วันที่เหลือ 72 “มากเรื่อง”

นายยางสน..คนบางขวาง
6 กันยายน 2552

_MG_5331.jpgn

31 สิงหาคม 2552

เสาร์อาทิตย์ช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอใจรอคอยอะไรได้ไม่นานนัก วันจันทร์ก็กลับมาทักทายอีกครั้ง กับการนับถอยหลัง คอนเสิร์ตเปิดใจ ในชื่อที่ใครตั้งไว้ไม่สนิทหู ว่า สังคีตภิรมย์ หมายเลข 4 กับโปสเตอร์ขรึมขลังสื่อความอะไรไม่ได้ อย่างไรเสียค่ำคืนนี้ก็ต้องสำแดงกันไปตามหน้าที่สุดความสามารถตามปัจจัยที่เคลื่อนไหวไร้ทิศจะอำนวยกีดขวาง

เที่ยงตรงเครื่องดนตรีมากมายวางซ้อนอยู่บนรถเข็นราคาแพงกระแหย่งล้อมารออยู่หน้าหอประชุม ทั้ง เอก ทุ้ม ฆ้อง จะเข้ ซอ แคน โปงลาง วางสุมรอเคลื่อนย้ายจัดวง

ขิมสายร่วมสามสิบ หยิบแยกเทียบเสียงเป็นสองกลุ่มตามความเหมาะสม ทั้งเสียงเก่า เสียงใหม่ให้กลมกลืนไม่ฝืนขืนกาละ ชำเลืองมองให้ชื่นใจในความช่วยเหลือที่ใครมากมายมานั่งเทียบเสียงอย่างขะมักเขม้น ใช่รอเล่นเป็นดาราอยู่เพียงหน้าฉากไม่

ตลอดช่วงบ่ายวุ่นวายกับการปรับแต่งความเรียบร้อย หาใช่เพียงในรายละเอียดการแสดง หากแต่คือวิธีคิด วิธีการทำงาน ของคนสร้าง โครงสร้าง เบื้องหลัง ที่จะชะงักรอเวลาไม่ได้ ภาพสุดท้ายบนเวทีอาจได้รับเสียงปรบมือยาวนาน แต่ภาพร่างของการทำงานต้องสง่างามไม่แพ้กัน

ผู้ที่มีความสามารถในการแก้ปัญหาย่อมมีผลแห่งความสำเร็จพอเพียงพึงใจในระดับหนึ่ง แต่ผู้ที่วางแผนมาอย่างดีต่างหากเล่า ที่ทำให้ไม่เกิดปัญหามากมายให้ต้องมาหวาดเสียวตามแก้ไข หรือเพียงแต่คิดว่าจะไปตายเอาดาบหน้าอยู่ทุกงาน…ก็ตามใจท่าน…..

มโหรีมโหระทึกคึกโครมด้วย โหมโรงคลื่นกระทบฝั่ง อีก เขมรชมดง แล้วผลัดวง

ขิมหมู่ อีกเครื่องดนตรีจิ๋วจัดวางแยกข้าง รอการเดินทางอีกครั้งยังเส้นทางใหม่ ในเพลงชุดอาหนู

ต่อด้วยดนตรีจีน ปี่พาทย์ไม้แข็ง โปงลาง เป็นอันเสร็จสิ้นพิธี….

แสงไฟสุดท้ายบนเวทีหรี่ลง จะหลงเหลืออะไรไว้เตือนใจใครบ้างหนอ….

2 กันยายน 2552

อีกหนึ่งบ่ายซึ่งต้องทำงานแข่งกับเวลาและฟ้าฝน

หลังจากสอนหนังสือเป็นที่เรียบร้อย จำต้องรีบซอยยิกกลับมาจัดเตรียมข้าวของ อุปกรณ์จิปาถะ เพื่อต้อนรับคณะนักเรียนจากวิทยาลัยนาฏศิลป์กาฬสินธุ์ สี่สิบชีวิตที่ขอเข้าเยี่ยมชมเรือนบรรเลง

ใกล้บ่ายสามโมงตามเวลานัดหมาย สายฝนรั่วทะลุฟ้าลงมาวัดใจ ไม่นานนักก็หยุดชะงักลง เปิดฟ้าสว่างไสว ลมไกวใบไม้พริ้วสะเด็ดน้ำเสียอย่างนั้น

ป้าอี๊ด พี่หน่อง ตอง ต่อ หมวย มาช่วยเป็นเจ้าบ้าน กล่าวต้อนรับ สลับบรรยาย ตอบคำถาม อีกโยนคำถามกลับไปให้อีกหลายชีวิตตรงหน้าที่หวังว่าจะเติบโตเป็นมืออาชีพที่จะระลึกรู้ เดินสู่อนาคตอย่างมั่นคงได้ขบคิด

