ศิลปวัฒนธรรม “ปี่พาทย์มอญ และ พี่น้องอีกคนที่สูญหาย”

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน มีนาคม 2545 ,หน้า 41-42

ปี่พาทย์มอญ และ พี่น้องอีกคนที่สูญหาย

นายยางสน..คนบางขวาง

12 กุมภาพันธ์ 2545

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีสามพี่น้องครอบครัวนักดนตรีปี่พาทย์มอญ อพยพหนีภัยสงครามแบกฆ้องมอญซึ่งได้ตัดร้านฆ้องออกเป็น 3 ส่วน แล้วแยกลูกฆ้องใส่กระบุงไว้ แล้วช่วยกันหาบข้ามเขตชายขอบทางเมืองตากหวังเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม และก็ได้ลงหลักปักฐานอยู่บริเวณเมืองสามโคก (ปทุมธานี) โดยคงไม่ได้คิดว่าในภายภาคหน้าเครื่องดนตรีนำเข้าที่อุตสาหะกะเตงกันแต่ครั้งนั้นจะแพร่หลายขยายเผ่าพันธุ์ยึดสัมปทานงานสวดศพ งานเผาผี อยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองสยามประเทศเช่นทุกวันนี้

8 กุมภาพันธ์ 2545 ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ร่วมกับชมรมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยรังสิต จัดโครงการสัมมนาทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 4 เรื่อง ดนตรีมอญ ภูมิปัญญาท้องถิ่น จังหวัดปทุมธานี ณ อาคารสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยรังสิต โดยมีวิทยากรมาให้ความรู้หลายท่าน

ช่วงเช้า รศ.ดร.สุจริตลักษณ์ ดีผดุง จากสถาบันวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเพื่อชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล มาบรรยายเรื่อง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมมอญในประเทศไทย ตามด้วย การบรรยายเรื่อง วัฒนธรรมดนตรีมอญในจังหวัดปทุมธานี โดย อ.นาฏยา สุวรรณทรัพย์ (ผู้อำนวยการสำนักศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์) อ.สมาน น้อยนิตย์ (สถาบันนาฏดุริยางค์ศิลป์ กรมศิลปากร) และ อ.สมเกียรติ หอมยก (ศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยรังสิต) พร้อมฟังเพลงมอญ จากวงปี่พาทย์มอญตำรับดั้งเดิม วงดนตรีเจริญ

ช่วงบ่าย เป็นการนำเสนอผลงานวิจัย เรื่อง วิเคราะห์กรณีมือขวางในฆ้องมอญวงใหญ่ โดย ดร.เฉลิมศักดิ์ พิกุลศรี (มหาวิทยาลัยขอนแก่น) ก่อนที่จะได้ฟังการสาธิตปี่พาทย์มอญ และชมการแสดงรำมอญ

ปี่พาทย์มอญเข้ามามีบทบาทในสังคมชาวบ้านในสยามตั้งแต่เมื่อใด ยังไม่ทราบ แต่ เรื่องที่ปี่พาทย์มอญเข้ามามีบทบาทในงานหลวงเป็นครั้งแรกทราบว่ามีลายพระหัตถ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ อรรถาธิบายไว้ว่า

ปี่พาทย์มอญทำในงานหลวงครั้งแรก เมื่องานพระศพสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ด้วยทูลกระหม่อมทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เป็นเชื้อมอญ จึงโปรดให้มีปี่พาทย์มอญเพิ่มขึ้น ..คนภายนอกอาจจะเอาอย่างงานศพหลวงไปเพิ่ม หรือไปหาเฉพาะปี่พาทย์มอญ มาทำงานศพโดยไม่รู้เหตุเดิม แล้วทำตามกันต่อๆมา จนเลยเข้าใจว่า งานศพต้องมีปี่พาทย์มอญจึงจะเป็นศพผู้ดี..อันที่จริง ปี่พาทย์มอญเขาใช้ทั้งงานมงคลและงานศพเหมือนกับปี่พาทย์ไทย

ก็คงทำให้เข้าใจได้ประการหนึ่งว่าทำไมปี่พาทย์มอญถึงแพร่หลายเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผี

แล้วพี่น้องนักดนตรีปี่พาทย์มอญรุ่นบุกเบิกที่กล่าวไว้ข้างต้นนั้นล่ะ เป็นตายร้ายดีประการใด เท่าที่สืบสาวกันได้ ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 มีนักดนตรีคนสำคัญสองท่านที่ควรกล่าวถึง คือ

ครูเจิ้น ดนตรีเสนาะ เกิดในเมืองไทย แต่บรรพบุรุษของท่านได้อพยพเข้ามา โดยแบกฆ้องมอญ ซึ่งตัดเป็นสามส่วนเข้ามาด้วย แล้วมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณอำเภอเมือง จังปทุมธานี และได้ถ่ายทอดเพลงมอญให้ลูกหลานไว้มาก เมื่ออายุครบเกณฑ์ทหาร ก็ได้เข้าไปเป็นทหารเรือ ซึ่งในขณะนั้น กรมพระนครสวรรค์ฯ (ทูนกระหม่อมบริพัตร) ดำรงตำแหน่งจอมทัพเรือ ทำให้มีโอกาสได้เห็นครูเจิ้นตีฆ้องมอญ อยู่เนืองๆ เป็นที่โปรดปราน และได้เรียกให้ไปตีถวายอยู่หลายครั้ง พ้นจากการเป็นทหารเรือครูเจิ้นก็กลับไปเป็นนายวงปี่พาทย์มอญ สร้างชื่อเสียงเป็นอันมาก

ครูสุ่ม ดนตรีเจริญ เกิดในเมืองไทย มีเรื่องเล่าว่า บรรพบุรุษของท่านก็แบกฆ้องมอญเข้ามาเหมือนกัน แต่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ช่วงปากคลองบางโพธิ์เหนือ ตำบลบางปรอก อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี ครูสุ่มได้ถ่ายทอดเพลงมอญให้ลูกหลาน และลูกศิษย์ไว้มาก จนกระทั่งมีชื่อเสียง แล้วจึงย้ายเข้ามากรุงเทพ (พ.ศ.2462) มาพำนักอยู่บริเวณริมคลองวัดสระเกศ ซึ่งใกล้กับสำนักดนตรีชื่อดังในขณะนั้นคือ บ้านศิลปบรรเลง หรือ บ้านบาตร ของคุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ทำให้ได้มีโอกาสได้แวะเวียนไปมาหาสู่แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันอย่างสม่ำเสมอ

คุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ นับถือครูสุ่มว่าเป็นครูใหญ่ในเชิงปี่พาทย์มอญ และได้นำเพลงมอญที่ได้ศึกษาจากครูสุ่มมาถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ของท่าน รวมทั้งได้สร้างเพลงไทยสำเนียงมอญขึ้นมาอีกจำนวนมาก คุณครูหลวงประดิษฐไพเราะ ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงดนตรีได้อุปการะหางานบรรเลงดนตรีและรับงานปี่พาทย์มอญให้ครูสุ่ม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้การเติบโตของวงการปี่พาทย์มอญเป็นไปอย่างรวดเร็วในระยะต่อมา จนแทบจะเรียกได้ว่ากระบวนเพลงมอญทั้งหลายเป็นหลักสูตรภาคบังคับในการทำมาหาเลี้ยงชีพของคนปี่พาทย์ทุกบ้าน ทุกคณะทีเดียว

วัฒนธรรมมอญ ดนตรีมอญยังมีเรื่องให้เรียนรู้ ให้ศึกษาศึกษาอยู่อีกมาก ซึ่งจะทำให้สามารถประติดประต่อความรู้ เรื่องราวที่บอกเล่า ที่มา ที่ไปในการก่อร่างสร้างชุมชนในย่านอุษา คเนย์นี้ได้เป็นอย่างดี

อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้จักตนเองดีขึ้น

แต่ที่อยากรู้ตอนนี้ คือ เรื่องพี่น้องสามคนที่แบกฆ้องมอญเข้ามา ถ้าคนแรกเป็นสายดนตรีเจริญ คนที่สองเป็นสายดนตรีเสนาะ แล้วคนที่สามล่ะ หายไปไหน..

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: No Comments