ศิลปวัฒนธรรม “ได้ยินเสียงเพลงแล้วคิดถึงกระต่าย ต.เง็กชวน”

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน พฤศจิกายน 2545 ,หน้า 44-47

ได้ยินเสียงเพลงแล้วคิดถึงกระต่าย

ต.เง็กชวน

กระต่ายตัวนี้ มีเสียงเพลง

นายยางสน..คนบางขวาง

1 กันยายน 2545

ย้อนเวลากลับไปในสมัยแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง ราวปี พ.ศ.2437 ในค่ำคืนหนึ่ง ที่ตำบลบ้านใหม่ เมืองฉะเชิงเทรา มณฑลปราจีนบุรี

คืนนั้น จักจั่นเรไรที่เคยกรีดก้องพ้องเสียงยามเมื่อคล้อยแสงแห่งทิวาส่งบรรเลงเป็นทิพย์สำเนียงเพลงธรรมชาติ มิอาจทานทัดและจำต้องยินยอมสยบศิโรราบด้วยเสียงมหรสพสมโภชประโคมแข่งในงานบุญรื่นเริง วาระของการโกนจุกเด็กน้อยผู้เป็นแก้วตาดวงใจของสองผู้เฒ่าตายาย ผู้มั่งคั่ง ด้วยการประกอบสัมมาชีพในด้านการซื้อขายแลกเปลี่ยนทองรูปพรรณ จนเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในชาวบ้านละแวกตลาดบน ในชื่อ ตาเตียงและยายหมา

เมื่อ บ้านนี้มีงาน และยิ่งเป็นบ้านผู้มีอันจะกิน จึงถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐของชาวบ้านทั่วไปที่จะได้เพลิดเพลินเจริญใจกับสิ่งบันเทิงที่สามารถเลือกทัศนาตามแต่ความนิยมชมชอบหลากหลายประเภท โดยที่ไม่ต้องเสียอัฐเสียสตางค์ ทั้งที่เคยชินหู ชินตา กันมาบ้างแล้ว หรือแม้แต่ ของแปลก ของแหกตา สารพัด ที่ว่าจ้างจัดกันมาแต่เมืองหลวง

หน้าบ้านตาเตียงและยายหมา ได้ปลูกโรงขึงผ้า ยกแคร่ขึ้นง่ายๆ อุปโลกกันด้วยประชามติที่เป็นเอกฉันท์ของผู้ชม สมยอมให้เป็นเป็นท้องพระโรง เป็นป่า มหาสมุทร สุดตามแต่ท้องเรื่องจะพาไป ที่นั่นเป็นการแสดงลิเกของ คณะนายสุ่ม ซึ่งในสมัยนั้นใช้ผู้แสดงเป็นชายล้วน ตัวนางก็เป็นชาย (เพียงร่างกายหรือจะมีใจปฏิพัทธ์เป็นทุนด้วยก็มิอาจยืนยัน) จึงต้องเอาผ้าขาวม้ายัดโน่นยัดนี่ ให้เกิดเส้นสายองค์เอวที่น่ามอง สมจริงสมใจมากขึ้น

ในบริเวณใกล้เคียงก็เป็นคณะละครรำของขุนหลี โดยมีแม่ปุ่ยสาวงามเป็นนายโรงจับเรื่องร้องรำกับแม่สินผู้ซึ่งรับบทนางยักษ์ได้อย่างสนิทสนม แม้เธอจะมองเห็นโลกด้วยตาเพียงข้างเดียวก็ตาม

หากแต่การแสดงของทั้งสองคณะมีชาวบ้านสนใจดูเพียงหยิบมือเพราะเป็น ของตาย เคยเห็น เคยฟังกันอยู่ หนำซ้ำนักแสดงทั้งหลายยังเป็นคนกันเองที่มีพำนักถิ่นฐานอยู่ในตำบลนั้นเข้าให้อีก ซึ่งดูจะผิดแผกกับการแสดงงิ้วที่ลานดินกว้างหน้าโรงบ่อน (อัครสถานแห่งความบันเทิงที่ผู้นิยมการวัดดวงสิงสถิตย์กัน) ที่เนืองแน่นไปด้วยฝูงชน ไทย จีน ลาว แขก ทุกเพศทุกวัย มุงดูกันมืดมิด จนมองไม่เห็นตัวนักแสดงที่กำลังวาดลวดลายอยู่ มีเพียงเสียงปี่ ซอจีน ม้าฬ่อ และเครื่องดนตรีต่างๆดังลอดออกมาเท่านั้น

หนึ่งในนั้นก็คือเด็กชายเตีย วัย 5 ขวบ ลูกชายหมอยาจีน สมญา ซินแสส่ง รวมอยู่ด้วย

เพราะความซนและสนใจใคร่รู้ในสิ่งแปลกใหม่ของเด็กบ้านนอกผู้ห่างไกลความศิวิไลซ์ ของเมืองกรุง ผนวกกับความหลงไหลในเสียงดนตรีที่มีอยู่เดิม เด็กน้อยจึงค่อยๆมุดฝ่าแฝงฝูงชนเข้าไปดู เหลียวซ้ายแลขวาก็หาโรงงิ้วไม่พบ นักดนตรีก็ไม่มี เห็นแต่งิ้วหน้าดำ หน้าแดง แผลงฤทธิ์กันอยู่บนลานดินฝุ่นตลบ แล้วเสียงดนตรีที่ได้ยินล่ะ มาจากไหน

หัวใจเด็กน้อยพองโต..หรือว่าจะเป็นเสียงดนตรีที่มาจากสิ่งที่เขาใฝ่ฝันจะเห็นจริงๆกับตาตัวเองสักครั้งหนึ่ง..

เขาค่อยๆเดินตามเสียงเพลงนั้นไป กระทั่งได้ยินชัดเจนจนรู้สึกได้ว่ามีเพียงฝาลูกกรงเหล็กของโรงบ่อนเท่านั้นที่ขวางกั้นสิ่งที่เขาฝันถึง..

เขาค่อยๆงัดแงะฝาลูกกรงเหล็กของโรงบ่อนออกดูทีละน้อย ด้วยใจระทึก

และภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้ใบหน้าของเด็กน้อยเปื้อนยิ้มอย่างมีความสุข

วัตถุทรงกระบอกทำด้วยทองเหลืองตอนปลายแผ่ออกเป็นดอกลำโพง ยาวประมาณ 1 วา ตอนต้นเรียวติดกับตัวเครื่อง มีหัวกลมเล็กเรียกว่าหัวกะโหลก สำหรับใส่เข็มโลหะเล็กแหลม มีกุญแจไขลาน ที่ฐานมีกระบอกเล็กๆกลมกลวงเหมือนกระบอกไม้ไผ่สวมอยู่ติดกับท่อเหล็กที่ตัวเครื่อง เมื่อนำเข็มวางไปบนกระบอกที่ค่อยๆเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ ก็เกิดเสียงดนตรีดังออกมาอย่างน่าอัศจรรย์..

จากเพลง งิ้ว เพลงเป๋ (เพลงฉ่อย) แหล่เทศน์ การร้องส่งพิณพาทย์ เครื่องสาย เป็นเสียงที่ช่างไพเราะและเป็นภาพที่ ติดตาตรึงใจ เหลือเกินในความรู้สึกของเด็กชายน้อยๆผู้นั้น ..

หากแต่เขาจะรู้หรือไม่ว่า 41 ปีให้หลัง นับแต่วันที่เขาได้เห็นและได้รับความสุขที่จาก กระบอกเสียง เครื่องนั้น เขาจะได้กลายเป็นผู้ที่แบ่งปันมอบความสุขจากเสียงดนตรีให้เข้าไปขับบรรเลงในบ้านเรือนของผู้คนอีกมากมายนับร้อยพัน พร้อมๆทั้งฝากชื่อของเขาให้เป็นเรื่องราวเล่าตำนาน ให้ชนรุ่นลูกหลานรู้จักในชื่อ ต.เง็กชวน

ต.เง็กชวน หรือ เตีย เง็กชวน เป็นบุตรของ นายยิ่งเกี๊ยด หมอยามีชื่อ ที่ชาวบ้านตลาดใหม่เรียกว่า ซินแสเส่ง และนางเหลี่ยม เกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.2432 ที่ตำบลตลาดใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา

ร่ำเรียนหนังสือขั้นต้นที่โรงเรียนเทพนิมิตร ตำบลบ้านใหม่ จนกระทั้งย่างเข้าวัยหนุ่มอายุ 17 ปีจึงย้ายเข้ามาทำงานในบางกอก แม้ความรู้น้อยแต่เป็นคนหนักเอาเบาสู้ ไม่เลือกงาน จึงไปเด็กรับใช้ ได้เงินเดือน 12 บาท และด้วยความรักฝังใจในเรื่องของดนตรีและการแสดง นายเตียจึงแสวงหาโอกาสให้ตัวเองได้เข้าสู่ถนนสายบันเทิง โดยเริ่มจาก การรับจ้างเป็นผู้ควบคุมออกสายหนังเร่ขายยา โดยนำภาพยนตร์จากโรงหนังพัฒนาการไปเร่ฉายในหลายจังหวัดภาคใต้ ก่อนที่จะไต่เต้าไปเป็นผู้จัดการโรงหนังบางรัก ย้ายไปบางกระบือ ข้ามไปปีนัง และมาจบลงที่บางลำพู ตามลำดับ

เมื่อว่างจากงานภาพยนตร์ก็รับหนังสือมาขาย จนกระทั่งคิดการใหญ่พิมพ์หนังสือความรู้เกี่ยวกับภาพยนตร์.และบทเพลงต่างๆที่ตนเองมีความสนใจด้วยทุนรอนส่วนตัว ซึ่งว่ากันว่าน่าจะเป็นหนังสือประเภทดาราภาพยนตร์ นักร้อง ฉบับแรกของเมืองไทยด้วยซ้ำไป ซึ่งปรากฏว่าขายดี เป็นเทน้ำเทท่า จนสามารถลงทุนเปิดร้านของตัวเองขายของเบ็ดเตล็ดที่สี่แยกบางลำพู บริเวณหน้าโรงหนังบางลำพูได้ (ประมาณ พ.ศ.2465) และหนึ่งในสินค้าที่รับมาขายก็คือแผ่นเสียงที่ไปซื้อมาจากร้านรัตนมาลา บีกริม ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าโอ่อ่า ทันสมัย ในยุคนั้น มาจำหน่ายอีกต่อหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ในใจของ นายเตีย ก็กำลังคิดการใหญ่เสียยิ่งกว่าการลงทุนพิมพ์หนังสือในครานั้นมากมายนัก เขาเริ่มมีความคิดที่จะทำในสิ่งที่ยังตรึงอยู่ในใจของเขาตลอดมา .นั่นคือการอัดแผ่นเสียง นั่นเอง

กระทั่งในปี พ.ศ.2468 ห้างสุทธาดิลก ได้จ้างฝรั่งเข้ามาทำการบันทึกเสียง นายเตีย จึงเข้าไปเจรจาให้นายช่างผู้นั้นบันทึกเสียงให้ตนด้วย โดยการบันทึกขณะนั้นยังไม่ใช้ระบบไฟฟ้า เป็นการร้องและเล่นดนตรีให้เสียงผ่านเข้าไปในดอกลำโพง ให้คลื่นเสียงไปขูดเป็นร่องบนแผ่นขี้ผึ้ง ในครั้งแรกนั้นได้บันทึก เพลงรับร้องด้วยวงดนตรีประเภทต่างๆ เช่น แตรวง พิณพาทย์ และเครื่องสาย เมื่อบันทึกเสียงเสร็จแล้วก็ส่งกระบอกขี้ผึ้งไปยังต่างประเทศเพื่อทำเป็นแผ่นเสียงกลับมา โดยนายเตียได้ออกแบบเครื่องหมายการค้าตรา กระต่าย อันเป็นปีเกิดของตน ปิดทับตราเครื่องหมายการค้าของฝรั่งเสียอีกทีหนึ่ง

ในการบันทึกเสียงครั้งที่ 2 พ.ศ.2471 บันทึกเสียงเพลง เขมรไทรโยค แทนบทร้องเดิมที่หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตะวาภัย) ร้องไว้จากเรื่อง วั่งตี่ เริ่มบันทึกละครร้อง ละครปราโมทัย (ปรีดาลัย) ขณะเดียวกันก็พยายามหาความรู้จากการสังเกต ซักถาม ช่างฝรั่ง จนฝรั่งหวงวิชาระแวงไม่กล้าให้เข้าไปดูการทำงานของ ซาววด์เอ็นจิเนียร์ในห้องเครื่อง

ครั้งที่ 3 ในปี พ.ศ.2473 บันทึกเสียงละครร้องเช่นของ คณะ ศรีพัฒนา (ศรีโอภาส) ทิดเขียว(สิน ศรีบุญเรือง) ซึ่งลงขันผลิตร่วมกับ พรานบูรพ์ (จวงจันทร์ จันทร์คณา) เป็นเพลงไทยเนื้อเต็ม โดยใช้วงเครื่องสายฝรั่งบรรเลงแทนปี่พาทย์ที่ใช้มาแต่ดั้งเดิม

จากนั้น เกิดภาวะ เศรษฐกิจตกต่ำ และเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงทิ้งช่วงการบันทึกเสียงในครั้งที่ 4 มาจนถึงปี พ.ศ.2478 โดยนายเตียได้สร้างวง แยสแบนด์ของตัวเอง และได้บันทึกเพลงสากลที่แปลงมาจากเพลงไทยรวมถึงเพลงละครจำนวนมาก เช่น จันทร์เจ้าขา โรสิตา ห้วยแก้ว โดยเปลี่ยนแปลงรูปโฉมกระต่ายน้อยให้เป็นสีทองลอยเด่นบนแผ่นกระดาษกลมสีแดง

ในครั้งที่ 5 พ.ศ.2480 บันทึกเพลงละครของหลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งเป็นอธิบดีกรมศิลปากรในสมัยนั้น และเพลงของท่านกำลังเป็นที่ขึ้นหม้อ นอกนั้นก็เป็นเพลงละคร เช่น แสนหวี โชคมนุษย์ น้ำทะเล อนุสาวรีย์ไทย อีกทั้งยังได้บันทึกเสียงเพลงพื้นเมืองเชียงใหม่ โดยตามช่างซอจากเมืองเหนือบันทึกลงแผ่น ที่ยังคงติดปะพะยี่ห้อกระต่ายน้อยเป็นสำคัญ หากครานี้อยู่บนวงกลมสีน้ำเงิน

ครั้งที่ 6 พ.ศ.2481 คราวนี้มาแปลกบันทึกแผ่นเสียงสำหรับเป็นสื่อการสอนเพื่อใช้ในโรงเรียน ต่างๆตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด มีนักร้องนักดนตรีชื่อดังหลายท่านที่ฝากผลงานไว้ เช่น หลวงเสียงเสนาะกรรณ (พัน มุกตะวาภัย) ครูเชื้อ นักร้อง โดยครูพริ้ง ดนตรีรส ตีระนาดเอก และควบคุมวงดนตรี

ครั้งที่ 7 พ.ศ.2482 หันมาเจาะตลาดภูมิภาคอีกครั้ง มีเพลงพื้นเมือง พายัพ ภาคอิสาน ภาคกลาง ภาคใต้ ซอเชียงใหม่ หมอลำ หมอแคน เพลงโคราช หนังตะลุง มโนราห์ มากันครันครบ

รวมถึงการบันทึกเสียงร้องครั้งแรกของ ด.ญ.จุรี ซึ่งเมื่อแตกเนื้อสาวเธอได้กลายเป็นดาวเด่นประดับวงการเป็นขวัญใจและเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงในชื่อ มัณฑนา โมรากุล

แต่เพลงที่บันทึกเสียงในครั้งนั้นที่สามารถทำยอดขายได้อย่างถล่มทลายก็คือ เพลง น้ำเหนือบ่า ของครูพิมพ์ พวงนาค ซึ่งประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ น้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2485

ครั้งที่ 8 พ.ศ.2483 บันทึกเสียงผลงานเพลงของหลวงวิจิตรวาทการ เพิ่มเติมจากครั้งที่แล้วจากละครเรื่อง เจ้าหญิงแสนหวี เบญจเพส มหาเทวี ศึกถลาง โดยได้นางเอกดาวรุ่งของกรมศิลปากรในขณะนั้น คือลัดดา สารตายน (ศิลปบรรเลง) มาบันทึกเสียงร้องไว้หลายเพลง รวมทั้งเพลงปลุกใจอีกจำนวนมาก เช่นตื่นเถิดชาวไทย เลือดไทย ถิ่นไทย แหล่งไทย รักไทย รวมไทย ไทยก้าวหน้า เป็นต้น

ในช่วงก่อนสงครามมหาเอเซียบุรพา ได้เริ่มบันทึกเสียงวงสุนทราภรณ์ โดยครูเอื้อ สุนทรสนาน วินัย จุลบุษปะ ร้องเพลงทาษน้ำเงินเป็นเพลงแรก และเมื่อสงครามเริ่มก่อตัวขึ้น กองทัพลูกพระอาทิตย์ก็ยาตราเข้าสยามประเทศในปี พ.ศ.2484 เกิดการสูญเสียทุกหัวระแหงทั้งชีวิตและทรัพย์สิน การบันทึกเสียงหยุดชะงัก โรงงานแผ่นเสียงที่เยอรมันถูกทำลาย รวมถึงภรรยาของนายเตียก็เป็นหนึ่งในผู้เคราะห็ร้ายในสงครามครั้งนั้น

เมื่อสงครามสงบ นายเตียได้กราบบังคลทูลขอพระบรมราชานุญาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 นำเพลงพระราชนิพนธ์ สายฝน ยามเย็น ชะตาชีวิต และใกล้รุ่ง มาบันทึกเสียง โดยปันผลกำไรส่งไปบำรุง โรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี

หลังจากนั้นยังมีการบันทึกเสียงต่ออีกหลายครั้ง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น เทปบันทึกเสียงเริ่มเข้ามาครองตลาดผู้บริโภคด้วยความสะดวกในการใช้งานและราคาที่ถูกกว่า แผ่นเสียงจึงค่อยๆลดความนิยมและค่อยๆเลือนหายไปจากสังคม

กระทั่ง นาย ต.เง็กชวน ถึงแก่กรรม ในวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 ( 81 ปี)

77 ปีแล้ว นับจากวันที่แผ่นเสียงตรากระต่ายได้ทำหน้าที่ขับกล่อมผู้คนและรับใช้สังคมมาอย่างซื่อสัตย์ แม้ว่าปัจจุบันได้เลิกลากิจการไปด้วยเหตุปัจจัยแห่งยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง หากแต่แผ่นเสียงตรากระต่าย ของ นาย ต.เง็กชวน ได้ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ เรื่องราวต่างๆให้ลูกหลานไทยได้เรียนรู้ มากมาย

ปัจจุบันบริเวณสี่แยกบางลำพู บ้านเลขที่ 100-102 ริมถนนพระสุเมรุ ห้าง ต.เง็กชวน ยังคงยืนสงบนิ่งมั่นคงอยู่ท่ามกลางสังคมเมืองที่รีบเร่ง และก็นับว่าเป็นข่าวดีที่อีกไม่นาน ห้าง ต.เง็กชวน จะเปิดตัวขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมสิ่งของเครื่องที่เกี่ยวข้องกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง ผลงานเพลงที่บันทึกเสียง ภาพถ่ายศิลปินในสังกัด และอื่นๆอีกมากมายที่บอกเล่าเรื่องราวเส้นทางการเดินทางของแผ่นเสียงตรากระต่าย ให้ได้ชื่นชมกัน

หาก แต่ในวันนี้ ถ้ามีโอกาสเดินผ่าน ขอเชิญขวนลองแวะเข้าไปชิมขนมเบื้อง แม่ประภา ฝีมือลูกหลานนายเตีย แล้วค่อยๆซึมซับบรรยากาศ รอบๆตัว

ไม่แน่คุณอาจจะได้ยินเสียงกระต่ายน้อยตัวนี้ร้องเพลงอยู่ก็ได้ ..

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from ตาม - 13/10/2010 at 20:08

ผมป็นคนหนึ่งที่ยังชอบเพลงเก่า…ขอขอบคุณ คุณ ต.เง้กชวน