สิ้นเสียงฆ้องก้องเจ้าพระยาน้ำตาริน หวลถวิลพิณพาทย์วังบางคอแหลม

นายยางสน..คนบางขวาง
28 กรกฎาคม 2547

ถนนเจริญกรุงในวันนี้ ตลบอวลด้วยคลุ้งควันไอเสียจากยานยนต์กลจักร ที่มักบีบแตรแซ่ซ้องระงมเสียงดิ้นรนเพียงเพื่อให้ชีวิตตนได้ดำรงอยู่และดำเนินต่อไปอย่างเร่งรีบ

บริเวณสุดท้ายปลายถนน ที่บรรจบตกลงตรงริมฝั่งเจ้าพระยา คนเก่าเล่าว่า ครั้งหนึ่งเคยสงบร่มครึ้มด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ เติบก้านผลิใบบังเงาทอดทับหมู่เรือนไทยหลังตระหง่าน สถานที่ก่อเกิดตำนานสำนักดนตรีปี่พาทย์สำคัญ เมื่อครั้งก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่ชาวบ้านขานเรียกกันว่า วังบางคอแหลม

พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงเลือกที่ดินริมฝั่งคดโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยา ปรารถนาที่จะสร้าง วังบางคอแหลม ขึ้นเพื่อเป็นที่พักผ่อนตากอากาศ อีกหย่อนใจด้วยเสน่ห์เสนาะไพเราะแห่งดนตรีที่ทรงโปรดปราน นอกเหนือจาก วังลดาวัลย์ ที่พระบิดาพระราชทานให้ เพื่อใช้เป็นที่ประทับหลังจบการศึกษาจากต่างประเทศ (ในปัจจุบันคือสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วังแดง )

วังบางคอแหลมเป็นเรือนไม้ทรงไทย ผายผันหันหน้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วยเรือนประธาน เรือนฝึกซ้อมดนตรี (2 หลัง) เรือนนอนนักดนตรี (2 หลัง) ทั้งหอนก รวมทั้งสิ้น 6 หลัง มีชานเรือนเชื่อมต่อถึงกัน ร่มเย็นด้วยไม้ใบโปร่งยืนต้นไหวเงาที่ลอดทะลุชูก้านปกคลุม ต่อเนื่องทางเดินจากซุ้มเรือนทอดยาวสู่แพท่าน้ำ

จากรุ่งเช้าจวบเย็นย่ำ ที่นักดนตรีต้องคร่ำเคร่งฝึกซ้อม โดยมีจางวางผาด ปัญจโกวิทย์ ดูแลเป็นแม่งาน อีกทั้งได้ท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มาปรับเพลงต่อทางไม่ว่างเว้นเป็นประจำ โดยในวันจันทร์ สอนรุ่นใหญ่ ได้แก่ เผือด นักระนาด ,โองการ กลีบชื่น ในวันพุธ สอนรุ่นกลาง ได้แก่ รวม พรหมบุรี,สวง แสงเรืองรอง ในวันศุกร์ สอนรุ่นเล็ก ได้แก่ ไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์,ถวิล อรรถกฤษณ์ เป็นอาทิ ทั้งนี้ให้มีหน้าที่บรรเลงถวายตั้งแต่ 1 ทุ่ม ถึง 3 ทุ่ม เป็นประจำ นอกจากนั้นยังได้ทำการประชันสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักในอีกหลายวาระ ทั้งในฐานะที่เป็นแหล่งชุมนุมนักดนตรีผู้เปี่ยมด้วยความเชี่ยวชาญ รวมถึงเพลงการสำคัญที่เกิดขึ้น โดยท่านครูหลวงประดิษฐไพเราะ ได้เจาะจงลงแรงแต่งขึ้นเป็นการเฉพาะ ได้แก่ เพลงแขกลพบุรี ทางวังบางคอแหลม และ เพลงเชิดจีน ทางวังบางคอแหลม

วารวันอันเรืองรองของวังบางคอแหลมนั้นช่างสั้นนัก หลังจากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ สิ้นพระชนม์ในวันที่ 8 เมษายน พ.ศ..2475 วังบางคอแหลมก็ถูกปล่อยให้รกร้างเงียบงัน ผ่านวันคืนสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของแผ่นดิน และได้ถูกรื้อถอนอาคารทั้งหมดในปี พ.ศ.2512 ก่อนที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จะจัดสรรให้บริษัทเอกชนเช่าเป็นอู่ต่อเรือซ่อมเรือเดินสมุทร ล้อมรั้วกั้นเขตสูงทึบปิดกั้นคั่นขวางเรื่องราวยาวนานที่ลูกหลานชาวบางคอแหลมควรรับรู้ดูแล

วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2547 ณ วัดลาดสนุ่น อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ควันบางลอยนิ่ง ทิ้งเถ้าเบาโบยโรยอาลัย เพลงชีวิตของชายชราผู้เป็นสายสัมพันธ์เชื่อมอดีตแห่งวังบางคอแหลมก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์ พร้อมๆกับน้ำตาที่พรั่งพรูของหมู่ศิษย์และญาติมิตร ที่มาร่วมอาลัยในงานพระราชทานเพลิงศพ ครูถวิล อรรถกฤษณ์ นักดนตรีคนสุดท้ายของวังบางคอแหลม

ครูถวิล เกิดวันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ.2459 ที่บ้านวัดนนทรี ตำบลพุดเลา อำเภอบางประหัน พระนครศรีอยุธยา ตาชื่อนายทรัพย์ รักดนตรี มีหน้าที่คุมวงดนตรีในพระราชวังจันทร์เกษม มีลูกเขยชื่อเพชร จรรย์นาฏย์ ครูปี่พาทย์สำคัญของวังบูรพา

นายใยผู้บิดา ได้พาครูถวิลไปฝากฝังร่ำเรียนกับครูเพชรแต่ครั้งยังเยาว์อายุราว 9 ขวบปี จวบเมื่อสมเด็จวังบูรพา สิ้นพระชนม์ ในปี พ.ศ.2468 ครูเพชร จึงได้กลับมาลงหลักปักฐาน ที่บ้านเหนือวัดสามวิหาร อำเภอหัวรอ พระนครศรีอยุธยา ซึ่งครูถวิลก็ได้ติดตามมาร่ำเรียนปี่พาทย์ต่ออย่างจริงจัง ทั้งกระบวนเสภา หน้าพาทย์ จนปราดเปรียว ส่วนในเวลาว่างก็ชอบไปเที่ยวดูหนังที่โรงหนังหัวรอ และมักจะขอตีฉิ่งให้วงดนตรีที่เล่นในโรงหนัง เพื่อจะได้นั่งดูฟรี และที่นี่เองที่ครูถวิลได้รู้จักกับจ่าวร และคุณสาคร ที่ช่วยสอนการอ่านเขียนโน้ต ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ครูถวิลอย่างยิ่งเมื่อกาลผ่านมา

21 พฤศจิกายน พ.ศ.2471 สมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสด็จประพาสทางเรือยังพระราชวังบางปะอินถิ่นชุมชนคนดนตรี จึงมีดำรัสตรัสสั่งให้จางวางผาด จัดหาปี่พาทย์มาบรรเลงประชันกับวงในพระองค์ท่าน ซึ่งก็เป็นที่ประหวั่นหวาดเกรงในหมู่เหล่านักเลงดนตรีท้องถิ่นเป็นที่ยิ่ง จึงพากันหลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงการประชัน เจ้าคุณโบราณราชธานินทร์ ผู้ปกครอง (ผู้ว่าราชการ) พระนครศรีอยุธยา จึงขันอาสานำวงครูเพชร มารับมือกับวงจากบางกอก ซึ่งล้วนแล้วแต่นักดนตรีมีชื่อ เช่น เผือด นักระนาด (ระนาดเอก) ,โองการ กลีบชื่น (ฆ้องวงเล็ก) , หลวงเสียงเสนาะกรรณ และ คุณหญิงเยี่ยม (ร้อง) เป็นอาทิ

ส่วนนักดนตรีวงครูเพชร ที่มาประชันในครั้งนั้นมี ผวน บุญจำเริญ (ปี่), ไพฑูรย์ จรรย์นาฏย์ (ระนาดเอก) ,ปรุง รักดนตรี (ระนาดทุ้ม) ,ถวิล อรรถกฤษณ์ (ฆ้องวงใหญ่) , ช้วน (ฆ้องวงเล็ก) ,สวง เกิดผล (กลองสองหน้า) ,เจียน จรรย์นาฏย์ และ ชั้น อรรถกฤษณ์ (ร้อง)

ผลของการประชันเป็นที่พอพระทัยสมเด็จพระบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์เป็นที่ยิ่ง ถึงกับได้ตรัสขอตัวนักดนตรีจากครูเพชร เพื่อตามเสด็จฯกลับวัง ทั้งคนปี่ คนระนาด คนทุ้ม คนกลองสองหน้า และ ฆ้องวงใหญ่ซึ่งครูถวิลได้บรรเลงอย่างเรียบร้อยหมดจดสมภาคภูมิ

