เรื่องของแวว

คุยทางไกล เวปไซด์ ไทยคิดส์

เรื่องของ แวว

นายยางสน..คนบางขวาง

21 พฤษภาคม 2546

จั่วหัวโตตัวเต็มบรรทัดประมาณว่าจะบ่นบ้าตามประสาด้วยเรื่องของ แวว อาจจะทำให้มิตรรักแฟนคำถลำไถลไขว้เขวไปว่า ครานี้คงจะได้อ่านนิยายประโลมโลก โศกเศร้าเคล้าน้ำตา ของคุณแวว นางแวว หรือ อีแวว อะไรประมาณนั้น…

หามิได้ครับ (คนละความหมายกับหาไม่เจอ-ผู้เขียน)…

ดนตรีไทย เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ว่าด้วยเรื่องของความงามที่สัมผัสได้ด้วยโสตสัมผัสหลายทิศทาง มีการถ่ายทอดระบบระเบียบแบบแผนที่สามารถอธิบายได้ถ้าจะพยายามอธิบาย และก็อาจจะไม่ได้ด้วยในขณะเดียวกันถ้าจะไม่พยายามอธิบายและเปิดใจไตร่ตรอง

แม้ว่าดนตรีไทยจะมีรูปแบบที่หลากหลายด้วยสายสำนัก ตำหนัก ตระกูล หากแต่ทั้งหมดล้วนยืนอยู่บนพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน และด้วยอัตลักษณ์เฉพาะตน ภูมิปัญญาของชนในย่านอุษาคเนย์ได้ถูกส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่นด้วยวิธีการแบบมุขปาฐะละไว้ซึ่งการจดบันทึกเป็นหลักฐานเรื่องราวให้สาวความถามค้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุผลใดๆก็ตาม คร้านจะยกมาสาธยาย

หลักวิชาความรู้ต่างๆได้ปรับปรนเปลี่ยนแปลงไปด้วยปัจจัยแห่งบุคคลและกาลเวลามามิใช่น้อย จะมีใครมาอ้างตนว่าของเก่าเล่ายี่ห้อเหมือนบุราณล้านเปอร์เซ็นต์เห็นจะต้องตั้งญัตติไม่ไว้วางใจกันอยู่ในที แต่กระนั้น ทั้งเก่า คล้ายเก่า อีกทั้ง ใหม่ และ คล้ายใหม่ ก็ใช่ว่าจะคร่ำครึ ตกสมัย หรือผิดผี นอกครู แลดูเลวระยับกันเสียทั้งหมด ทุกสิ่งล้วนมีแง่มุมให้พิจารณาหาคุณค่าอยู่มิใช่น้อย อยู่ที่ว่าเราจะมองจากมุมใด ซึ่งก็คร้านที่จะสาธยายเช่นกัน…

ด้วยกฎแห่งอนิจจัง ดนตรีไทยจำต้องโยกย้ายสลายตัวจาก บ้าน วัด วัง กระทั่งเข้าสู่สถานศึกษา ตำราวิชาการ งานวิจัย รวมถึงนักวิชาการด้านดนตรี จึงจำเป็นต้องอุบัติขึ้นในระบบการศึกษาเพื่อสนองความเป็น มาตรฐาน จึงมีความพยายามที่จะยัดเสียงดนตรี วิญญาณของบทเพลง ชีวิตของศิลปิน กฎ กติกา มารยาท อีกร้อยแปด ลงไปในตำราแยกแยะเป็นหมวดหมู่ชนชั้นขั้นตอน

งานวิชาการจัดระเบียบสังคมดนตรีไทยที่เป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดในยุคนี้ เห็นจะไม่พ้นงานของทบวงมหาวิทยาลัยที่ได้จัดทำเกณฑ์มาตรฐานสาขาวิชาชีพดนตรีไทยให้ลูกหลานไทยได้สอบเทียบระดับความสามารถ ซึ่งผลบุญนั้นจะเสริมส่งให้คนดนตรีไทยมีที่อยู่ในสังคมที่เคารพนบไหว้กันด้วย ใบประกาศเกียรติคุณ ซึ่งก็ได้เริ่มระดมผู้เชี่ยวชาญที่ใกล้ชิดสนิทสนมระดมสมองกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2531 นับเนื่องกันกว่าสิบปี

