ศิลปวัฒนธรรม “แขกมอญบางขุนพรหมมีสมญา ฉันได้มาแต่วังบางขุนพรหมเอย”

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน กรกฎาคม 2545 ,หน้า 32-33

แขกมอญบางขุนพรหมมีสมญา ฉันได้มาแต่วังบางขุนพรหมเอย

รำลึกถึงทูลกระหม่อมบริพัตรฯ

นายยางสน คนบางขวาง

พฤษภาคม 2545

17 พฤษภาคม พ.ศ.2545 ที่ผ่านมา สำเนียงเสนาะของปี่พาทย์ระนาดฆ้อง สลับอานุภาพเสียงอันคงความสง่างามของวงโยธวาทิตที่ได้ถ่ายทอดบทเพลงสมบัติของแผ่นดินอันทรงคุณค่า ขับกล่อมบรรยากาศยามเย็น ณ วังสวนผักกาด ให้หวนนึกถึงความยิ่งใหญ่และรุ่งเรืองของการดนตรีในอดีตเมื่อครั้งที่วังบางขุนพรหมเป็นศูนย์กลางทั้งสรรพวิชาและนักดนตรีชั้นยอด ด้วยพระอัจฉริยภาพของ พระบิดาแห่งดนตรีสากล หรือ พระอาจารย์แห่งดนตรีไทย พระนาม ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ

จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต หรือ ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ (ต้นราชสกุลบริพัตร) ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบามสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ประสูตเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ.2424

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเมืองปอร์ตสดัม และโรงเรียนนายร้อยโกรส ลิสเตอร์เฟลด์ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ดยสอบไล่ได้คะแนนยอดเยี่ยม เมื่อเสด็จฯกลับประเทศไทยทรงดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆ เช่น เสนาธิการทหารบก ผู้บัญชาการกรมทหารเรือ องค์มนตรีในรัชกาลที่ 6 อภิรัฐมนตรีสภาในรัชกาลที่ 7 เสนาบดีกระทรวงกลาโหม ผู้แทนเสนาบดีกระทรวงทหารเรือ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร

ในด้านดนตรี ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทรงโปรดการศึกษาวิชาดนตรี ทั้งด้านการประสานเสียงและประพันธ์เพลง ทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีแทบทุกชนิด ทรงใช้วังบางขุนพรหมเป็นโรงเรียนสอนดนตรีไทยโดยเริ่มจากพระธิดาทั้ง 5 ด้วยพระองค์เอง และทรงเป็นผู้ประทานกำเนิดมโหรีปี่พาทย์ วงบางขุนพรหม สร้างนักดนตรีเลื่องชื่อ และทรงนิพนธ์เพลงจำนวนมากที่ยังคงลือนามจวบปัจจุบัน นอกจากนี้ทูลกระหม่อมบริพัตรยังทรงฝึกให้วงดุริยางค์ทหารเรือเล่นเพลงคลาสสิค โดยใช้เครื่องเป่าประกอบไวโอลิน พระองค์จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้กำเนิดวงโยธวาทิตที่บรรเลงในกองดุริยางค์กองทัพบก เรือ และตำรวจอีกด้วย

ทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ทรงรับราชการนานถึง 3 แผ่นดิน นับแต่รัชกาลที่ 5 ถึงรัชกาลที่ 7 จวบจนเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มูลกระหม่อมบริพัตรฯและสมาชิกในราชสกุลบริพัตรต้องเดินทางออกจากประเทศไทยไปประทับ ณ ตำบลจีปะกันดี ถนนเนลันด์ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย และสิ้นพระชนม์ด้วยโรคพระวักกะ เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ.2487

และเพื่อเป็นการรำลึกถึงพระองค์ท่านในวาระ ครบรอบ 120 ปี แห่งพระชนมายุ มูลนิธิจุมภฏ-พันทิพย์ จึงจัดทำโครงการ พิพิธภัณฑ์ดนตรีทูลกระหม่อมบริพัตรฯ เพื่อจัดแสดงนิทรรศการถาวรเครื่องดนตรีของ จอมพลเรือ จอมพล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ณ วังสวนผักกาด โดย ได้รับพระมหากรุณาธิคุณใน- สมเด็พระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดพิพิธภัณฑ์

ภายในพิพิธภัณฑ์ได้ปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างของเรือนไทยเรือนที่ 1 ซึ่งเดิมจัดแสดงภาพถ่ายเก่าและกลองโบราณให้มีการจัดแสดงเครื่องดนตรีเป็นรายชิ้น และลักษณะของการประสมวงดนตรี โดยจัดสรรพื้นที่แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับดนตรีไทย,พระราชประวัติโดยเน้นพระอัจฉริยภาพด้านดนตรี,การประสมวงดนตรีไทย,เครื่องดนตรีแต่ละประเภท

