แลหลัง สังคีตศาลา

คุยทางไกล เวปไซด์ ไทยคิดส์
นายยางสน..คนบางขวาง
มกราคม 2545

บ่ายวันเสาร์ 26 มกราคม ปีม้า

ใหม่ลืม ใหม่ลืม ใหม่ลื้ม ใหม่ลืม ใหม่ลืม ไม่ลืม เสียงดนตรีอิเลคโทรนิค ตะโกนออกมาจากจาก NOKIA 3210 ที่วางอยู่หัวเตียงโดยไม่เกรงใจเจ้าของผู้ซึ่งกำลังสลบ สไลไร้สติเนื่องจากการหักโหมดูฟุตบอลดึก

ไม่ลืม ผลงานของสุรพล สมบัติเจริญ ขุนพลเพลงลูกทุ่งนามอุโฆษผู้ล่วงลับ ซึ่งเพลงที่ร้องที่แต่งไว้กว่า 200 เพลงกำลังเป็นปัญหาในอ้างตนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่ในขณะนี้ ล่าสุด..ก็เพลงนี้แหละ..ทายาทคนหนึ่งไม่ขอเอ่ยนาม..สุรชัย..กำลังจะฟ้องบริษัทภาพยนต์แห่งหนึ่งไม่เอ่ยนามเช่นกัน..ไฟว์สตาร์ ที่เอาเพลงไปใช้โดยไม่บอกกล่าวตามมารยาท เสียสตางค์.. ในภาพยนต์ไทยเรื่องหนึ่ง…มนต์รักทรานซิสเตอร์ . .อุ๊ย .ไม่ได้บอกอะไรจริงๆนะเนี่ย

พี่..พี่..ออกมารึยัง เดี๋ยวไม่ทันเพลงแรกนะ เรียกแท๊กซี่มาเลย..
เสียงน้องชายต่างสายโลหิตด้วยลอดออกมา น้ำเสียงชักชวนแกมบังคับ
.

รวดเร็วปานกามนิตหนุ่ม สี่โมงครึ่ง ก็มาเดินทอดน่องอยู่ที่สนามหลวงแล้ว มองเข้าไปในบริเวณพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งเดิมทีเป็นพิพิธภัณฑสถานส่วนพระองค์ของรัชกาลที่ 4 ซึ่งจัดเก็บรักษาศิลปโบราณวัตถุและเครื่องราชบรรณนาการ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ก็ได้โปรดเกล้าฯให้ใช้ศาลาสหทัยสมาคมในพระบรมมหาราชวังจัดตั้ง พิพิธภัณสถานสำหรับประชาชน ขึ้น นับว่าเป็นปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จากนั้นได้ย้ายมายังพระที่นั่ง 3 องค์ในพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) กาลต่อมา รัชกาลที่ 7 ทรงพระราชทานพระที่นั่งและหมู่พระวิมานทั้งหมดในวังหน้าอันได้แก่ พระที่นั่งพุทธไธสวรรค์ พระที่นั่งมังคลาภิเศก พระตำหนักแดง เป็นอาทิ ให้เป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สำหรับพระนคร ให้ประชาชนได้เข้าไปชมมรดกสมบัติคู่บ้านคู่เมือง ประเภทกระเบื้องไหกะลาแตกที่หลงเหลือจากการโกอินเตอร์และเซ่นสรวงบรรณาการผู้รากมากดีผู้มีอำนาจวาสนาก็ยังมีอยู่ให้ได้ชื่นชมกันอยู่บ้าง

บนลานสนามหญ้าข้างพระที่นั่งพุทธไธสวรรค์มีเวทียกพื้นขนาดย่อมหันหน้าออกมาทางสนามหลวง มีฉากหลังเป็นหมู่พระที่นั่งวังหน้า และโรงเก็บราชรถ ซึ่งจัดแสดงราชรถที่ใช้ในการพระบรมศพ เช่นพระมหาพิชัยราชรถ เวชยันตร รวมถึงเครื่องประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และเมื่อยามใดที่สิ่งเหล่านี้ต้องถูกนำออกมาใช้งาน ก็ย่อมหมายถึงน้ำตาของแผ่นดินต้องหลั่งริน ขออย่าให้ถึงกาลเช่นนั้นอีกเลย