ได้หนังสือมาหนึ่งเล่ม ที่นักดนตรีไทยไม่อ่าน…ได้เทป และวิดิโอเทปอีกชุดหนึ่ง ที่นักดนตรีไทยไม่ดู…

มาตรฐาน เป็นดาบสองคม (ที่จริงควรเรียกว่า กระบี่ จะง่ายกว่า) เมื่อมีมาตรฐาน ก็ย่อมจะต้องไม่มีมาตรฐาน ทีนี้ ปัญหามันอยู่ที่ มาตรฐานของใคร ใครกำหนดมาตรฐาน หรือจะทำเป็น ดับเบิ้ลแสตนดาร์ด ดี.. เรื่องคงต้องรบกวนผู้ที่ไม่ คร้าน ออกมาสาธยายระบายความคิดกันอีกสักยก…

ในระหว่างวันที่ 15 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้จัด กิจกรรมเสริมทักษะทางดนตรีไทย ให้ชื่อเก๋ไก๋ว่า โครงการแววดนตรี ซึ่งมีเป้าหมายให้สมาชิกฯได้ทดสอบเทียบระดับฝีมือและความรู้ด้านดนตรี โดยทำการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ รวมถึงในด้านบุคลิกภาพที่ประเมินจากการสอบสัมภาษณ์ ด้วยเหตุที่สำนักดนตรีแห่งนี้ได้ถูกปลูกฝังและถ่ายทอดแนวคิด ที่ว่าเสียงดนตรีจะมีคุณค่าน่าประทับใจนั้น ควรจะเกิดจากปัจจัยหลายประการ คือ บุคลิกภาพของผู้บรรเลงต้องเป็นที่ประทับใจเป็นธรรมชาติเหมาะแก่วัยและโอกาส สามารถบรรเลงเพลงได้อย่างครบถ้วนถูกต้องแม่นยำไม่ผิดพลาด สามารถควบคุมเสียงเครื่องดนตรีได้ดั่งเป็นนายของเครื่องดนตรี รวมทั้งควบคุมความช้าเร็วพลิกแพลงทางบรรเลงให้เหมาะสมกับกาลเทศะ ทั้งนี้เหตุเกิดขึ้นที่ห้องประชุมอาคารสัมมนาของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หนึ่งในกัลยาณมิตรชิดใกล้ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์เป็นเวทีทดสอบ

ไป๊ป์ ชายร่างท้วมผิวเข้ม ด้วยวัยที่อีกหลายปีถึงมีคำว่า นาย ประทับหราอยู่หน้าชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ เป็นหนึ่งในอีกเกือบร้อยที่สมัครเข้าทดสอบในครั้งนี้

ขลุ่ยเป็น เครื่องดนตรีที่เด็กน้อยสมัครสอบทั้งที่เขาเพิ่งได้สัมผัสมาเมื่อไม่นานนัก

เมื่อเวลาสำคัญมาถึง

เด็กน้อยเดินขึ้นเวทีด้วยรอยยิ้มที่แม้จะไม่สามารถซ่อนความประหม่าและวิตกกังวลไว้ได้ แต่ก็ยังสร้างรอยประทับใจให้กองเชียร์ที่เอาใจช่วยอยู่เบื้องล่างได้ไม่น้อย

โต๊ะเหล็กยาวถูกวางเรียงต่อเป็นแถวยาวขนานกับขอบเวทีที่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว เป็นที่นั่งของหนุ่มวัยกลางคนแปลกหน้า 3 ชีวิต ที่กำลังจ้องมาที่เขาเป็นที่หมายเดียวกัน

