ศิลปวัฒนธรรม “สมชาย ทับพร คนขายเสียงกรมศิลปากร”

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือน พฤษภาคม 2545 ,หน้า 36-38

สมชาย ทับพร

คนขายเสียงกรมศิลปากร

นายยางสน..คนบางขวาง

ความจริงไม่ได้อยากมาร้องเพลง เป็นนักร้องอะไรหรอก อยากเป็นตำรวจมากกว่า

แต่ในวันนี้ เสียงของครูสมชาย ทับพรนักร้องที่เสียงแปลกเป็นเอกลักษณ์ผู้นี้ได้ถูกบันทึกลงแถบบันทึกเสียงทำหน้าที่ขับกล่อมให้ความบันเทิงแก่มิตรรักแฟนเพลงมามากกว่า 60 ชุดเข้าให้แล้ว

ครูสมชาย ทับพร เกิดเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2491 ใน ครอบครัวชาวสวนย่านตำบลบ้านกร่าง อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี บิดาชื่อนายชิด มารดาชื่อทองเจือ (ถึงแก่กรรม) ซึ่งไม่ได้มีเชื้อสายทางดนตรี มีพี่น้อง 10 คน ตัวเองเป็นคนที่ 2 ทุกคนในครอบครัวเสียงดี อาจจะเป็นเพราะได้เชื้อมาจากตาพลอย ตาแท้ๆที่เป็นหมอทำขวัญนาคมีชื่อ

แรกหัดที่วัดน้อยใน

ผมเรียนประถม วัดไทยเจริญ มาต่อที่วัดน้อยในจนจบ มศ.3 แล้วไปเข้าวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จ ที่จริงอยากเป็นทหารนะ แต่อายุเรายังไม่ถึงเกณฑ์ ตอนนั้นอายุแค่ 15 ก็เลยต้องเรียนครู แต่ใจไม่อยากเป็นครู แล้วก็มามีประสบการณ์ไม่ค่อยประทับใจตอนที่ไปฝึกสอนที่วัดรวกบางบำหรุ ไปสอนอังกะลุง กับกลองแขก ก็พอเล่นได้นะ สอนได้ แต่เพราะเราใจร้อน เป็นครูไม่ได้ แต่เราก็ชอบร้องเพลง ประเภทเพลงลูกทุ่ง นี่ได้รางวัลมาเยอะเหมือนกัน

ครูสมชาย เริ่มหัดร้องเพลงกับครูบำรุง สอนสังข์ ซึ่งเป็นครูพิเศษสอนอยู่ที่ โรงเรียนวัดน้อยใน และเป็นนักร้องประจำให้กับวงโรงงานสุราบางยี่ขัน โดยตามไปเรียนที่บ้านแถววัดชัยพฤกษ์ ตลิ่งชัน แล้วก็ได้เรียนเพิ่มเติมกับครูเฉลิม ท้วมมา ที่โรงเรียนวัดน้อยใน

นอกจากหัดร้องเพลงแล้ว ยังเคยเป็นคนกลองแขกในวงอังกะลุงของโรงเรียนวัดน้อยใน ประกวดในงานงานศิลปหัตกรรมอีกด้วย ซึ่งในขณะนั้นก็มีวงอังกะลุงอื่นที่มีชื่อเสียง เช่น โรงเรียนศรีบุญญานนท์ (ครูผล กิจขันธ์) วัดแจงร้อน วัดเขมาภิตาราม(ครูนาม พุ่มอยู่)

ผมชอบเล่นกีฬา ชอบชกมวยเคย ขึ้นเวทีจริงๆมาแล้ว ตะกร้อลอดบ่วงมีชื่อ ไม่เคยกลัวใคร ส่วนเรื่องดนตรีที่จริงผมสมัครเรียนเครื่องสาย เรียนไวโอลินนะ แต่ครูไม่รับ เพราะไม่รู้โน้ต ให้เอาเงินมา10 บาทซื้อไปซื้อขลุ่ยมาหัดเองแล้วกัน พอตอนหลังคนกลองแขกขาด ก็เลยเลยได้เข้าไปตี

ในวงโรงเรียนวัดน้อยในขณะนั้น มีนักร้องรุ่นพี่ชื่อบุหงา นาคพลั้ง ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในปัจจุบัน มีนักร้องชายที่ร้องคู่กันชื่อบุญเลิศ อยู่แจ้ง ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพระเอกลิเกชื่อคณะ เอกเลิศชาย อยู่ละแวกตลิ่งชัน ซึ่งก็เกือบจะทำให้ครูสมชายกลายเป็นพระเอกลิเกอยู่เหมือนกัน

ผมเคยตามเพื่อนไปหัดลิเกเหมือนกันนะ แต่นางเอกไม่สวย เลยไม่อยากเล่น

ปีสุดท้ายที่โรงเรียนวัดน้อยในก็ได้ร้องแทนบุหงา ได้ที่ 3 รู้สึกจะเป็นเพลงโสมส่องแสง ลาวเสี่ยงเทียน เป็นการประกวดเวทีแรก ประมาณปี 2505 แต่ก็ยังไม่สนใจอะไรมาก ชอบ ร้องแต่เพลงลูกทุ่ง

อาจารย์ที่วัดน้อยในจำผมแม่นเพราะ ทำอะไรสารพัด ยกเว้นเรียนหนังสือ

ในช่วงนั้นครูสมชายยังได้มีโอกาสได้เรียนการร้องเพลงกับครูที่สำคัญอีกสองท่านคือ ครูกาหลง พึ่งทองคำ และครูนกเล็ก เกตรา

แรกๆผมร้องเพี้ยน พี่นกเล็ก ก็มาช่วยแก้ไขให้ ให้ไล่เสียงกับระนาดให้ทุกเช้า เคาะระนาดทุ้มให้ชินเสียง ส่วนครูกาหลง ผมก็ต้องพายเรือไปต่อเพลง พายไปเป็นชั่งโมงนะ ก็ร้องตาม แล้วก็จดโน้ตเอื้อนไปด้วย

ครูกาหลงชวนไปงาน ไปประชันกับวงบางใหญ่ ไม่รู้ว่าไปประชันกัน ร้องได้ 3-4 เพลง จีนขิมใหญ่ เขมรราชบุรี ต่อเพลงวันละ 3 เถา ต่อเร็ว ให้ร้องก็ร้อง ไม่ตื่นเต้นหรอก เพราะ ร้องอังกะลุงมาเยอะแล้ว

ชีวิตไม่เคยคิดว่าต้องเป็นนักร้องอาชีพ แต่เริ่มสนุกเพราะมีงานประชันมากยิ่งขึ้น สนุก นะแต่ไม่ได้เงินหรอก

เกือบได้เป็นนักร้องลูกทุ่ง

พระพรภิรมย์เคยชักชวนให้ไปร้องเพลงกับวงจุฬารัตน์ ตอนนั้น วงจุฬารัตน์ไปเล่นที่วัดไทยเจริญ แล้วให้ผมร้อง 2 เพลง แล้วก็จะชวนไปอยู่ด้วยเลย แต่ปรากฏว่า คนดูแย่งกันเข้ามาดูฟรี ดนตรีเลยต้องเลิกก่อนกำหนด ประมาณ 4 ทุ่ม จริงๆต้องประมาณสองยาม ก็เลยไม่ได้ร้อง

อีกครั้งหนึ่งที่เกือบจะได้เป็นนักร้อง ก็วงของจำรัส วิภาตวัฒน์ รายการแมวมอง มาเล่นที่วัดไทยเจริญ เกิดฝนตก ดนตรีเล่นไม่ได้ ทางวงเลยประกาศหานักร้องมาร้องโชว์สดๆ ผมเลยขึ้นไปร้องเพลงของก้าน แก้วสุพรรณ วงเลยชวนมาอยู่ด้วย แต่ผมไม่มีญาติอยู่กรุงเทพเลย เลยไม่ได้เข้ามาอยู่ ก็ชวดไปอีกครั้ง แต่ในช่วงนั้นก็ยังร้องประกวดตามงานวัดอยู่เรื่อยๆ เป็นกองเชียร์รำวง เขาหานักรำมาจากที่อื่น ที่จำได้ก็มีป่าสักคอมโบ(สระบุรี) เอานางรำมา แล้วเราก็ร้องเพลง สากลพวก ริมโบร็อค สามช่า บิกิน

เกือบรุ่งที่บ้านสมเด็จ

จบ ปกส.ต้น ผมก็เข้ามาเรียนที่บ้านสมเด็จ ที่นี่มีชมรมดนตรี ได้เจอ อ.สงัด ภูเขาทอง ท่านก็ชวนเข้าชมรม ได้เริ่มร้องเพลงไทยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว สลับกับตีโทน ตีกลองแขกบ้าง ตอนนั้นครูเทวาประสิทธิ์ พาทยโกศลยังมาสอนอยู่ แต่ผมไม่รู้จัก

ตอนหลังผมกลับไปเรียนบ้านสมเด็จ สมัยอธิบดีทวีศักดิ์ เสนาณรงค์ ไปเรียนรุ่นเดียวกับ ครูเหม็ง ครูปี๊บ แต่ก็โดนบัตรสนเท่ห์เรื่องลาเรียน ขาดงาน ก็เลยต้องเลิกเรียน

ความสำเร็จครั้งสำคัญ

ในการประกวดร้องเพลงที่ช่อง 4 บางขุนพรหม รายการปัญหาสารพัดของ จำนง รังสิกุล นักร้องที่เข้าประกวดจะต้องมีความรู้ไม่เกิน ม.ศ.5 ในครั้งนั้นนักร้องมีชื่ออีกท่านหนึ่งคือครูสมบัติ สังเวียนทองได้ร่วมประกวดด้วย

เตรียมเพลงแขกมอญบางช้างที่ต่อกับครูนกเล็กมา ผมก็ไม่รู้ว่าต้องผ่าน รอบหนึ่ง รอบสองมาก่อน ในวันประกวดผมก็มาแต่เช้า แต่ไม่มีใครมา สักพักก็เจอพระพรภิรมย์ ท่านก็ถามว่ามาทำไม พอท่านทราบว่าผมจะมาประกวด ท่านก็บอกให้นั่งรอ ครูสุรางค์ ดุริยพันธุ์ หม่อมหลวงขาบ กุญชร ณ อยุธยา จำได้ว่าตอนนั้นครูปื๊ด ตีระนาด ครูสมพงษ์ตีกลอง ท่านก็บอกว่าวันนี้เป็นวันชิงชนะเลิศทำไมพึ่งมา ไหนลองร้องให้ฟังซิ พอผมร้องจบปรากฏว่ากรรมการให้เข้ารอบเลย ผมก็งงเหมือนกันประกวดครั้งนั้น ผมได้ที่ 2 ส่วนที่ 1 เป็นของนงลักษณ์ โรจนพันธุ์ซึ่งขณะนั้นเรียนที่โรงเรียนเอี่ยมลออ

มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งเรือขึ้นจากท่าช้างจะไปวัดระฆัง ปรากฏว่ามีคนมองกันเป็นแถว จำผมได้จากการที่ได้ออกโทรทัศน์ในการประกวดครั้งนั้น ชี้กันใหญ่ เลยทำให้รู้สึกฮึกเหิม มีกำลังใจ แล้วก็อยากร้อง อยากเรียนเพลงเพิ่มเติม

พลิกผันเข้ากรมศิลป

งานประชันครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของนักร้องดาวรุ่งสมชาย ทับพรพลิกผันคือคราวที่ไปร้องในวังของพระองค์เจ้าฯ เฉลิมพลฑิฆัมพร

เป็นงานประชัน วงบางม่วง กับวงบางใหญ่ ผมร้องพม่าห้าท่อน เถา แขกเห่ เถา อ.เสรี หวังในธรรม ขณะนั้นเป็นหัวหน้าแผนกดนตรีไทย ก็มาในงานด้วย พอได้ยินผมร้องก็เลยชักชวนมาอยู่ด้วยกัน ตอนนั้นผมก็ไม่รู้จักใคร กับอีกใจหนึ่งผมได้สมัครตำรวจไว้ อยู่ในช่วงที่รอเรียกตัว ผมเลยไม่ได้มา

หลังจากงานนั้นผมก็ไปเจอ อ.เสรี หวังในธรรม ที่งานไหว้ครูบ้านครูพิม นักระนาด ท่านชวนมาอยู่อีก รุ่งเช้าให้เข้ามาเลย พอผมมาปรากฏว่าไม่มีตำแหน่งให้ แต่ท่านบอกว่า ท่านถูกชะตา จัดแจงวิ่งขึ้นลงตึก หาตำแหน่งให้ ก็ไปเจอตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งดนตรีสากล เงินเดือน 500 บาท จะเอามั๊ย ผมก็เท่าไหร่ก็เอา ขอให้ได้ร้องเพลงเถอะ เอาทั้งนั้น

รุ่งขึ้นก็มาทำงานเลย ต้องร้องในละครเรื่องอิเหนา อ.เสรี ก็ต่อเพลงแขกเข้ารีต ม้าย่อง เรียกว่าเป็นคนปี่ต่อเพลงให้คนแรกที่ศิลปากร รู้สึกว่าจะเป็นปี พ.ศ.2512

ครูสมชาย ต่อร้องกับครูแทบจะทุกท่านที่กรมศิลปากร โดยเฉพาะได้เรียนกับครูศรีนาฏ เสริมศิริซึ่งเป็นเพลงทางของท่านครูครูหลวงประดิษฐไพเราะมากเป็นพิเศษ นอกจากนั้นก็ได้มีโอกาสต่อเพลงกับ ครูเชื่อม ครูประเวช ครูแจ้ง ครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต

ศิลปินของประชาชน

จากนั้นมาชื่อและเสียงของครูสมชาย ทับพร ก็เริ่มเป็นที่ติดปาก ติดหู ติดใจของแฟนโขนละครของกรมศิลปากร อีกทั้งยังมีส่วนในการบรรจุเพลงในการแสดงละครของกรมศิลปากรอีกหลายเรื่อง รวมไปถึงแฟนเพลงที่ติดตามผลงานเพลงของวงเสริมมิตรบรรเลง ทางวิทยุกระจายเสียง ก็จะได้ยินเสียงของครูสมชายร่วมร้องอยู่ด้วยเสมอ

ครูแจ้งชวนผมไปร้องกับวงเสริมมิตร ตอนนั้นเข้ากรมศิลปากรแล้ว อายุประมาณ 23-24 จะเจอกันทุกวันเสาร์ ครูเฉลิม บัวทั่งจะเข้ามาต่อเพลงให้คนระนาดหน้าห้องบันทึกเสียงโดยสีซออู้ไป ก็แต่งไปด้วย ช่วงได้ความรู้เพิ่มเติมมากจากครูแสวง วิเศษสุด ครูเฉลิม บัวทั่ง ครูคงศักด์ คำศิริ อีกหลายๆคน คนก็เริ่มรู้จักผมมากขึ้น

ท่านนายพล คนละคร

ผมมีโอกาสได้รู้จักพลตรีอร่าม อยู่สุข (ขณะนั้นยังเป็นพันเอก) ท่านติดตามละครมาตั้งแต่โรงเก่า มีบทเก่าละครมากกว่าศิลปากรอีก ทุกวันนี้ยังมาดูทุกรอบ เป็นประจำ ตอนนั้นท่านเป็นพันเอก ท่านอยากให้อัดเทปให้ไปฟังเป็นส่วนตัว ก็ถามผมว่าจะใช้เงินเท่าไหร่ ผมก็บอกว่า8000 ก็พอ ท่านก็ตกลง..

จากเงิน 8000 บาท ครูสมชายเริ่มต้นการบันทึกเสียงเพลงภาษาขึ้นหนึ่งชุด คือชุดเพลงภาษา โดยการครูกาหลง พึ่งทองคำ เป็นผู้ควบคุมด้านดนตรี โดยบันทึกที่ห้องอัดชินกร ปลายปี พ.ศ. 2525

พออัดเสร็จ ผมก็ลองฟังดู เออ..ของเราน่าจะขายได้ ก็เลยขอพันเอกอร่าม ทำขาย ท่านก็อนุญาติ ผมเลยทำปกเทป ใช้ทุนตัวเอง ลองขายดูที่โรงละคร ปรากฏว่าขายดี หนังสือพิมพ์ลง ก็เลยมีสตางค์ เอามาทำชุดต่อไป

ปัจจุบัน เสียงร้องของครูสมชาย ทับพร ได้บันทึกเพื่อวางจำหน่ายมีทั้งสิ้น 69 ชุดแล้ว

และผู้ที่ร่วมทุกข์ ร่วมสุข อีกทั้งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ โดยเฉพาะเป็นผู้ที่ทำบทละครร้องเรื่องต่างๆที่นำมาบันทึกเสียงมาตั้งแต่ต้นก็คือพลตรีอร่าม อยู่สุข นายทหารผู้ที่ทำให้ นักฟัง โขน ละคร อีกนับไม่ถ้วนได้มีโอกาสชื่นชม และอิ่มเอม ในเสียงของครูสมชาย สุดยอดคนขายเสียง กันอยู่ในทุกวันนี้

Posted: ตุลาคม 22nd, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: No Comments