อย่างไรเสีย ปริปิก้า อีกน้ำอัดลมหลายสีเบื้องหน้า ก็ย่อมจะสร้างสีสันให้กับชีวิตในวันแสนเหนื่อยของน้องๆได้มากกว่า วิชาการตำนานเก่า ทั้งหลายแหล่ หวังเพียงเมื่อกลับไปควรดูแลจังหวะเส้นทางของชีวิตให้พอดี วันเวลายังมีพอที่จะกลับมาศึกษาเรียนรู้

3 กันยายน 2552

ซุกซ่อนร่างระโหยอยู่ใต้ผ้าห่มในค่ำคืนอันเหน็ดเหนื่อย หลังจากทุ่มพลังในสอนหนังสือแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซล แจกประเด็นหลายเรื่องให้คิดต่อดูแลเองได้ แถมพกไปนอกจากข้อมูลอัพเดท หวังว่าจะเกิดประโยชน์ ในการนำไปใช้เพื่อก้าวไปให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่หมุนติ้วไม่รั้งรอ

แสงไฟเล็กๆตรงมุมซ้ายในจอแก้วเบื้องหน้า กะพริบบอกว่าใครคนในยามค่ำคืนยื่นข้อความสนทนาทักทาย ไม่มีใครเดียวดายในโลกที่ยังมี ความรัก ความผูกพัน กำลังใจเล็กๆได้ช่วยขับไล่ความขี้เกียจเบื่อบ้าออกจากร่างเพื่อสะสางภารกิจที่คั่งค้างต่อไป

ณ มุมหนึ่งของพระนครซึ่งไม่ไกลจากเตียงนุ่มผ้าห่มหนานี้นัก เสียงปี่พาทย์ ระนาด กลอง คงประโคมกระหน่ำกันครื้นเครงในหมู่นักเลงเพลงประชันกันยันสว่างที่วัดพระพิเรนทร์ บนเวทีเล็กๆ ที่สาดไฟร้อนแรงขับเหงื่อไหลโซมกาย เพื่อต่อลมหายใจแผ่วผ่านร้องเรียกวันวานที่ไม่หวนคืน ก่อนจะฟื้นตื่นกลับสู่เช้าวันใหม่ในโลกแห่งความจริงอีกครั้ง

4 กันยายน 2552

……….

1.ท่านคิดว่านิยาม คำจำกัดความ ความหมายของเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีคืออะไร

2.ท่านคิดว่าเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านดนตรีมีคุณลักษณะ พฤติกรรม สิ่งบ่งชี้อะไร (กรุณาตอบเป็นข้อๆ)

3.คุณลักษณะ พฤติกรรม สิ่งบ่งชี้ ของเด็กที่มีความสามารถพิเศษทางดนตรีที่ท่านเสนอมาในข้อที่สอง กรุณาเรียงลำดับความสำคัญของแต่ละข้อจากมากไปน้อย พร้อมระบุเหตุผลประกอบ

………..

การบ้านสามข้อ จาก สสอน. สถาบันส่งเสริมอัจฉริยภาพและนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งมาให้ในฐานะผู้เชี่ยวชาญดนตรีอะไรซักอย่าง เพื่อจัดทำโครงการพัฒนาแบบประเมินแววความสามาถพิเศษ ถูกดองไว้จนได้ที่ถึงรสชาด ถึงคราวจำเป็นต้องทำให้แล้วเสร็จส่งกลับภายในวันนี้

ไม่นานก็ลุล่วงไปอีกภารกิจ ก่อน ปิดสวิทช์จากโลกภายนอก กลับไปเป็นคนที่อยากเป็นอีกครั้ง..

5 กันยายน 2552

วัดเครือวัลย์ในความทรงจำวัยเด็กคือภาพฆ้องมอญสี่สิบโค้งในงานศพของคุณยายทวด ฟู ศิลปบรรเลง ในวารวันที่ไม่ยังตระหนักรู้ในเรื่องราวที่เป็นมาของสายตระกูล เป็นเพียงฉากเล็กๆแล้วปล่อยผ่าน ต่างจากวันนี้ที่มีเรื่องราวเล่าขานมากมายกับภาระหน้าที่รับผิดชอบ ซึ่งจะเฉยชาปล่อยวางไปเสียมิได้

หากสุดท้าย ในฉากที่ถูกเล่าซ้ำ ความจริงคืออีกชีวิตก็ปลิดลงไม่ต่างกัน

ปู่อู๊ด นาวาเอก สมชาย ศิลปบรรเลง คู้ร่างอยู่บนโกฏิสีทองบนเมรุที่ประดับดอกไม้ชูช่อระริกฝน

ปี่พาทย์มอญกองดุริยางค์ กองทัพเรือประจำที่รอประโคม เจ้าพนักงาน ปี่ไฉน กลองชนะคละขนาด ด้วยคนคงขาดจึงพาลูกเด็กมาห่มแดงสะพายกลองให้แอ่นหลัง

ปู่คุณ สนั่น ศิลปบรรเลง ลูกท่านครูคนสุดท้ายนั่งสดใสอยู่บนรถเข็น ปล่อยให้แขกมอญย้อนเกล็ด เป็นเรื่องเล่าไร้เสียงและภาพตราบนิรันดร์