ด้วยเอกลักษณ์และความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเครื่องดนตรี มีการจัดวางตู้แสดงเครื่องดนตรีวางซ้อนกัน 2 ชั้น ตั้งเรียงรายริมผนังสองด้าน จัดแสดงระนาด จะเข้ และเครื่องดนตรีโบราณที่ทรงคุณค่าด้วยวัสดุที่ใช้ ฝีมือช่าง และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ อีกหลายชิ้น อีกด้านของห้องเป็นตู้ขนาดใหญ่จัดแสดงการประสมวงดนตรีไทย ประเภทมโหรีวงเล็ก ประกอบด้วยรางระนาดขนาดเล็กเขียนลายรดน้ำฝีมือช่างสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ขลุ่ยงา ซอสามสาย เป็นต้น

บริเวณโถงกลางอาคารจัดทำเป็นตู้กระจกทรงปิระมิดแสดง สำหรับเครื่องดนตรีชิ้นสำคัญอันได้แก่ซอสามสายคู่พระหัตถ์ โดยมีกลองโบราณขนาดใหญ่อายุกว่าร้อยปีจำนวน 6 ใบตั้งเรียงลดหลั่นตามลำดับเป็นฉากหลัง

หลังจากพิธีเปิดพิพิธภัฑ์ดนตรีทูลกระหม่อมบริพัตรก็เป็นการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ในทูลกระหม่อมบริพัตร เป็นการบรรเลงปี่พาทย์โดยคณะพาทยโกศล และคณะพาทยรัตน์ สลับกับวงโยธวาทิตสี่เหล่าทัพ ที่ได้เลือกสรรผลงานเพลงอมตะที่แสดงพระอัจฉริยภาพทางดนตรีของพระองค์ท่าน เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม ซึ่งสมเด็จพระเทพฯทรงซอด้วง ร่วมกับวงดนตรีคณะพาทยโกศล ขับร้องโดยครูอุษา แสงไพโรจน์ ,เพลงหน้าพาทย์บาทย์สกุณีบรรเลงด้วยวงโยธวาฑิต 4 สถาบัน อำนวยเพลงโดย พันโทวิชิต โห้ไทย รำโดยคุณศุภชัย จันทรสุวรรณ , เพลงมาร์ชบริพัตร (โยธวาฑิต 4 สถาบัน อำนวยเพลงโดยนาวาเอกสราญ เรืองณรงค์ ,เพลงแขกสาย เถา เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีบทเพลงมิอาจหาฟังได้บ่อยนักหรือแม้กระทั่งเป็นเพลงที่ยังมิเคยนำออกบรรเลงที่ใดเลย เช่น โหมโรงจีนไส้หู้ บรรเลงโดยปี่พาทย์ไม้แข็งคณะพาทยรัตน์ เป็นเพลงที่ทูลกระหม่อมบริพัตรฯทรงนิพนธ์ขึ้นเมื่อครั้งประทับ ณ เมืองบันดุงประเทศอินโดนีเซีย ,เพลงสุดถวิล เถา บรรเลงโดยปี่พาทย์ไม้แข็งเครื่องใหญ่คณะโกศล ขับร้องโดยบัญชา นิลสุวรรณ ซึ่งเป็นเพลงสุดท้ายในพระชนม์ชีพของทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ซึ่งนิพนธืขึ้นในปี พ.ศ.2484 เป็นต้น จากนั้นเป็นการสลับด้วยการแสดงระบำงูกินหาง จากนักเรียนอนุบาลจุไรรัตน์ โดยใช้บทร้องที่นำมาจากการแสดงที่จัดขึ้น ณ วังบางขุนพรหม ในปี พ.ศ.2472 ในงานฉลองวันประสูติพระราชโอรสและพระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ที่มีพระชันษาครบ 4 รอบ พร้อมกัน 4 พระองค์ ซึ่งเรียกว่า งานสี่มะเส็ง

งานรำลึกถึงทูลกระหม่อมบริพัตรฯ เสร็จสิ้นลงพร้อมๆกับเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีจากวงโยธวาทิต 4 สถาบัน หากแต่ความความอิ่มหู อิ่มใจ ในรสของทิพยดนตรีแห่งวังบางขุนพรหมยังคงก้องกังวาลกล่อมแผ่นดินมิเสื่อมคลาย

ซีดี และสกอร์เพลงพระราชนิพนธ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานอนุญาติให้มูลนิธิจุมภฎ-พันทิพย์ นำแถบเสียงเพลงพระราชนิพนธ์ของทูลกระหม่อมบริพัตรฯ ซึ่งได้โปรดเกล้าๆให้บันทึกเสียงไว้เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีคล้ายวันประสูต ณ ศาลาดุสิตดาลัย มาปรุงแต่งเสียงใหม่ และบันทึกลงในรูปแบบซีดี พร้อมจัดทำสกอร์เพลง ประกอด้วย ซีดี 5 แผ่น ปี่พาทย์ไม้แข็ง โยฑวาธิต เพลงแขกมอญบางขุนพรหม แขกสาย อาถรรพ์ ทยอยนอก บุหลันชกมวย สุรางค์จำเรียง อัปสรสำอางค์ เป็นต้น

สอบถามได้ที่มูลนิธิจุมภฎ-พันทิพย์ โทรศัพท์ (02) 2461775-6,2452568,2456368

โทรสาร (02)2472079

รายได้สมทบ กองทุนเทิดพระเกียรติทูลกระหม่อมบริพัตรฯเพื่อการศึกษาดนตรี

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: No Comments