กัมพุชรำลึก 30 วันของลูกผู้ชายไม้ระนาดบนแผ่นดินกัมพูชา

คุยทางไกล, เวปไซด์ ไทยคิดส์

กัมพุชรำลึก

30 วันของลูกผู้ชายไม้ระนาด

บนผืนแผ่นดินกัมพูชา

นายยางสน…คนบางขวาง

12 กุมภาพันธ์ 2546

ชายบางกอก นอกเมือง พ.ศ.2546

แม้นควันความม่านหมอกที่ปลกคลุมด้วยเหตุแห่งวจีทุจริตที่ได้จาบจ้วงโจษจันปลุกปั่นกระแสคลั่งชาติให้ลูกหลาน เนียงเนียก หมายมาดมุ่งร้าย ซูเปอร์สตาร์ชื่อก้องแห่งท้องถิ่นแหลมทอง น้องกบ สุวนันท์ หรือ เนียงประกายพฤกษ์ ในภาคซาวด์แทรคภาษาเขมร จนกระทั่งฮือห่ามลามลุกเผาแผ่นดินสิ้นไมตรี กับมิตรประเทศที่พันผูกพึ่งพากันมานานกาเล จะจางหายไปจากกระแสความสนใจชนชาวสยามนามประเทืองด้วยอัตสันดานที่ ตื่นง่าย หน่ายเร็ว ประการใด หากแต่ความบอบช้ำจากการณ์ที่อุบัติขึ้นยังคงต้องอาศัยการเยียวยารักษาทั้งกาย ใจ กันอยู่อีกพอสมควร ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์ทางราชการ หรือ ราชกู ใดๆก็ตามที

เม็ดเงินจากการลงทุนด้านธุรกิจท่องเที่ยว อันเป็นรายได้สำคัญของประเทศ ไหนจะ เบี้ย ชิพ อีกจำนวนไม่แพ้กันที่เป็นรายได้นอกระบบคบค้าแบ่งปันฉันท์มิตรของผู้มีอิทธิพล รวมถึงความไว้เนื้อเชื่อใจในความเป็นบ้านพี่เมืองน้องที่เสมอด้วยสิทธิและเกียรติ แห่งความเป็นมนุษย์…ตะ ละ ล่า . ฉับพลันมลายหายไปพร้อมกับเปลวเพลิงที่โหมห่า จะด้วยเพราะเป็นหมากแห่งวิถีทางทางการเมือง หรือด้วย ความรู้สึกต่ำต้อยที่สั่งสมซ่อนเร้นอยู่ในจิตใจของประชาชนกัมพูชา

ลูกเด็ก เล็กแดง นายบ่อน พ่อค้า นายกฯ ล้วนฉิบหายถ้วนทั่ว…

เมื่อการเมืองเป็นเรื่องของผลประโยชน์บริสุทธิ์เสียแล้ว (กล่าวคือ ไม่มีเรื่องคุณธรรม ความถูกต้องมาข้องเกี่ยวด้วย หาใช่ความใสสะอาดไม่..) เส้นแดนแห่งอำนาจ ที่มิอาจยลได้ด้วยตาเนื้อ จึงถูกขีดขวางขั้น แยกแยะ เป็น ของเขา เป็น ของเรา เรื่องเน่าๆมันเลยเคล้าคลุ้งยุ่งเหยิงมิจบสิ้น

แต่ก็ช่างเถิด ทุกสรรพสิ่งย่อม เป็น และ เปลี่ยน ไปตามกาล

มาอ่านเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับดนตรีดีกว่า

พ.ศ.2473 ตามเสด็จฯประพาสอินโดจีน

ย้อนกลับไปครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางรำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯประพาสอินโดจีน (ประเทศเวียดนามและประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) ในปี พ.ศ.2473

การดนตรีและนาฏศิลป์เสมือนเชี่ยนหมากทำที่รับรองแขกบ้าน ต่างเมือง ให้ซาบซึ้งถึงมิตรไมตรีที่หยิบยื่นให้ พร้อมชื่นชมความวิวัฒน์ในเชิงศิลปะที่ยึดถือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ กล่าวง่ายๆ …นัยหนึ่งเพื่อผูกสัมพันธ์ หรืออีกนัยหนึ่งก็เพื่อการอวดโอ่อยู่กลายๆ

ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเล็งเห็นว่า ควรจะนำนักดนตรีไทยในราชสำนักร่วมขบวนเสด็จฯด้วย พระองค์จึงมีพระราชโทรเลขแจ้งมายังราชสำนักให้ส่งยอดฝีมือจำนวนหนึ่งตามไปสมทบ

ขณะนั้นหลวงประดิษฐไพเราะ ( ศร ศิลปบรรเลง)ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณเป็นผู้ควบคุมวงมโหรีหลวง มีฝีมือเป็นที่ประจักษ์ ทั้งยังได้สนองพระเดชพระคุณถวายการสอนดนตรี และการประพันธ์เพลงไทยแก่พระองค์ท่าน และสมเด็จพระราชินี จึงมิอาจหลบลี้หนีเลี่ยงภาระอันเป็นเกียรติเช่นนี้ โดยในการเดินทางครั้งนั้นหลวงประดิษฐไพเราะ หมายใจให้บุตรชายคนโต (อ.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง อายุ18 ปี) ร่วมเดินทางไปปรนนิบัติและเป็นล่ามส่วนตัวให้ด้วย

เช้าตรู่ ของวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2473 เสียงหวูดรถไฟแผดเสียงกรีดก้องสถานีหัวลำโพง เสมือนสัญญาณเริ่มต้นของการเดินทางไกลบ้านเป็นครั้งที่ 2 ของ นักระนาดผู้ยิ่งใหญ่แห่งลุ่มเจ้าพระยา ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งได้ตามเสด็จฯสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภานุรังษีสว่างวงษ กรมพระยาภานุพันธุวงศ์วรเดช ยังชวาประเทศ อันเป็นมูลเหตุแห่งการกำเนิดเครื่องดนตรีสายพันธุ์ใหม่บนผืนแผ่นดินสยามนามว่า อังกะลุง เมื่อราว พ.ศ.2451

บนม้าเหล็กขบวนยาว สองพ่อลูก นั่งมองภาพของเจ้าหน้าที่กระทรวงต่างประเทศที่ตามมาส่งที่สถานี ที่ค่อยๆเล็กลง เล็กลง จนลับหายไปจากสายตา เหลือเพียงรางเหล็กที่นอนทอดยาวเสมอกันไกลออกไปไม่รู้ที่สิ้นสุด

ตะวันเคลื่อน บ่ายคล้อย..เสียงห้อตะบึงของขบวนม้าเหล็กเงียบสงบลง.. ที่อรัญประเทศ เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้จัดรถเพื่อมุ่งสู่จุดหมายที่กรุงพนมเปญ

เกือบ 300 กิโลเมตรกับการเดินทางตลอดคืน การได้ทิ้งกายลงบนที่นอนหนานุ่มสไตล์ฝรั่งเศสของโรงแรมสุดหรู Palais Royale เปรียบปฐมดุสิตของผู้ผู้พลัดถิ่นก็มิปาน หากแต่การผจญภัยและภารกิจที่แท้จริงยังไม่เริ่มขึ้น..

ฟ้าสาง วันใหม่.. พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ มีพระราชกระแสถึงหลวงประดิษฐไพเราะฯให้ตามไปสมทบกับขบวนเสด็จฯ ที่นครวัดให้ทันเวลาเย็นวันพรุ่งนี้ เพราะมีพระราชประสงค์ให้แสดงฝีมืออวดขุนนางชาวเขมร และฝรั่งเศสชม ในงานเลี้ยงที่ทางการเขมรจะจัดถวาย

จากอังกอร์วัด ลัดสู่ พนมเปญ

เมืองเสียมเรียบ สารถีชาวฝรั่งเศสเทียบพาหนะบริเวณสระน้ำใหญ่หน้าปรัมพิธีท่ามกลางความสับสนวุ่นวายของฝูงชนที่แห่แหนเฝ้ารอรับเสด็จฯก่อนเวลางานเพียง 1 ชั่วโมง แต่กระนั้นก็เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเพียงพอที่จะทำให้จิตใจของนักระนาดเอกแห่งกรุงสยามสงบนิ่ง พร้อมรอช่วงเวลาที่จะมาถึง…

ในที่สุด.. . พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯถึงบริเวณงาน พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสสั่งให้หลวงประดิษฐไพเราะแสดงฝีมือการเดี่ยวระนาดเอกให้แขกที่มาในงานฟัง ทั้งยังกับชับให้แสดงอย่างสุดฝีมือ

จากเพลงแรก กระทั่งเพลงสุดท้าย เสียงระนาดเอกจากลุ่มเจ้าพระยา ดังกังวาล เสนาะสนั่น ลั่นเลื่อน ก้องกล่อมมหาเทวสถาน สะกดจิต สะกิดใจให้บุคคลนับร้อยพันทั้งหลาย ณ สถานที่นั้นตระหนกตกอยู่ในถวังค์ สมดังคำร่ำลือถึงฝีมือระนาดที่มิเกินความจริงเลย..

เย็นวันรุ่งขึ้นหลังจาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯเสด็จฯกลับยังพนมเปญ พระเจ้าศรีสวัสดิ์ มณีวงศ์ กษัตริย์เขมร ได้จัดงานเลี้ยงรับรองถวาย โดยมีการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีซึ่งล้วนวิจิตรงดงามตามแบบราชสำนักเขมร ซึ่งได้สร้างรอยประทับใจให้นักดนตรีเอกจากสยามประเทศอยู่มิใช่น้อย

ในช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เสด็จประทับอยู่ ณ พระบรมมหาราชวัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสให้หลวงประดิษฐไพเราะแสดงการเดี่ยวระนาดเอกถวายสมเด็จพระเจ้ามณีวงศ์เป็นการส่วนพระองค์อีกหลายวาระ เพื่อเป็นการตอบแทนพระราชไมตรี ซึ่งสมเด็จพระเจ้ามณีวงศ์ ทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานตัวข้าพหลวงประดิษฐไพเราะไว้สอนนักดนตรีในราชสำนักเขมร .

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงมีพระราชดำรัสตอบว่า ถ้าพระองค์ต้องประสงค์ที่จะได้ตัวหลวงประดิษฐไพเราะไว้ที่นี่เพื่อสอนดนตรี ก็มีความยินดีที่จะให้ยืมตัวไว้สักหนึ่งเดือน

ด้วยเหตุนี้ หลวงประดิษฐไพเราะและบุตรชาย จึงต้องพำนักอยู่ ณ ประเทศเขมรต่อไป เพื่อสนองพระราชประสงค์ ด้วยสำนึกในพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่ง ว่า

จงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แล้วรีบกลับมาเร็ว ๆ

เลียบพระนคร สอนดนตรี

หลวงประดิษฐไพเราะ ได้ย้ายไปพักกับกับฝ่ายดุริยางค์ในวังหลวง ซึ่งพระเจ้ามณีวงศ์ก็โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายมาพักอยู่ที่โรงแรมเล็กๆเลียบพระบรมมหาราชวัง และได้มอบหมายหน้าที่ให้ทำการฝึกซ้อมนักดนตรีหลวง และพวกครูดนตรีทุกวันตั้งแต่เช้าจรดบ่าย บางวันพระเจ้ามณีวงศ์ก็มีรับสั่งให้เข้าเฝ้าเพื่อพบปะสนทนากัน บางครั้งก็ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเลี้ยงอาหารกลางวัน นายกรัฐมนตรีก็เคยเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำ โดยมีบุคคลสำคัญหรือพระราชวงศ์เขมรมาร่วมด้วย ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะต้องได้รับคำขอร้องให้แสดงฝีมือการเดี่ยวระนาดเอกหรือเครื่องดนตรีอื่น อาทิ ปี่ใน ซอด้วง อยู่เป็นนิจ

ช่วงเวลา 30 วันในราชสำนักเขมร หลวงประดิษฐไพเราะได้ฝึกหัดนักดนตรี รวมทั้งถ่ายทอดเพลงไทยไว้จำนวนมาก ในขณะเดียวกันก็จดจำศึกษาแนวทางการแต่งเพลงของเขมร และจดจำเพลงเขมรไว้หลายเพลง โดยมีบุตรชายรับหน้าที่ในการบันทึกโน้ตให้ ซึ่งภายหลัง หลวงประดิษฐไพเราะได้นำเพลงเหล่านั้น มาเรียบเรียงขึ้นใหม่ตามระเบียบวิธีการบรรเลงแบบราชสำนักสยาม แล้วนำออกบรรเลงสืบทอดกันมาจวบปัจจุบัน

เขมรเก่า เขมรใหม่ เพลงไทย หัวใจเขมร

ก่อนจะตามเสด็จฯยังประเทศเขมรนั้น หลวงประดิษฐไพเราะได้แต่งเพลงสำเนียงเขมรไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เช่น เขมรราชบุรี ที่แต่งร่วมกับพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) (พ.ศ.2452),เขมรเลียบพระนคร เถา (พ.ศ.2458),เขมรพวง เถา (2458-60), เขมรปากท่อ เถา (พ.ศ.2461),ขอมทอง เถา (พ.ศ. 2468),เขมรสุ่มไก่ (พ.ศ.2472)

ส่วนเพลงเขมรแท้ๆที่หลวงประดิษฐไพเราะได้จดจำนำมาเปลี่ยนร่างแปลงรูปให้เป็นอัตตราจังหวะ 2 ชั้น เช่น อังโกเลี๊ยต (อังกอร์เวียต..หรือ..อังกอร์วัด.. ) เขมรนางนก เขมรจำปาศักดิ์ ขอมเล็ก เครอว ศรีโสภณ ซงซาร์มะก๊บ ตันบ๊อกซะเรา ปลายซงซาร์ ที่นำมาทำเป็นเพลง 3 ชั้น ก็มี แมร์กอฮอม ขะแมร์ซอ ขะแมร์ธม หรือที่เรียกว่าเพลงชุดสามขะแมร์ หรือแม้แต่กลายเป็นเพลงเถา ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เช่น เพลงนกเขาขะแมร์ เถา ที่หลวงประดิษฐไพเราะได้ปรับปรุงขึ้นจากเพลงเขมรแท้ๆ(ทำนอง 2 ชั้น) ราว พ.ศ.2473-76 เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าแผนกดุริยางค์ไทย กรมศิลปากร โดยต่อให้ อ.เจริญใจ สุนทรวาทิน ร้องเป็นคนแรก ที่สถานีวิทยุวังพญาไท

คงไม่ผิดนัก หรือถ้าผิดก็ขออภัย ถ้าจะกล่าวว่าเพลงเขมรแท้ๆ ที่หลวงประดิษฐไพเราะได้ยินได้ฟัง รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่กับนักดนตรีเขมร ในช่วงเวลา 30 วัน น่าจะเป็นประสบการณ์ อันทำให้เกิดทรัพยากร ทางความคิด เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่นำกลับมาผลิออดออกผลในภายหลัง เกิดเป็นสำเนียงเขมรที่งดงามเป็นอมตะประดับวงการดนตรีไทยอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะเป็นเพลง ขอมใหญ่ เถา (2474),เขมรไทรโยค เถา (2491) ,เขมรภูมิประสาท เถา (พ.ศ.2489-93) ขอมกล่อมลูก 2 ชั้น (ทางเปลี่ยน 2478) ,สาลิกาเขมร เถา (2474) เป็นอาทิ

สำเนียงเพลงเขมรที่หลวงประดิษฐไพเราะได้นำติดตัวกลับมา ได้ทำหน้าที่มอบความสุขรับใช้ผู้คนชนสยามหลากหลายชั้นวรรณะ ทั้งไพร่ฟ้าหน้าใส เรื่อยไปจนถึงในราชสำนัก ผ่านช่วงกาลเวลา แห่งการเปลี่ยนแปลง จากสมบูรณาญาสิทธิราช สู่ประชาธิปไตย โดยคนไทย เพื่อคน (ไทย..รัก..)ไทย ทั้งยังปรับปรนเปลี่ยนแปลงรูปแบบการนำเสนอ จากวงปี่พาทย์ สู่เครื่องสาย เครื่องสายประสม สังคีตประยุกต์ แทรกซึมสู่ ท่วงทีลีลาของลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือแม้แต่เพลงร่วมสมัย มายาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ

จึงปฏิเสธมิได้ หรือจะปฏิเสธก็ไม่ว่ากัน..ว่าเพลงสำเนียงเขมร มีส่วนก่อร่างสร้างวิถีแห่งรสนิยมในการฟังเพลงของชาวไทยอยู่มิใช่น้อย .

ตลาดโรงเกลือ สระแก้ว..ก็ให้มันแล้ว แล้วไป

10 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2546 ในกัมพูชาธนบัตรไทยยังคงศักดิ์และสิทธิ์ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน พณฯ ฮุนเซนผู้นำรัฐบาลให้ข่าวยืนยันยินดีรับผิดชอบค่าเสียหายอย่างไม่มีเงื่อนไข ..(แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ จากไหน) .รัฐบาลไทยมีมนุษยธรรมเปิด(การสื่อสารไร้)พรมแดนทำการค้าตามปกติ ชาวเขมรคึกคัก เข้าแถวยาวเหยียดบุกกว้านซื้อสินค้าบริโภค อุปโภคจากตลาดโรงเกลือ . โรงบ่อนเบี้ยเชื้อชาติไทยสัญชาติเขมรขยับเขยื้อนเคลื่อนกายฟื้นตื่นจากหลับไหลรอต้อนรับผู้แสวงโชค .เสียงและภาพสุดเท่ห์ ของเหล่าซุปเปอร์สตาร์ ไม่ว่าจะเป็นป้าเบิร์ด เจ๊จิน พี่เต๋า น้องแดน ต่างค่ายหลายบริษัท ปรากฏโฉมให้ได้ยินได้ยลเลือกหาจับจองเป็นเจ้าของกันอีกครา .

.แนวรบด้านตะวันออก สถานการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง..ทราบแล้วเปลี่ยน ..

เก็บความจากบันทึกถึงประสบการณ์การเดินทางของ อ.ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง

Thai Music at the Court of Cambodia : a personal souvenir of Luang Pradit Phairoh s visit in 1930 เพื่อตีพิมพ์ลงในวารสารของสยามสมาคม (Journal of The Siam Society) เดือนมกราคม พ.ศ. 2513 และภายหลังได้มีการถอดความเป็นภาษาไทยโดยมธุรส วิสุทธกุล

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from Doudoune moncler - 16/12/2011 at 09:45

howdy I have been truly astounded when using the installation you in combination with this web site. I prefer personal blogs the personally so best wishes. definatly contributing to social bookmarks.