ศิลปวัฒนธรรม “ครูมีแขกคือใคร ทำไมต้องมีอนุสาวรีย์”

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน ตุลาคม 2546 ,หน้า 41

ครูมีแขก คือใคร

ทำไมต้องมีอนุสาวรีย์

นายยางสน..คนบางขวาง

21 สิงหาคม 2546

นานกาเลมาแล้วที่การดนตรีปี่พาทย์มีบทบาทเพียงเครื่องประกอบพิธีและการแสดง ฝากแฝงตัวอยู่ข้างเวทีไม่มีบันทึกเรื่องราวให้ปรากฏเห็นเป็นตัวตน บ้างก็รังเกียจเกลียดก่นว่าเป็นวิชาไพร่เต้นกินรำกิน ซ้ำเหล่าศิลปินเองก็ซ่อนเร้นงำวิชาไม่บันทึกจดจาร เมื่อนานเข้าจะสืบค้นเอาความจริงอ้างอิงกันก็ลำบาก แต่กระนั้นหากจะถามว่าใครคือครูดนตรีไทยคนแรก ที่มีเรื่องราวบันทึกไว้ให้เห็นเป็นตัวตน คงจะไม่พ้น ครูมีแขก หรือ พระประดิษฐไพเราะ (มี ดุริยางกูร) ผู้ปรากฎนามอยู่ในบทไหว้ครูเสภาโบราณที่ว่า
ครูมีแขกคนนี้เขาดีครัน เป่าทยอยลอยลั่นบรรเลงลือ
ครูมีแขก นามเดิมชื่อ มี เกิดในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ บรรพบุรุษจะอพยพมาจากที่ใดไม่ชัดเจนนัก แต่มาลงหลักปักฐานบริเวณย่านสุเหร่ากุฎีขาว ติดกับพระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี ที่มีคำว่า แขก พ่วงท้าย ได้หมายเหตุกันไว้หลายกระแส บ้างก็ว่าเป็นลูกแขกอิสลาม ที่ถูกกวาดต้อนมาจากปัตตานี ไม่ก็เพราะมีสิ่งขาวๆคล้ายๆกระเพาะครอบศีรษะลักษณะ คล้ายหมวกแขก เมื่อแรกเกิด
ครูมีแขก เรียนดนตรีกับผู้ใดไม่แจ้งชัด ทราบเพียงเจนจัดสันทัดในกระบวนปี่ และซอสามสาย ทั้งได้ถวายงานควบคุมวงดนตรีในสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และได้สร้างผลงานเพลงอมตะ เสมือนเป็นแม่บทกฎเกณฑ์วางไว้ให้วงการดนตรีไทยสืบมานับเนื่องร่วมสองศตวรรษ เช่น แขกบรเทศ แขกมอญ แขกมอญบางช้าง จีนแส ชมสวนสวรรค์ สารถี พญาโศก ทยอยนอก ทยอยเดี่ยว พระอาทิตย์ชิงดวง เชิดจีน เป็นอาทิ เฉพาะเพลงเชิดจีนนั้น ทำให้ครูมีแขกได้รับพระราชทานราชทินนาม พระประดิษฐไพเราะ ซึ่งเหมาะแล้วด้วยความสามารถที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบ
เพลงปี่ครูมี เพลงกลอนสุนทรภู่ เสมือนศิลปะส่องทางให้ถึงกัน กล่าวกันว่าครูมีแขกนั้นเป็นกัลยาณมิตรสนิทด้วยสุนทรภู่ครูกวีร่วมยุค ได้ไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนลับคมปัญญากันอยู่เสมอ ดังจะเห็นจากบทร้องของครูมีแขก ที่นิยมยกงานรจนาของสุนทรภู่ มาบรรจุไว้ได้อย่างแยบคายลึกซึ้งถึงรส ในทางกลับกันก็มิแปลกเลยถ้าครูมีแขกคือต้นเค้าในจินตนาการของสุนทรภู่สู่งานกวีเรื่องพระอภัยมณี ผู้มีปี่เป็นอาวุธ
งานเพลงของครูมีแขกนั้นเด่นชัดด้วยเอกลักษณ์วิธีการเฉพาะตน ซึ่งนอกจากจะวิจิตรงดงามตามแบบฉบับราชสำนักวังหน้าแล้ว อีกนัยหนึ่งยังได้ทำหน้าที่เสมือนรากแก้วบุกเบิกการพัฒนาดนตรีสู่ไพร่บ้านพลเมืองอย่างแท้จริง เฉพาะอย่างยิ่งท่วงทำนองที่เร้าใจ ในลีลาลูกล้อลูกขัด ที่ครูมีแขกได้แจงจัดเป็นกระบวนเพลงทยอย กระทั่งได้สมญาให้เป็น จ้าวแห่งเพลงทยอย
