ ท่วงที ที่อยู่หลังเสียงหัวเราะ

คือเรื่องราวชีวิตและประสปการณ์ที่แตกต่าง โคราช สุโขทัย อเมริกา มาพบกันเรียนรู้สิ่งรอบตัวในผืนดินที่ตีนเหยียบอยู่ หัวเราะ ร้องไห้ พบกัน ลาจาก

แม้ชื่อของครูธีระ ยังถูกฝากนอกบทจดบันทึกไว้ไว้บนเวทีแห่งนี้ในราตรีนี้…

ไม่คิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะมาจากสคริปที่แข็งแรง จากมันสมองของครีเอทีฟชั้นยอด

แต่ที่สุดนั้นคือเรื่องราวความจริงที่พี่ๆสามคนได้พบเจอเรียนรู้ ได้หดหู่ได้รื่นเริงกับลมหายใจใกล้ตัวที่เห็นอยู่ว่ากำลังระรวยรินลงไป

สื่อสารเป็นเสียงหัวเราะของคนที่คิดได้ ปลงได้ กับหลายสิ่งที่ผ่านมา และกำลังผ่านไป

………………………………….

จากเสียงหัวเราะ เสียงปรบมือ สู่ความเงียบสงัด เป็นความในใจของคนที่ใครมากมายไม่เห็นเป็นจริงจัง

เสียงสะอื้นเล็กๆของใครหลายคนแว่วมา…..

ยามกินก็จะกินน้ำตาร่ำ

ยามค่ำก็จะนอนถอนใจใหญ่

จะซูบผอมตรอมตรมระทมใจ

ใคร (สักคน) เลย จะช่วย บำรุงรัก(ษ์)

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments