ละครชาตรีที่สนามความ ไหว้ครูบ้านเรืองนนท์

ละครชาตรีที่สนามควาย

ไหว้ครูบ้านเรืองนนท์

นายยางสน..คนบางขวาง

8 ตุลาคม 2547

สายวันที่ 7 ตุลาคม โลมลมแรกแห่งเหมันต์ฤดูที่รู้สึกไม่แตกต่างทางสรรพางค์กายยามได้สัมผัส สะบัดพลิกหนังสือพิมพ์หัวสีที่เปิดอ่านผ่านตามองหา ไพร่บ้าน พลเมือง คอลัมน์เรื่องศิลปวัฒนธรรม ซึ่งนำความคิดลิขิตเขียนโดยคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ

บ้านเรืองนนท์ของตาพูน แจกสูจิบัตรไหว้ครู จะอยู่เฉยคอยท่าน่าจะไม่ได้การ ด้วยงานคงล่วงดำเนินเกินเวลามาไม่ใช่น้อย

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จึงพาตัวเองเร่งรนอยู่บนถนนหลานหลวง หักควงพวงมาลัยเลี้ยวขวับลับหายไปในตรอกเล็กๆเบื้องขวา ลอดซุ้มโอ่อ่าจารึกว่า วัดแค นางเลิ้ง

เต๊นท์ใหญ่สี่หลังตั้งคร่อมคุ้มแดดฝนบนแนวทางเดินเกยเกินปะติดต่อศาลาเล็กข้างโบสถ์ นักโภชนาการบ้านหลานหลวงควงตะหลิวปลิวมีดกรีดสับสลับ รับเสียงปี่พาทย์ ที่มีนักระนาดชาติสยาม นาม ลูกปู บุญสร้าง เรืองนนท์ พร้อมพรักนักดนตรีพี่น้องหลายสถาบันบรรเลงเพลงวันทาครู ที่ตั้งคู่อยู่ถัดจัดมาอีกวงบรรจงลงไม้ระนาดมาดสุขุม โดยหนุ่ม สุรพงษ์ โรหิตาจล คนดนตรีที่ควงคู่ ลูกปู ดอกกระโดน กระโจนลงกลางชานร่วมงานภาพยนตร์ โหมโรง

ครูทองใบ เรืองนนท์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ละครชาตรี) นั่งตั่งประทับที่มีสง่า เบื้องหน้าตั้งปรัมนำเครื่องดนตรีตั้งเทิดพะเนินสูง รูปวาดตระหวัดแปรงแสดงรูป ครูพูน เรืองนนท์ สถิตย์อยู่ ณ เบื้องบนดหนือ ปี่ชวา กลองแขก ที่ตั้งแยกมาบูชาที่เบื้องขวาของพิธี

เก้าอี้เหล็กเจ๊กทำนำมาตั้งให้นั่งฟังโองการไหว้ครู กระดาษพลิกระริกอยู่ดูเห็นเป็น สูจิบัตร ที่จัดพิมพ์โดยธนาคารกรุงเทพ ศูนย์สังคีตศิลป์ ยินดีแจกเป็นของกำนัลหนึ่งพันเล่ม

เปิดสูจิบัตรเล่มบางกางหน้าจับความตามท้องเรื่องได้ว่า

ครูทองใบ เจ้าสำนักใหญ่ได้เชื้อสายละครชาตรีที่สืบทอดมาจาก พระศรีชุมพล (ฉิม) ผู้มีศักดิ์เป็นบิดาของปู่ทวด ซึ่งท่านได้รับราชการในสำนักเมืองนครศรีธรรมราช หากมีความสามารถปราดเปรื่องเรื่องละครชาตรี ถึงกับที่มีสมญานามคณะว่า ละครเรือเร่ หรือ ละครเรือลอย

เหตุด้วยมีลูกหลานมาก ละครหลากคณะ ประกอบกับฝนแล้งข้าวยากหมากแพง นักแสดงจึงอพยพย้ายตามกองทัพแห่งพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) มาฝากชีวิตอยู่ที่บางกอกนอกกำแพงเมือง ตั้งเครื่องเล่นร้องอยู่บริเวณ สนามกระบือ (สนามควาย) ถือเป็นชุมชนคนละครชาตรีมีชื่อมาแต่ครั้งยังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯเมื่อราว พ.ศ.2375 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ตามต่อจาก พ.ศ. 2312 ครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระปรีชาอาสาปราบจับตัวเจ้านครฯ คนละครก็ตามขึ้นมาครั้งหนึ่ง อีกซึ่งเมื่องานฉลองพระแก้วมรกต จดบันทึกว่าเป็นปี พ.ศ.2323 องค์ปฐมกษัตริย์ ก็ทรงโปรดให้จัดละครชาตรี มาเป็นที่ครื้นเครงสมโภชถวาย

ครูทองใบ ได้สืบวิชามาจากครูพูน ผู้บิดานายคณะละครชาตรีมีฝีมือ เป็นที่ยกย่อง เที่ยวท่องแสดงแก้บนจนเป็นที่เลื่องลือถือเป็นมาตรฐาน งานหาจึงมามิได้ขาด กระทั่งสังคมเปลี่ยนแปรไปตามการ งานละครชาตรีจึงเป็นที่ซบเซาเงียบเหงาหลงลืม

เมื่อเมืองขยายกระจายออกนอกรอบรั้วกำแพงเมือง จาก สนามควาย ที่เคยได้ใช้เป็นที่เลี้ยงโคกระบือ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ตำบลสนามกระบือ ด้วยถือเป็นคำสุภาพ กระทั่งสร้างถนนพาดผ่าน ตำนานเก่าจึงเลือนหาย

จาก สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พาดขึงถึง สะพานยมราช พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานตำแหน่งแห่งที่ให้พระเจ้าหลานเธอ 6 พระองค์ ทรงปลูกสร้างเวียงวัง ตั้งขนาบ เป็นที่ทราบหมายรู้แต่ครั้งนั้นจวบวันนี้ที่ได้ชื่อว่า ถนนหลานหลวง

สายฝนกระเซ็นสาดเสื่อชุ่มน้ำ เสียงตะหลิว ปลิวกะทะ ชะงักเสียง มีเพียงภาพสตรีหลากวัย ต่อแถวเคียงไหล่ร่ายรำทำถวายบูชาครู

เสียงพี่ลูกปู ก้องว่า กำลังหาทุนจัดทำโรงละครเล็กๆตามกำลัง เสมือนเมื่อครั้งรุ่งเรือง จัดแสดงเรื่องราวในอดีต คืนชีวิตขึ้นอีกวาระ

ภาระของแผ่นดินอยู่ในมือพี่แล้ว

ทุกครั้งที่นั่งรถผ่านย่านถนนหลานหลวง ไม่ลืมเลยที่จะเหลียวหามายังซอกตึกลึกหลืบแห่งหนึ่ง

ป้ายไม้สีเขียวขุ่นนูนตัวอักษรสีทองมองเห็นพออ่านได้ว่า

คณะครูพูน เรืองนนท์ มีลคร หนังตลุง ลิเก พิณพาทย์ไทยมอญ

ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไร จะมีใครสนับสนุนหรือไม่

ป้ายเก่าๆที่เล่าว่าทำจากไม้โรงผี ในวันนี้ช่างเป็นศักดิ์และศรีแห่งเมืองที่น่าภาคภูมิใจอย่างแท้จริง

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: No Comments