ครูมีแขก เป็นหัวหน้าวงดนตรีที่วังหน้า อีกควบคุมวงมโหรีในสมเด็จฯสุดารัตนราชประยูร ครั้นเมื่อสิ้นสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ จึงได้ย้ายไปเป็นหัวหน้าวงปี่พาทย์ของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแทนพระพุทธเจ้าหลวง กระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ท่านจึงมีศิษย์มากมาย ซึ่งได้กระจายถ่ายทอดเพลงการความรู้ของครูมีแขกแยกให้เห็นเป็นหลายสำนักสำคัญจวบปัจจุบัน อันได้แก่ ครูบัว ครูสิน(ศิลปบรรเลง) ครูรอด ครูหน่าย นายต้ม นายแดง (พาทยกุล) กรมหมื่นทิวากรณ์วงศ์ประวัติ เป็นต้น
ความสำคัญของครูมีแขกจึงมิได้จำกัดอยู่เพียงนักดนตรีและผู้แต่งเพลงที่ยิ่งใหญ่ แต่ยังหมายรวมถึงเป็นผู้ที่สร้างตำนาน รสนิยมและรูปแบบของดนตรีไทยราชสำนักที่สำคัญที่สุดในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้นอย่างมิอาจปฏิเสธได้
มหาวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งในสังคมดนตรี จึงได้คิดจัดสร้าง อนุสาวรีย์ ครูมีแขก ขึ้น ในบริเวณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อการระลึกบูชา ทั้งเป็นอนุสรณ์เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ วรรณคดี วิถีชีวิตและวิถีดนตรีเข้าด้วยกัน โดยได้จัดกิจกรรม สัมมนาดนตรี ครูมีแขก ขึ้น ในวัน พุธที่ 20 สิงหาคม 2546 ที่ผ่านมา
ภาคเช้าได้รับเกียรติจาก นพ.พูนพิศ อมาตยกุล ,อ.สงัด ภูเขาทอง, คุณเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ,รท.อุทัย พาทยโกศล และ ช่างแข่ว คุณโสพิศ พุทธิรักษ์ นักปั้นจากกรมศิลปากร สัญจรมาร่วมวงสนทนา โดยมีคนคุ้นหน้า อ.อานันท์ นาคคง ดำเนินรายการ
ภาคบ่ายเป็นการบรรเลงผลงานเพลง ครูมีแขก เริ่มจากเครื่องสายฝรั่ง ฟังเพลงพระอาทิตย์ชิงดวง ,เดี่ยวปี่ โดย ครูปี๊บ คงลายทอง ,ปี่พาทย์ไม้แข็งของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล บรรเลงเพลงเชิดจีน ทยอยนอก และพระอาทิตย์ชิงดวง อันดื่มด่ำฉ่ำทรวงด้วยเสียงร้องของ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง
เช้าตรู่วันพฤหัสบดี 21 สิงหาคม 2546 มุมหนึ่งที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ ม.มหิดล ศาลายา…
เสียงแตรสังข์ บัณเฑาะว์ ฆ้องชัย ดังกระหึ่มครึ้มมณฑลพิธี ทิวธงหลากสีปลิวสะบัดด้วยลมโชยหอบกลิ่นธูป ควันเทียน อบอวลชวนให้บรรยากาศขรึมขลัง
เสียงปี่ในแหบโหยโรยเสียงแทรกสะกดทุกผู้คนให้หยุดนิ่ง พลันหันมาจับจ้องที่ชายชราร่างคล้ำ..
..ครูกาหลง พึ่งทองคำ กระชับสองมือประคอง ปี่ท่านพระ สีดำขลับ ขยับนิ้วพริ้วพรมขับประสมสำเนียงเป็นเสียงเพลง ทยอยเดี่ยว บทเพลงสำคัญสูงสุดเพลงหนึ่งที่นักดนตรีไทยพึงจะเรียนรู้ได้ อุทิศถวายเป็นสักการะบูชา บุรพาจารย์ดนตรีไทยผู้ยิ่งใหญ่ ในวาระแห่งการวางศิลาฤกษ์อนุสาวรีย์…
ไม่ว่าครูมีแขกจะมีตัวตนหรือไม่อย่างไร เรื่องราวตำนานเก่าเล่าขานจะจริงเท็จแค่ไหน คงไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญไปกว่าการที่ ครูมีแขก นั้น ได้ถูกยกฐานะให้เป็น สัญลักษณ์แห่งความเคารพ เป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ในหมู่เหล่าประดาหลานเหลนศิษย์ดนตรีไทยทุกค่ายทุกสำนัก อย่างหนักแน่นในหัวใจมาเนิ่นนานและคงจะตราบเท่านาน

ไม่ว่าจะมีรูปเคารพใดๆหรือไม่ก็ตาม

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: No Comments