ศิลปวัฒนธรรม “ผีสามบาท ตอนท่อนแขนนางรำ” ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูกลอง

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ 2545 ,หน้า 144-145

ผีสามบาท ตอนท่อนแขนนางรำ ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูกลอง

นายยางสน..คนบางขวาง

มกราคม 2545

120 บาทที่ซื้อเวลาเกือบสามชั่วโมง นั่งชมหนังผีฝีมือคนไทย ในแบบที่ผู้แสดงไม่จำเป็นต้องวิ่งไล่ แย่งกันลงตุ่มให้เมื่อยตุ้มกันทั้งเรื่อง

ผีสามบาท เป็นการเล่าเรื่องสยองขวัญ สามเรื่อง สามรส จากค่าย อาร์ เอส ฟิล์ม ค่ายเพลงที่หันมาทำหนัง ทำเงิน กันอย่างเต็มตัว เต็มกระเป๋า .

ก็รอแต่ว่าเมื่อไหร่จะลองมาเป็นโต้โผลิเก ปี่พาทย์ดูซักตั้ง เผื่อจะได้มีสาวสายเดี่ยว เอวลอย มานั่งกรี๊ด คนระนาด คนปี่ ให้เป็นที่บำรุงจิตบำเรอใจชาวดนตรีไทยกันบ้าง พอ เพ้อเจ้อ

เรื่องแรก ท่อนแขนนางรำ เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความรัก (กำกับโดย พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม)

เรื่องที่สอง น้ำมันพราย เรื่องของตัณหา ความใคร่ (กำกับโดย พิสุทธิ์ แพร่แสงเอี่ยม)

เรื่องที่สาม จองเวร จากความอาฆาต พยาบาท แค้นต้องชำระ (กำกับโดย อ็อก ไซด์ แปง)

แต่ที่อยากเขียนถึงคือ เรื่องแรก ท่อนแขนนางรำ สร้างจากเรื่องสั้นของมนัส จรรยงค์

เป็นเรื่องที่อยากดู และเป็นเหตุที่ทำให้ต้องเสียสตางค์ และก็พลอยทำให้ต้องเสียอารมณ์ในเวลาต่อมา เพราะดูจะเป็นเรื่องที่อ่อนที่สุดในการใช้บทและภาพเล่าเรื่อง เพื่อกระตุ้นอารมณ์ และสร้างความสมจริง ยังไม่รวมถึงเพลงประกอบที่แว่วเข้ามาทางหูซ้าย แล้วก็หายไปทางหูขวา อย่างไม่มีอะไรให้จดจำ

(คำเตือน .โปรดใช้วิจารณยานในการอ่าน เพราะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว)

เรื่องย่อมีอยู่ว่า ไอ้โหงด หนุ่มรูปอัปลักษณ์ร่างพิการ หลงรัก สาวนางรำชื่อผกา ที่เป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ยังแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกัน พอโตเป็นหนุ่มเหน้า สาวสวย ก็คงจะอยากชวนแก้ผ้าอาบน้ำรำลึกความหลังกันอีก แต่แล้วสาวเจ้าไม่เล่นด้วย ก็เลยตัดบททำนองว่า

พี่โหงด..ผการักพี่โหงดนะ แต่รักแบบพี่ชาย .

ว่าแล้วก็ไปเล่นหู เล่นตากับหนุ่มหล่อนักปี่พาทย์ (ที่หมายตาว่าจะรักแบบ ผู้ชาย )บ้านอื่นเข้า

จากความรักกลายเป็นหลง พาลหึงหวง แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ

ฉับ..! (เอ่อ..อันนี้ไม่ใช่เสียงของฉิ่งนะครับ เป็นเสียงที่เกิดจากกริยาการตัดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง..)

