แว่วเสียงม้าย่อง ที่คลองเจ้าเจ็ด

นายยางสน..คนบางขวาง
13 ตุลาคม 2547

กลางเดือนมีนาคม เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปรากฏหมายเลขแปลกตา เสียงที่ไม่คุ้นเคยเปิดเผยเฉลยตัว ระรัวเรื่องฉ่ำชื่นตื่นเต้น

ชายชราในวัย 89 ปี ที่เขาพาเดินเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง โหมโรง

เสมือนโอสถทิพย์ที่ได้ปลุกชีวิตชีวาผู้เฒ่า ลุกขึ้นเล่าเรื่องราวที่ลูกหลานไม่เคยรู้ ประหนึ่งว่าช่วงชีวิตหนึ่งของท่านได้โลดแล่นร่วมรวมอยู่ในเหตุการณ์

เสียงระนาดเมื่อวันวานขับขานขึ้นอีกครั้ง

26 มีนาคม 2547

เรา อันหมายถึงข้าพเจ้ารวมเข้าด้วย หนุ่มโพธิ์หัก อีก หนุ่มนักรัก ระนาดหิมะ นั่งนิ่งประจันหน้า ชายชราใจดีงดงามด้วยบุคลิกกระดิกนิ้วปลิวคำความหลังครั้งเก่าชัดเจนราวเพียงเพิ่งผ่านพ้น

ตำบลเจ้าเจ็ด เขตอำเภอเสนา อยุธยากรุงเก่า ครูเล่าว่าเกิดที่นั่นในวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2459 ในครอบครัวชาวนา หากแต่ว่าด้วยความรักในดนตรีจึงมีความสามารถร้องเล่นบรรเลงเพลงเครื่องสายร่วมด้วยสหายสนิทญาติมิตรชิดใกล้ได้ครื้นเครง

ครูเป็นบุตรคนที่ 5 ของนายฮวบ และนางเจียน มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา รวม 6 คน จนกระทั่งรู้ประสา จึงได้เรียนรู้สู่วิชาที่โรงเรียนวัดเจ้าเจ็ดสำเร็จชั้นประถม 4

นายฮวดผู้บิดาได้พาครูไปฝากฝังเรียนดนตรีกับครูแหยม ครูปี่พาทย์ตาบอด ผู้จอดเรือที่ล่องมาจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยเครื่องปี่พาทย์ครบวงลงหลักปักฐานอยู่บนแพในคลองเจ้าเจ็ด

จากเพลงสาธุการ ผ่านโหมโรงเช้า เข้าสู่โหมโรงเย็น เป็นปฐม สายลมก็เปลี่ยนทิศ ศิษย์ร่วมแพต้องแยกย้ายเหตุเพราะครูเจ้าสำนักวายชนม์ เครื่องดนตรีปี่พาทย์ปราศจากคนดูแลรักษา ด้วยภรรยาครูมิได้เป็นดนตรี จึงมีผู้รับจำนำ ทำให้นายฮวบต้องไปไถ่คืนยื่นเงิน 8 ชั่ง นำมาเก็บบูชาสืบต่อมาจนปัจจุบัน

ครูได้เป็นคนระนาดเอก เฉกพี่ชายที่ตายไปเมื่อครูอายุล่วงได้ 12 ปี อีกยังหาหนทางที่จะเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อศึกษาวิชาเพิ่มเติม

ชะตาชีวิตลิขิตให้ครูได้ร่ำเรียนเชิงระนาดในสายสำนักตักศิลา โตสง่า ของ ครูพุ่ม ที่บ้านชุมชนถนนตะนาวหลังวัดบวรนิเวศน์

ในช่วงแรกครูต้องเดินทางไปกลับบางกอกอยุธยา ก่อนที่จะมาอยู่กินนอนในภายหลัง ได้นั่งต่อเพลงบรรเลงปี่พาทย์ร่วมกับ นายโป๊ะ นายไสว (หลานครูพุ่ม) นายชงโค นายชิน นายเจือ นายช่อ ที่ตามต่อเป็นรุ่นหลัง ก็มีทั้ง นายแสวง นายสมภพ นายสมบัติ เป็นต้น

เพลงเดี่ยวระนาดเอกทางครูพุ่มที่เคยผ่านมือหนุ่มของครู มีอยู่หลายเพลง นอกจาก ม้าย่องที่ครูได้ต่อเป็นเพลงแรกและได้เดี่ยวต่อหน้า มหาดุริยกวีหลวงประดิษฐไพเราะ ที่บ้านบาตร ก็มี เชิดนอก กราวใน ลาวแพน แขกมอญ พญาโศก ที่ได้บรรเลงมาอย่างโชกโชนช่ำชองไม่เป็นรองเรี่ยวแรงที่ครูใช้ไปกับการตักน้ำ ทำขนม โม่แป้ง แบ่งเบาภาระน้าแม้นภรรยาครูแหยมเป็นการทดแทนคุณ จนกระทั่งลากลับกรุงเก่าเมื่อย่างเข้าปี พ.ศ.2482

ครูบวชเรียนที่วัดเจ้าเจ็ดใน และเมื่ออายุได้ 25 ปี แล้วจึงมีครอบครัวร่วมชีวิตกับนางบุญส่ง รุจิญาติ ที่เกาะพระ ตำบลบ้านโพธิ์ อำเภอบางปะอิน ในช่วงนั้นครูได้นำวิชาความรู้มาถ่ายทอดให้กับเด็กๆ ลูกหลานด้วยความเมตตา เป็นที่น่านับถือไว้ใจ จนได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำงานดำรงตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการที่ตำบลบ้านโพธิ์

เมื่อครั้งยังหนุ่มแม้ครูจะดูเรียบร้อย เป็นผู้น้อยเจียมวิชาไม่กร่ากร่าง แต่ครูก็ไม่เคยห่างเหินเมินหนีงานประชันดนตรีที่ในวันนี้คนรุ่นหลังยังจดจำเล่าขาน ไม่ว่าจะเป็น การบรรเลงระนาดขัดตาทัพสลับการประชันครั้งใหญ่ในงานไหว้ครูที่บ้านบาตร ประชันระนาดกับครูบุญยงค์ เกตุคง ที่วัดสะพานสูง บางซื่อ หรือแม้แต่การบรรเลงที่ศูนย์วัฒนธรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ร่วมบรรเลงกับวงของสมเด็จในกรม ณ พระราชวังบางปะอิน

ครูประพันธ์เพลงไว้ไม่มากนักหากแต่มีความไพเราะเรียบร้อยเหมาะด้วยบุคลิก เช่น โหมโรงกระตุ้งกระติ้ง เถา,บ้าบ่น เถา,มอญร้องไห้ เถา,พญาแปรแล เป็นต้น

ค่าที่ครูถึงพร้อมด้วยความสามารถและความดีเป็นที่ประจักษ์เป็นที่รักของบุคคลทั่วไป ครูจึงได้รับมอบโองการไหว้ครูจาก ครูแหยม ครูพริ้ง ดนตรีรส และ ครูพิมพ์ นักระนาด ทำหน้าที่เป็นพิธีกรอ่านโองการไหว้ครูดนตรีปี่พาทย์ อีกแตรวง ดำรงค์ต่อเนื่องมากว่า 30 ปี

แถบแม่เหล็กบันทึกภาพหมุนครบจบม้วน จากที่ได้ชวนครูคุยอีกลุยบรรเลงเพลงการที่นานครั้งจะลงไม้ ไม่ว่าจะเป็น มุล่ง เชิดนอก เพลงฉิ่งพระฉันท์ ทำให้วันที่ร้อนอบอ้าวยาวนานผ่านไปอย่างรวดเร็ว

วิดีโอ สองตลับ นับรวม แผ่นมินิดิสค์ สามแผ่น แล่นเลื่อนจำจดบทชีวิตครูที่พรั่งพรู ซึ่งแม้ดูเป็นเพียงเศษเสี้ยวช่วงหนึ่งที่ยังระลึกรู้ในความทรงจำ แต่คงนำไปสู่ประโยชน์อื่นๆได้มิใช่น้อย

บ่อยครั้งหลายๆสิ่งล้วนสำคัญต่อการนำกลับไปสู่กระบวนการศึกษาประศาสน์ปริญญายังห้องเรียน แต่โลกภายนอกนั้นยังมีอะไรอีกมากที่ยังย้ำเตือนเราอยู่เสมอว่า เรายังไม่รู้อะไรเลย

ช่วงสายของวันที่ 2 กรกฎาคม 2547 เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปรากฏหมายเลขคุ้นตา เสียงที่คุ้นเคยเปิดเผยเฉลยตัว ระรัวเรื่องน่าตระหนกโศกเศร้า

ชายชราในวัย 89 ปี ที่เขาพาเดินเข้าไปดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง ได้ล้มป่วยด้วยเส้นโลหิตในสมองตีบ เมื่อวันที่ 7 มิถุนา ที่ผ่านมา และได้รับการรักษาตัวเป็นอย่างดีที่โรงพยาบาลราชธานี .

.จนถึงเช้าวันนี้ที่ลมหายใจสุดท้ายสงบลง

คารวะ ครูปุย ไสยวุฒิ สุภาพบุรุษนักระนาดแห่งคลองเจ้าเจ็ด ด้วยอาลัย

งานพระราชทานเพลิงศพ ครูปุย ไสยวุฒิ

วันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2547

เวลา 16.30 น.

ณ วัดโพธิ์ ตำบลบ้านโพธิ์

อำเภอ บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: No Comments