ที่หน้าเวที มีร่องรอย การใช้สิทธิ์ยึดครองพื้นที่หลายรูปแบบ บ้างก็เอาหนังสือพิมพ์กางไว้ บ้างก็ผ้าพลาสติก ร้องเท้า กระเป๋า จับจองที่มั่นเพื่อให้การ เสพอาหารหู อาหารตา รวมถึงอาหารปาก เป็นไปอย่างครบรสชาด ผู้คนมากหน้าหลายตา หลายวัย เดินง่วนอยู่กับการหาซื้ออาหารรองท้อง . เป็นบรรยากาศเดิมๆที่ฉายซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาได้ ร่วม 49 ปีแล้ว
ใช่แล้ว..ที่นี่แหละ สังคีตศาลา ดนตรีสำหรับประชาชน

เป็นที่รู้กันในหมู่พงพันธุ์อสัญแดหวานักชมดนตรี โขน ละคร ทั้งหลายว่าช่วงเวลาผีตากผ้าอ้อม ของทุกๆวันเสาร์ และอาทิตย์ ถ้าอยากจะหาสิ่งบันเทิงเริงใจอื่นใดที่นอกเหนือจากการที่ต้องทนนั่งดูดารา นักร้อง มาแสร้งสนุกเล่นเกมส์โชว์ชิงรางวัลกันให้ฮึ่ม ตะบี้ตะบันกันอยู่ทุกช่องล่ะก็ ที่นี่เลย..
มันมีความเป็นมายังไงล่ะ..สังคีตศาลาเนี่ย

หลังสงครามมหาเอเชียบุรพ เศรษฐกิจของบ้านเมืองอยู่ในช่วงขาลง ความเป็นอยู่แร้นแค้น ข้าวยากหมากแพง ต้องรัดเข็มขัดกันถ้วนทั่ว สิ่งที่พอที่จะทำให้ไพร่ฟ้าหน้าเขียวได้มีรอยยิ้ม ช่วยปลดพันธนาการของตัวเองออกจากโลกแห่งความเป็นจริงที่แสนจะลำเค็ญได้บ้างก็เห็นจะเป็นมหรสพประโลมโลกนี่เองที่พอจะช่วยได้

ว่าแล้วกรมศิลปากรท่านก็อนุมัติให้กองการสังคีต(เดิม) จัดสร้างสังคีตศาลา ดนตรีสำหรับประชาชน โดยใช้สนามหญ้าหน้าโรงละครศิลปากร บริเวณพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จัดการบรรเลงดนตรีไทยวันพฤหัส และดนตรีสากลวันเสาร์ ให้ประชาชนเข้าชมโดยที่(ในช่วงแรก)ไม่ต้องเสียอัฐ ทั้งยังมีใบปลิวอธิบายรายละเอียดการแสดงต่างแจกผู้เข้าชมในบางครั้งด้วย โดยเปิดการ แสดงครั้งแรกในวันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม 2491 เวลา 16.45-18.30 น. จนถึงครั้งสุดท้ายในวันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม 2491 เลิก รวม 21 ครั้ง เมื่อการแสดงยุติลง ก็เกิดเสียงเรียกร้องมากมายให้จัดอีก บางคนถึงกับร้องเรียนผู้ใหญ่ในกรมศิลปากร ทำนองว่า เอ๊ะ..กรมศิลปากร ทำงานกันปีละแค่หกเดือนแค่นี้หรือ..

ก็ต้องชี้แจงกันไปว่า ทีต้องหยุดไปเหตุเพราะฤดูกาลเป็นอุปสรรค ในการจัดการแสดงกลางแจ้ง จะให้ SINGING (DANCING) IN THE RAIN ตะบี้ตะบันกันทั้งปีก็คงไม่ไหว เดี๋ยวจะเพิ่มโรคปอดบวมให้ศิลปินให้เข้าอีก นอกจาก ถุงลมโป่งพอง ตับแข็ง ฯลฯ

การแสดงครั้งต่อมาเริ่มขึ้นในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2491 ตอนแรกแสดงวัน เสาร์กับพุธ เนื่องจากติดต่อไปยังบริษัทไฟฟ้าไทย จำกัด แล้วได้รับแจ้งว่าในวันดังกล่าวไม่มีการดับไฟซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการรัดเข็มขัด ต่อมาได้ทำการเปลี่ยนวันแสดงจากวันพุธเป็นวันอาทิตย์ เพราะคนดูเยอะกว่าประกอบกับได้รับความร่วมมือ ความกรุณาเป็นพิเศษจากบริษัทไฟฟ้าไทยในขณะนั้นด้วย
ในช่วงนี้กรมศิลปากรทำสูจิบัตรเป็นเรื่องเป็นราว มีครูดนตรีคนสำคัญได้ช่วยเขียนอธิบายเพลงหลายท่าน อาทิ พระเจนดุริยางค์ หลวงประดิษฐไพเราะ พระยาภูมีเสวิน ครูมนตรี ตราโมท ครูโองการ กลีบชื่น เป็นต้น