บ้างถือดินสอ บ้างถือปากกา เหมือนผู้พิพากษาที่เตรียมพร้อมจะขีดฆ่า ตีตราการกระทำอันเป็นความผิดคิดร้ายอุกฉกรรจ์ของเขา . ในใจเขาคิดเช่นนั้น

เด็กน้อยรู้สึกยิ่งหนาวเหน็บเพิ่มขึ้นเป็นทับทวี เมื่อไอเย็นเยือกจากเครื่องปรับอากาศสัมผัสต้องเม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นชุ่มโชกในมือทั้งสองข้าง มันช่างต่างจากเวลาที่เขานั่งดูคนอื่นอยู่ข้างล่างเสียนี่กระไร

ทำนองเพลงขึ้นพลับพลา โหยแหบ แห้งหายด้วยลมโรยอ่อนแรง ที่แทรกผ่านเลาขลุ่ยอย่างทุลักทุเล..

เสียงขลุ่ยสะดุดหยุดลงเพียงเริ่มเพลงได้ไม่กี่อึดใจ ความสงัดเงียบดังแผดกรีดก้องเข้าครอบคลุมสถานที่นั้น

เสียงสะอื้นไห้ของลูกผู้ชายที่แผ่วผ่านความรู้สึกผู้คนเบื้องล่างที่เอาใจช่วย ยิ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหว..ไม่ได้ยินแม้เสียงลมหายใจ

ค่ำวันนั้น บนโต๊ะสังสรรค์เล็กๆ ที่ร้านอาหารเจ้าประจำ หมั่นโถวชิ้นสุดท้ายถูกหยิบขึ้นบรรจงเช็ดจานขาหมูที่ได้อันตรทานหายไปก่อนหน้านี้อย่างไร้ร่องรอย

บทสนทนายังคงแลกเปลี่ยนเวียนวนกันอยู่ในเรื่องเด่นประเด็นร้อนกิจกรรมการสอบ แววดนตรี ที่พึ่งปิดฉากลง

ฉับพลัน ประตูร้านถูกเปิดออก

..เด็กน้อยคนเดิมที่ขณะนี้สลัดเครื่องแบบนักเรียนตัวที่เปื้อนคราบน้ำตามาใส่เสื้อยืดสีแดงสดใสตัวเก่ง เดินจ้ำเข้ามาในร้านด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มพร้อมครอบครัว

ทราบว่ามาเลี้ยงวันเกิดให้พี่สาว รวมทั้งฉลองที่พี่สาวสอบขิมผ่าน

หลายนาทีผ่านไป เด็กน้อยร่างท้วมคนเดิม สนุกสนาน ง่วนอยู่กับภารกิจจัดการไก่อบผู้เขาไฟตัวเขื่องเบื้องหน้า ..วางทิ้งช่วงเวลาอันแสนโหดร้ายที่พึ่งผ่านพ้นไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน เสมือนว่ามันก็เป็นเพียงแค่ ครั้งหนึ่ง

ใช่แล้ว..มันก็แค่ ครั้งหนึ่ง

ทุกๆวันเสาร์ ถ้าใครมาที่มูลนิธิหลวงประดิฐไพเราะ แล้วเห็นเด็กผู้ชายร่างท้วม ผิวเข้ม กับรอยยิ้มเหลือเฟือที่พร้อมจะมอบให้กับทุกคน เขาชอบซุกตัวอยู่ในเสื้อยืดสีแดงสดของทีมฟุตบอลดังเมืองผู้ดีตัวเก่ง นั่งตีระนาดบ้าง เป่าขลุ่ยบ้าง เดินเสิร์ฟน้ำให้ครูบาอาจารย์บ้าง แล้วก็ยังซุกซนสมวัยอยู่เป็นนิจ

นั่นแหละ เขาล่ะ

คุณเห็น แวว ของเขารึเปล่า..

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: No Comments