ครูถวิล ได้รับตำแหน่งตำแหน่งมหาดเล็กปี่พาทย์ มีหน้าบรรเลงดนตรีถวายทุกวัน จึงต้องขยันมานะพากเพียร ได้เรียนรู้เพลงการเพิ่มเติมจากหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ค่าที่เป็นคนฆ้องวงใหญ่จึงจดจำทำทำนองเพลงได้แม่นยำ และนำมาบันทึกเป็นโน้ตไว้ได้มากกว่า 200 เพลง อีกทั้งมีโอกาสต่อทางร้องเพลงกับ หลวงเสียงเสนาะกรรณ และคุณหญิงเยี่ยม เรียนชั้นเชิงปี่กับครูเทียบ คงลายทอง เรียนกระบวนกลองกับ พระพาทย์บรรเลงรมย์

เมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ายุคลฑิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์สิ้นพระชนม์ จวบถึงเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงเป็นเหตุต้องทำให้วงดนตรีวังบางคอแหลมแยกย้ายสลายวง หากแต่ครูถวิลยังคงอยู่เฝ้าพระศพถวายความจงรักภักดีอยู่ที่วังลดาวัลย์นับปี กระทั่งถึงงานถวายพระเพลิงพระศพ

ครูถวิลได้ให้ความสนใจใคร่รู้ในเรื่องลิเกเพื่อหันเหหาเลี้ยงชีวิต ทำให้ได้สนิทชิดเชื้อกับครูบุญยงค์ บุญยัง เกตุคง ตรงบริเวณสะพานบางลำพู ที่รู้จักในชื่อวิกบำรุงไทย จึงได้กราบทูลลาพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์หญิงเฉลิมเขตรมงคล กลับอยุธยาพร้อมทั้งชักชวนสหายสนิททั้งสองมาฝากตัวเป็นศิษย์ ที่บ้านครูเพชรแต่ครั้งนั้น และมีโอกาสได้ไปปรับวงปี่พาทย์ของครูสังเวียน เกิดผล ผู้เป็นพี่เขย เลยได้ร่ำเรียนการเล่นจำอวด หนังใหญ่ อีกทั้งได้ศึกษาแตรวง จากครูอาจ,ครูผวน พงษ์เจริญ และ ปี่พาทย์มอญ จาก ครูเจิ้น ดนตรีเสนาะ

ด้านชีวิตครอบครับ ครูถวิล พบรักกับนักระนาดสาว ชาวคณะของนายพัน ชื่อบุญหลง หิรัญพฤกษ์ ซึ่งภายหลังได้ตกลงปลงใจใช้ชีวิตร่วมกัน พันผูกปลูกสร้างฐานะด้วยวิชาชีพดนตรี จนเป็นที่ประจักษ์ในความสามารถและวิริยะอุตสาหะ กระทั่งมีสำนักดนตรีที่มั่นคง ทั้งแตรวง อังกะลุง และปี่พาทย์

ครูถวิลได้ฝากผลงานเพลงไพเราะไว้เป็นอนุสรณ์ของตัวท่านหลายเพลง เช่น หอมหวาน เถา หอมหวน เถา ลมหวน เถา ขอมกลาง เถา เป็นต้น หากแต่ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของครูถวิล อรรถกฤษณ์ คือชีวิตที่ดำรงตนอยู่ในหลักธรรมคำสอนของพุทธศาสนาเป็นที่ปรากฏชัด ว่าท่านนั้นเป็นบุตรที่ดีของบุพการรี เป็นศิษย์ที่ดีของครู เป็นคู่ชีวิตที่ดีของภรรยา เป็นบิดาที่ดีของบุตร เป็นครูที่ดีของศิษย์ โดยมิต้องอวดอ้างสาธยายด้วยรางวัลใดๆ

16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 ครูถวิล อรรถกฤษณ์ ศิษย์ปี่พาทย์สำนักพระราชวังกรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ คนสุดท้ายในแผ่นดินสยาม ทอดร่างสง่างามสงบนิ่ง ทิ้งเรื่องราวแห่งชีวิตมากมายไว้ให้คนรุ่นเราเล่าขาน แม้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวตำนานที่หลงเหลือ เมื่อหันไปมองสิ่งที่สูญหายด้วยคิดว่าไร้ค่าละเลย ซึ่งก็คงจะสายเสียแล้วที่จะเพ้อพกฟูมฟาย .

ไม่มีใครเป็นนายของเวลา หากแต่ชีวิต เป็นเช่นนั้นหรือ

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from หลานปู่ - 09/08/2010 at 21:47

รักปู่ครับ