ส่วนวงดนตรีที่มาบรรเลงในช่วงแรก (พ.ศ.2491-92) ก็มี จากกรมศิลปากร(ดุริยางค์สากล,ไทย) ,คณะศรทอง(ปี่พาทย์) ,คณะประสานศิษย์ (เครื่องสายประสมซอสามสาย),กองทัพบก (จุลดุริยางค์),คณะราชวัตร (อังกะลุง),โรงเรียนบางบัวทอง (ปี่พาทย์),คณะสุขสำเริงบรรเลงกิจ (แตรวง),คณะนันทอุทยานวาฑิต (ปี่พาทย์),คณะข้าราชการกรมที่ดิน (เครื่องสายออร์แกน),คณะอินทประสิทธิ์ศิลป์ (แคนวง),คณะดุริยประณีต (ปี่พาทย์),คณะมงคลเนรมิต (เครื่องสาย),คณะบางคอแหลม (ปี่พาทย์),คณะดุริยางค์ศิลป์ (ปี่พาทย์),คณะ ส.สุรางค์ศิลป์ (เครื่องสายวงหญิงเป็นต้น)

การแสดงมีมาจนถึง 14 พฤษภาคม2492 รวม 54 ครั้ง เป็นอันยุติ

เป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่มีการแสดงระบำรำฟ้อนเลย แต่ผู้ชมก็แน่นขนัดทุกครั้ง เป็นเรื่องของการฟังคุณภาพของดนตรีจริงๆ ก็แน่ล่ะ ถ้าดูรายชื่อนักดนตรีที่มาบรรเลงในสมัยนั้น

ส่วนในปัจจุบันถ้าไม่มีนาฏศิลป์มาสร้างบรรยากาศไม่ทีจะไปรอด .วันนี้ก็เช่นกัน

เป็นการแสดงและการบรรเลงวงเครื่องสายปี่ชวา สถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ กรมศิลปากรนำโดยครูปี๊บ คงลายทอง เป่าปี่ชวา ครูธีระ ภู่มณี สีซอด้วงเพลงโหมโรงราโคเพลงเดียว ที่เหลือเป็นหน้าที่ของ ครูสุริยะ ชิตท้วม เลอเกียรติ มหาวินิจฉัยมนตรี รับบทซออู้ สมบูรณ์ บุญวงศ์ หรืออาจารย์เจี๊ยบ ดีดจะเข้ นักร้องก็มี ครูมัณฑนา เพิ่มสิน ครูสมชาย ทับพร เป็นต้น

การบรรเลงเริ่มด้วย โหมโรงราโค ออกซัดชาตรี ต่อด้วยเพลงยอดนิยมของวงเครื่องสายปี่ชวา ได้แก่ แปดบท เถา (ออกระบำฝรั่งแลนเซีย ) เหราเล่นน้ำ เถา เทพนิมิต 3 ชั้น ออกเพลงเร็วใบ้คลั่ง และออกเพลงชุดกราวภาษา เรียบเรียงโดยพระยาประสานดุริยศัพท์ (แปลก ประสานศัพท์) ฟ้อนแพน เดี่ยวจะเข้ แล้วลากันด้วย แมลงภู่ทอง 2 ชั้น

มีการรำ 3 ชุด มีซัดชาตรี ฟ้อนแพน และที่น่าตื่นตาเหลือเกินคือ ระบำยุโรปโบราณ ซึ่งใช้เพลงฝรั่งรำพึงและฝรั่งแลนเซียบรรเลงประกอบ

ไม่ทราบว่าที่เรียกว่าโบราณนี่คือ ชุดโบราณหรือเปล่า เพราะเสื้อผ้าดูจะหมองๆชอบกล..
ตัวพระ เอ๊ะ..หรือจะเรียกว่าเจ้าชายดี ใส่ชุดเหมือนคนแคระทั้งเจ็ดมาก (ยกเว้นรองเท้าที่ละม้ายคอมแบททหาร) ส่วนตัวนาง หรือเจ้าหญิง ก็ฉลองพระองค์ทรงจิ้งหรีดขาวสีแดงแปร๊ด ฟูฟ่อง
กรีดกราย ยืดๆยุบๆหมุนไปหมุนมา อ้าวจบซะแล้ว
เหลือบไปดูอากัปกริยาของฝรั่งสองสามคนที่นั่งดูอยู่ข้างๆ
ตาค้างอ้าปากหวอเลยครับท่าน
แต่จะเป็นเพราะเหตุใด ไม่เสี่ยงที่จะชี้นำความคิดครับ .
Good bye

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: No Comments