รับ หนังสือที่ระลึกปกสีน้ำเงินเข้ม อีกซีดีที่ระลึก ฝีมือ น้องอ๊อย หลานปู่ เสร็จเรียบร้อยตามวาระ ก่อนพบปะครูบาอาจารย์หลายท่านที่นับถือ ครูอุทัย แก้วละเอียด บีบมือใครคนเป็นไม้เท้าเคลื่อนที่ร่ำลากลับไป เดินไปพูดคุยกับครูบำรุง พาทยกุล เรื่องที่ต้องย้ายโรงเรียนมาปักหลักลงแรงกันใหม่ใกล้โรงเรียนพันธศึกษา ย่านราชวัตร เดินถัดไป นั่งคุยกับชายหนุ่มไม่ยอมแก่ พี่อิท อิทธิสุนทร วิชัยลักษณ์ ผู้กำกับหนังโหมโรงที่เว้นว่างโปรเจคเรื่องใหม่มาหลายปี ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบกันตามประสา ก่อนแยกย้ายเพื่อพบเจอในเวลาที่ชาติต้องการ

เย็นย่ำค่ำแล้ว พี่น้องกอไผ่ค่อยทยอยมาสมทบตามอัธยาศรัย ก่อนไล่เรียงเสียงดนตรีซักซ้อมเพลงรักหวานเลี่ยนอย่างไม่รู้จักจบสงบลง ก่อนที่จะไปกล่อมหอในวันที่เก้า เดือนเก้า เข้าตำราพุธหน้านี้

เพลงสุดท้ายจบลงใกล้เที่ยงคืน นายเบิ่ง คนระนาดเพิ่งเปิดประตูมาทักทาย พอดีเวลาแยกย้ายสลายโต๋กันไปตามวิถี

..พี่ครับ เดี๋ยววันอังคารมามาช่วยขนเครื่องนะครับ..

หนุ่มคนสุดท้ายที่มาในคืนวันนั้นรับคำ…

6 กันยนยน 2552

เช้าตรู่ สะดุ้งตื่นจากเสียงโทรศัพท์ระดับแปดหลอด แจ้งความผ่านสายมาว่าจะนำตู่ใส่เครื่องดนตรีที่สั่งไว้มาส่งให้ที่บ้านในเช้านี้ ซึ่งหมายถึงสตางค์ที่ต้องกระเด็นออกไปอีกมิใช่น้อย นึกเสียว่าจะคอยเวลาอีกคงไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะมีวันที่เหลืออีกเท่าไหร่

ไม่นานนักตู้โปร่งบานกระจกแต่หนักเอาการถูกหามมาวางบนชั้นสี่เป็นที่เรียบร้อย ก่อนค่อยๆทยอยเคลื่อนย้ายเครื่องดนตรี และหนังสือกองมหึมา ออกมาจัดเรียงหมวดหมู่แบ่งประเภทกันอีกครั้ง

เที่ยงตรงนายเต้ยขับรถมารับไปตรวจเช็คตู้ใส่ของอีกหลายหลังที่ยังซ่อมไม่เสร็จ ก่อนระเห็จกลับมาแบกหามจัดห้องเดียวดายต่อไป

……………

สามทุ่มกว่า ลากันด้วยเต่ากินผักบุ้ง เป็นการสิ้นสุดการซ้อมดนตรีกันของลูกศิษย์เก่าแก่ที่พลัดพรายแยกย้ายกันไปต่างถิ่นที่ ที่ได้มาขอให้ช่วยปรับวงส่งประกวดกันเอาฮาตามประสาคนเล็กๆ

เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นขัดจังหวะการร่ำลา……

ตัวหนังสือบนหน้าจออวัยวะส่วนที่สามสิบสามของมนุษย์ ระบุว่าไม่ใช่คนที่รอสายให้โทรเข้ามา

กลายว่าเป็นนายเบิ่งคนระนาด ผิวเข้มคนนั้น ที่ส่งเสียงระโหยมาตามสาย

..พี่ครับ ผมคงเข้าไปเอาเครื่องดนตรีไม่ได้แล้วครับ..

อ่ะ ไม่เป็นไร ติดอะไรรึ ตอบกลับไปตามประสาที่รู้จักมักคุ้นในความเป็นคนอารีย์อารอบชอบช่วยงานสลับสับรางให้วุ่นวายของชายหนุ่มในสายคนนั้น

….ผมรถคว่ำครับพี่…เมื่อเช้านี้เอง….

…ยังโชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก รถคานหัก กลิ้งไม่รู้กี่รอบ พังยับเลย..

…แล้ววันพุธผมจะเข้าไปตีระนาดให้ครับ….

……………

อีกคืนหนึ่งกำลังผ่านไป…

ในวันที่ลมหายใจยังมี….

ชีวิตก็เท่านี้นี่เอง….

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments