ศิลปวัฒนธรรม “จาก อุงคลุง สู่ อังกะลุง 93 ปีบนแผ่นดินสยาม”

จาก อุงคลุง สู่ อังกะลุง 93 ปีบนแผ่นดินสยาม

นายยางสน..คนบางขวาง

27 พฤษภาคม 2544

แม่โชติคลอดหรือยัง หวังใจว่าจะได้ลูกชาย .

บางถ้อยคำที่แสดงถึงความปรารถนาและความหวัง ของหลวงประดิษฐไพเราะ(ศร ศิลปบรรเลง) ครั้งยังเป็นจางวางศร บันทึกในจดหมายจากชวา (ประเทศอินโดนีเซียในปัจจุบัน)ถึงนางโชติ ศิลปบรรเลง ผู้เป็นภรรยา คราวตามเสด็จสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ไปชวา พ.ศ.2451

นายศร นักระนาดหนุ่มลุ่มน้ำสมุทรสงคราม ผู้อาศัยฝีมือเชิงระนาดปี่พาทย์ประชัน นำพาชะตาชีวิตตัวเองจากเด็กบ้านนอกสู่เมืองกรุง ด้วยการอุปภัมภ์ชุบเลี้ยงจากสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช จัดหาครูดนตรีที่มีชื่อเสียง มาขัดเกลาฝีมือระนาดที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วให้เปล่งประกายเจิดจ้ามากยิ่งขึ้น จากนายศร เป็น จางวางศร จากจางวางศร เป็น หลวงประดิษฐไพเราะ ค่าที่เป็นคนระนาดประจำวง วังบูรพา ซึ่งเป็นวงของพระองค์ท่าน และต้องตามเสด็จไปยังที่ต่างๆอยู่เสมอ จางวางศร จึงมักจะมีโอกาสดีในการได้ศึกษาเรียนรู้ ได้เห็น ได้ยิน สิ่งแปลกใหม่อยู่เป็นนิจ และด้วยนิสัยชอบคิด ชอบจำ ชอบทดลองสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สิ่งที่จางวางศรนำกลับมาจากชวาเมื่อครั้งตามเสด็จ สมเด็จวังบูรพา เมื่อ พ.ศ.2451 คือเครื่องดนตรีหน้าตาแปลกประหลาดที่ชาวพื้นเมืองชวาเรียกว่า อุงคลุง

ในการเดินทางครั้งนั้น จางวางศรได้นำขลุ่ยงาติดตัวไปด้วยเพียงเลาเดียว และได้ร่วมบรรเลงกับวงดนตรีพื้นเมืองที่รัฐบาลชวาจัดถวาย ทั้งยังสามารถบรรเลงขลุ่ยร่วมด้วยอย่างสนิทสนม สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมขบวนเสด็จเป็นอย่างมาก และเมื่อจางวางศรได้ยินได้ฟัง ได้ร่วมบรรเลงดนตรีกับนักดนตรีพื้นเมืองมาพอสมควร จางวางศรจึงได้จดจำเพลงชวามาได้หลายเพลง โดยสอบถามชื่อเพลงจากนักดนตรีพื้นเมือง ถ้าไม่ได้รับคำตอบ ก็จะตั้งชื่อตามสถานที่หรือชื่อเมืองที่เดินทางไป (ภายหลังเมื่อกลับเมืองไทย จางวางศรได้นำเพลงชวาที่ได้มาปรับแต่งแก้ไข จังหวะ ทำนองให้เข้ากับลักษณะวิธีการประพันธ์เพลงอย่างไทย เช่น เพลงกะหรัดรายา บูเซ็นซอร์ค สมารัง บูกันตูโม๊ะ เป็นต้น และได้นำออกบรรเลงเป็นที่แพร่หลายจวบจนปัจจุบัน)

นอกจากเพลงชวาที่ได้เรียนรู้ ยังมีเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งที่จางวางศรมีโอกาสได้เห็น เครื่องดนตรีชิ้นนี้ลักษณะเป็นปล้องไม้ไผ่สองปล้องขนาดต่างกัน แขวนอยู่กับราวเล็กๆ ส่วนล่างของปล้องไม่ไผ่เหลาเป็นลิ่ม สอดเข้ากับฐานซึ่งเป็นกระบอก เมื่อนักดนตรี ไกว ลิ่มไม้ก็จะกระทบกับฐาน ทำให้เกิดเสียงไพเราะล่องลอยไปไกล ซึ่งเป็นภาพและเสียงที่มือระนาดเอกแห่งกรุงสยามไม่เคยสัมผัสมาก่อน

อุงคลุง คือชื่อเรียกเครื่องดนตรีทีได้ยินจากนักดนตรีพื้นเมืองชวา

ในช่วงที่ตามเสด็จ สมเด็จวังบูรพา อยู่นั้น ภรรยาของจางวางศรตั้งครรภ์ใกล้คลอด จางวางศรมีความหวังที่จะได้ลูกชายเพื่อเป็นนักระนาดเพื่อสืบวิชาความรู้ (ขณะนั้นจางวางศร มีบุตรี 1 คน คือคุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง) จึงได้สอบถามถึงสิ่งที่ปรารถนามาในจดหมาย และได้ตั้งใจที่จะหาซื้อเครื่องดนตรีชวา ที่มีเสียงไพเราะ เล็กๆกระทัดรัด นำกลับไปทำขวัญบุตรคนที่สอง

หากแต่ในความตั้งใจแรกไม่เป็นไปตามที่คิด นักดนตรีพื้นเมืองได้ถวาย อุงคลุง แก่สมเด็จวังบูรพา 2 ชุด สมเด็จฯจึงประทานมาให้จางวางศร อีกต่อหนึ่ง จึงไม่จำเป็นต้องซื้อ และได้นำกลับมาขวัญบุตรคนที่สอง ซึ่งก็มิได้เป็นไปตามที่หวังอีกเช่นกัน เพราะจางวางศรได้ลูกสาว คือ(อาจารย์บรรเลง สาคริก ปัจจุบันเป็นประธานมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ)

เมื่อแรกเข้ามาในประเทศไทย นอกจากชื่อเรียกขานที่เพี้ยนไปจากคำว่า อุงคลุง เป็น อังกะลุง แล้ว จางวางศรก็ได้นำเครื่องดนตรีชนิดนี้มาดัดแปลงจากเดิมที่มี 5 เสียง ให้เป็น 7 เสียง สร้างใหม่ให้แข็งแรงขึ้นเพื่อให้นักดนตรีคนเดียวสามารถ บรรเลงได้คนละ 2 เสียง อีกทั้งยังปรุงวิธีการบรรเลง จากการ ไกว มาเป็นการ เขย่า รวมถึงเพลงได้แต่งเพลงขึ้นใหม่ให้เป็นสำเนียงไทย เพื่อใช้บรรเลงเป็นเพลงโหมโรงสำหรับวง อังกะลุง มีชื่อว่า โหมโรงปฐมดุสิต (พ.ศ.2452) และได้นำออกแสดงเป็นครั้งแรกที่หน้าพระที่นั่งในงานกฐินพระราชทาน ณ วัดราชาธิราช

ผู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนารูปร่างและการบรรเลงอังกะลุงในยุคเริ่มแรกคือ ครูเอื้อน ดิษฐเชย สำนักดนตรีซอย บ้านเขมร(ปัจจุบันคือ ซอยสวนหลวง เขตวรจักร) นอกจากจะเป็นสำนักดนตรีที่มีนักปี่พาทย์รุ่นใหญ่มากมายแล้วยังมีชื่อเสียงทางแตรวงบรรเลงประกอบหนังเงียบซึ่ง นับว่าเป็นวงที่ใหญ่ที่สุดวงหนึ่งในสมัยนั้น หลวงประดิษฐไพเราะได้มอบอังกะลุงที่ได้จากชวาให้ครูเอื้อน หนึ่งชุด นำมาทดลองปรับเปลี่ยนรูปร่างใหม่ โดยมีช่างเหลาอังกะลุงในยุคแรกๆชื่อนายชุ่ม เป็นผู้เหลา โดยต้องนำไม้ไผ่จากจังหวัดกาญจนบุรีล่องเรือเข้ามายังสวนย่างบางแวก ติดกับวัดตะโน และนำไม้ไผ่ที่ได้มาแช่น้ำไว้ตามท้องร่องสวน ใช้เวลาเป็นปี เพื่อป้องกันมอดกินไม้ หลังจากนั้นก็ต้องนำมา คาไฟ คือการนำไม้มาอบด้วยความร้อน เพื่อให้ไม้แห้งสนิท แล้วจึงนำมาเหลาเทียบเสียงตามที่ต้องการ

นักดนตรีกลุ่มแรก เป็นนักดนตรีจากบ้านครูเอื้อน วงอังกะลุงวงหนึ่งจะใช้นักดนตรี 7 คนแต่ละคนถืออังกะลุง 2 ตับ คนละเสียงกัน เวลาบรรเลงจะนั่งล้อมเป็นวงกลม บรรเลงโดยไม่ต้องใช้โน้ต และที่เป็นที่นิยมคือจะต้องมีโหม่ง 3 ใบ และกลองคู่ บรรเลงประกอบด้วย เพลงที่บรรเลงนอกจากจะเป็นเพลงชุดที่หลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้มาจากชวาแล้วก็เป็นเพลงช้าๆไพเราะทั่วไป เช่น เขมรไทรโยค ลาวดวงเดือน เป็นต้น เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งการบรรเลงอังกะลุง ของวงครูเอื้อน บนศาลาวัด วัดนก บางแวก (อยู่ในซอยพานิชย์ธนบุรี ปัจจุบัน) มีคนดูแน่นขนัดล้นศาลาถึงกับศาลาพัง

ครั้งหนึ่งความนิยมใน เสียงดนตรีใหม่ ที่ไม่คุ้นเคยจากหูที่เคยได้ยินแต่ปี่พาทย์ มโหรี ทำให้อังกะลุงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ครูผล กิจขันธ์ ศิษย์ครูหลวงประดิษฐไพเราะ ถึงกับถากโค่นสวนทุเรียนของตัวเองย่านนนทบุรี แล้วหันมาปลูกไผ่บงเพื่อนำมาทำอังกะลุงแทน เกิดช่างทำอังกะลุง และวงอังกะลุงใหม่ๆหลายราย เช่น ครูเฉลิม บัวทั่ง ,ครูฟุ้ง ครูองุ่น บัวเอี่ยม ซึ่งยังสืบทอดกิจการมาจวบจนปัจจุบัน

ด้วยเหตุผลใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น ความช่างสังเกตุ ช่างจดจำ หรือคุณลักษณะเด่นที่เป็น นักสร้างสรรค์ของท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) หรือจะเป็น ด้วยความรักที่ต้องการมอบของฝากจากแดนไกลให้แก่ทายาทผู้สืบสกุล เสียงของอังกะลุง ก็ได้ทำหน้าที่ของตนเองในฐานะต่างๆบนแผ่นดินนี้ร่วม 93 ปีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นวงประโคม วงบรรเลงขับกล่อมรื่นเริง รวมไปถึงหลักสูตรการเรียนการสอนดนตรีไทยภาคบังคับในโรงเรียนต่างๆ ไม่น้อยเลยที่มักจะได้ยินว่า เครื่องดนตรีไทยชิ้นเดียวที่เด็กนักเรียนเคยเล่นหรือเล่นเป็น คือ อังกะลุง

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ศิลปวัฒนธรรม
Tags:
Comments: No Comments