..ว่าแล้วไอ้โหงดก็เลยตัดแขนสาวเจ้าแล้วยัดใส่ไว้ในกลองทัด

เรียกว่าถ้าข้าไม่ได้แอ้ม เอ็งก็ต้องอดเหมือนกัน

เรื่องราวหลังจากนั้นก็เป็นเรื่องวิญญานรักอาฆาตแค้น เป็นอย่างไร เอาไว้แค่นี้ ต้องไปดูเอง

แต่ที่น่าสนใจ และยังเป็นปัญหาก็อยู่ที่กลองนี่ล่ะ ..

มีอยู่ฉากหนึ่ง จางวางเชื่อมตัวละครสำคัญตัวหนึ่งในเรื่อง นั่งทำกลองอยู่เข้าใจว่าเป็นกลองทัดเจ้าปัญหาใบนั้น ซึ่งผู้ทำกลองก็ได้จารึกอักษรย่อ ตัว ช. อันหมายถึงจางวางเชื่อม ครูปี่พาทย์ผู้มีชื่อเสียง ไว้ที่หุ่นกลอง (ถ้าสร้างในปัจจุบัน ก็อาจจะพาลคิดไปถึง ช.การช่าง ที่ติดอยู่ตามสิ่งก่อสร้างต่างๆทั่วบ้านทั่วเมืองหรือ (สม)ชัย ดนตรีไทย วัดยาง เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องดนตรีชื่อดังอะไรเทือกนั้น)

พอทำหุ่นกลองเสร็จ ก่อนจะขึ้นหนัง ท่านจางวางก็บริกรรมถาคา ขมุบขมิบ จับใจความไม่ได้ ครั้นจะให้พูดอีกทีก็คงไม่เหมือนเดิม พร้อมกันนั้นก็ใส่เครื่องลางของขลังไว้ในหุ่นกลองเท่าที่เห็นเหมือนเส้นผมหรืออะไรทำนองนั้น

ทำไมต้องใส่..ใส่อะไร ใครเป็นคนใส่ แล้วทำไมต้องใส่ในกลอง ในปี่ ในระนาด ไม่ได้หรือไง ว่ากันว่าเรื่องของการสร้างกลองบางชนิดมีขั้นตอนพิธีกรรม พิธีกูมากมาย สูตรใคร สูตรมัน

เห็นทีต้องสืบสาวกันยืดยาว หรือวานผู้รู้ช่วยขยายความต่อให้หายสงสัยด้วยจักเป็นพระคุณ

นั่นคือกลองในหนัง ทีนี้มาดูกลองจริงๆที่มีชื่อเสียง มีความสำคัญ หรือแม้กระทั่งเฮี้ยนไม่แพ้กันบ้างดีกว่า

ต้นรัตนโกสินทร์ มีหอกลองตั้งอยู่ที่สวนเจ้าเชษฐ์ (ปัจจุบันคือกรมรักษาดินแดน) เป็นหอสูงสามชั้น แขวนกลองไว้สามใบ ใบแรกอยู่ล่างสุดชื่อ กลองย่ำสุริย์ศรี ใช้ตีตอนย่ำค่ำ ใบที่สองอยู่ชั้นกลาง ชื่อ กลองอัคคีพินาศ ตีแจ้งเหตุไฟไหม้ ชั้นบนสุดชื่อ กลองพิฆาตไพรี เป็นกลองสัญญาณศึก นอกจากนั้นภายในหอกลองยังเป็นที่ประดิษฐานของเทวรูป เจ้าพ่อหอกลอง

หอกลองถูกรื้อในสมัยรัชกาลที่ 5 จากนั้นเป็นต้นมาเจ้าพ่อหอกลองจึงย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองให้ประชาชนกราบไหว้บูชา

แล้วกลองไปอยู่ที่ไหน..

ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีกลองสำคัญชื่อ กลองวินิจฉัยเภรี ตัวกลองทำด้วยไม้รัก เมื่อมีใครต้องการร้องถวายฎีกา ก็ให้กรมวังมาไขกุญแจตีขึ้น แล้วตำรวจเวรจึงเข้ามารับตัวและนำเรื่องราวเข้ากราบบังคมทูล มาเลิกเสียในสมัยรัชกาลที่ 4

ปัจจุบันกลองวินิจฉัยเภรีซ่อนตัว ซ่อนเสียงอยู่เงียบๆในมุมหนึ่งของพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร

เอาที่ใกล้ตัวหน่อย ที่สำนักดนตรีพาทยโกศล มีกลองทัดโบราณที่เป็นมรดกตกทอดมาแต่ครั้งรัชกาลที่ 2 มีอยู่ 3 ใบ ชื่อ เจ๋อเจ๊อะ แต่เดิมจะใช้ประโคมประกอบโขน ละคร เมื่อเสร็จจากการใช้งานแล้วจะนำมาไว้หน้าแท่นบูชาครู ไม่ได้เอาขึ้นราวกลองเหมือนกลองอื่นๆแต่ภายหลังใช้เป็นกลองเสี่ยงทายประจำตระกูลพาทยโกศล ในยามที่มีคนในบ้านล้มป่วย ถ้าลองเคาะกลองทั้งสามใบแล้วเสียงกลองหย่อนลง เบาลง ผู้ป่วยก็จะมิอาจรอดชีวิต และเมื่อสิ้นชีวิตลงแล้ว หนังกลองก็จะตึงขึ้นมาเอง เป็นที่พิศวงยิ่ง ดังที่อาจารย์ภาวาส บุนนาค ได้ให้สัมภาษณ์อาจารย์หมอพูนพิศ อมาตยกุล ไว้ว่า

สมัยคุณครูหลวงกัลยาณมิตตรวาส (ทับ พาทยโกศล) บิดาคุณครูจางวางทั่ว และตัวครูจางวางทั่ว เมื่อตอนเจ็บหนัก คุณทวดแสง ภรรยาคุณครูทับ และคุณย่าปลั่ง ภรรยาคุณครูจางวางทั่ว ได้ไปเคาะที่หน้ากลองทั้งสามใบ หน้ากลองทั้งสามใบยุบลง ตีไม่มีเสียงดัง เหมือนกับจะบอกให้รู้ว่าทั้งคุณครูทับ และคุณครูจางวางทั่ว ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เมื่อสิ้นครูทั้งสองแล้ว หน้ากลองทั้งสามใบก็ตึง และตีดังเหมือนเดิม

ปัจจุบัน กลองเจ๋อเจ๊อะ ยังคงตั้งเด่นบนเรือนเครื่องดังเช่นที่เป็นมาร่วม 150 ปี

ยังมีเรื่องราวและบทบาทที่น่าสนใจของกลอง เครื่องดนตรีมหัศจรรย์ที่แทรกตัว แทรกเสียงเข้าไปรับใช้สังคมทุกชนชั้นอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประกอบสัมมาชีพของวนิพก กองทัพฉิ่งฉาบทัวร์ กองเชียร์กีฬา การแสดงมหรสพต่างๆตั้งแต่หมอลำยันคลาสสิค พิธีกรรมโบราณราชประเพณี การเซ่นสรวงบูชา หรือจนกระทั่ง เป็นที่สถิตย์ของเทพ เทวดา ให้กราบไหว้เคารพ บนบาลขอโชคลาภ

ถ้าอยากรู้เรื่องราวของกลองที่มีสาระมีคุณค่าทางสมองมากกว่านี้ แนะนำหนังสือ ยังไม่สิ้นเสียงกลอง เขียนโดย คนคลั่งกลอง อ.อานันท์ นาคคง ในวาระพิธีไหว้ครูดนตรีไทย (พ.ศ.2537)ของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คิดว่าท่านคงมีเหลือพอที่จะแจกจ่ายกันให้อ่านได้บ้าง สำคัญที่จะตามตัวท่านได้ที่ไหนมากกว่า

ส่วนผีสามบาท ตอนนี้ได้ข่าวว่ากลายเป็น ผีห้าสิบล้านแล้ว

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from ธนาพร - 28/03/2014 at 11:42

สรุปครูจางวางเชื่อมมีตัวตนจริงไหมครับครูจางวางทั่วทราบแล้วครับว่ามี. ขอบคุณมากครับที่ให้ความรู้