ไหว้ครูดนตรีนาฏศิลป์ แผ่นดินพระนารายณ์

คุยทางไกล เวปไซด์ ไทยคิดส์
นายยางสน..คนบางขวาง
29 สิงหาคม 2546

สิงหาคม สายฝนเดือนแปด (หรือเก้า ถ้านับตามแบบไทย) ยังคงโปรยปราย สร้างความฉ่ำชื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ให้ผืนดินอย่างไม่ขาดสายหายแห้ง นาแล้งพลิกฟื้นยืนรวง กล้าต้นแทงยอดเรียวเขียวชอุ่มชุ่มน้ำ คำคนเก่าเฒ่าแก่เล่าว่าแต่ครั้งพุทธกาลนานมา องค์พระสัมมาฯทรงบัญญัติให้ภิกษุละเว้นเส้นทางสัญจรด้วยอุปสรรคแห่งวสันต์ฤดู เป็นที่หมายรู้ว่าคือช่วงพรรษา พลอยฝนพลอยฟ้าให้งานหาของชาวปี่พาทย์ระนาดฆ้องจำต้องขาดช่วง

สำนักดนตรีปี่พาทย์หลายแห่งแหล่งที่จึงนิยมชมชอบที่จะประกอบพิธีไหว้ครูประจำปีขึ้นในห้วงเวลานี้จนเป็นประเพณีสืบมา ไม่ว่าจะเป็น มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (วันอาทิตย์ต้นเดือนสิงหาคม) ,วิทยาลัยนาฏศิลป์กรุงเทพฯ ,วัดพระพิเรนทร์ และ วัดป่าธรรมโสภณ เป็นต้น

28 สิงหาคม 2546

ชะรอยกรรมทำไว้ที่ได้ตกปากรับคำจำกันได้อยู่ว่าจะไปชมปี่พาทย์ลพบุรี ครั้นจะหลบลี้หนีหายสหายสนิทก็ใช่ที่ จึงต้องหอบสังขารคลานขึ้นราชรถกดซะ 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง งีบเดียวก็เสียวได้..ถึงที่หมายเป็นตายเท่ากัน

หลงทางซักเล็กน้อยพอเป็นธรรมเนียม เกือบเที่ยงคืนก็ยืนเจี๋ยมเจี้ยมอยู่ที่วัดป่าธรรมโสภณ ตำบลชุบศร อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี สถานที่จัดงานไหว้ครูดนตรีและนาฏศิลป์ แผ่นดินพระนารายณ์ .

..นึกว่าตลาดจะวายเสียแล้ว ที่ไหนได้

ลำโพงยักษ์แปดแสนวัตต์ที่ติดตั้งอยู่บนศาลายังตะโกนเสียงระนาดบาดทรวงทะลวงแก้วหูอยู่โครมคราม ไต่ถามกันว่าเพิ่งจะเริ่มการประชันคู่ที่สอง

ชะเง้อมองส่องสถานการณ์ไม่นานนัก หนุ่ม(ใหญ่)โพธิ์หักเพื่อนสนิทก็สะกิดเรียกให้ทายทักนักแกะฆ้องกลองระนาด จากบ้านปิ่นแก้วนาม ช่างแจ๊ว สำริด กรีโชติ หนุ่มไม่โสดผู้ไม่ย่อท้อต่อชะตาชีวิต

จากคนสำมะเลเทเมาไม่เคยเข้าโรงเรียนอ่านเขียนไม่ได้ กลับตัวตั้งใจเฝ้าศึกษาเรียนรู้ดูวิธีแกะสลักสร้างเครื่องดนตรี กระทั่งสามารถหาเลี้ยงชีพตนและอีก 3 ชีวิตผู้เสมือนแก้วตาดวงใจ

จากวันที่กู้หนี้ยืมสินเป็นค่าเดินทางเข้าเมือง มุ่งหมายถวายฆ้องมอญฝีมือตนและผู้เป็นที่รักในครอบครัว แด่ ทูลกระหม่อมแก้ว ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาครั้งสุดท้าย(หรือเปล่า.. ) ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา

วันวานที่ลำเค็ญของ ช่างแจ๊ว ดูเหมือนว่าจะไม่หวนกลับมาอีก

วันนี้ ช่างแจ๊ว มีลูกมือ 9 คน หนึ่งในนั้นคือลูกชาย ที่ครั้งหนึ่งต้องจำออกจากโรงเรียน แต่วันนี้กำลังจะจบการศึกษาผู้ใหญ่ ได้เงิน 9000 บาทจากผู้พ่อต่อเดือนเป็นค่าแรง

ล่าสุดรับงานจาก เบียร์ช้าง สร้างปี่พาทย์มอญ 70 ชุด แจกจ่ายทั่วประเทศ

ยินดีปราโมทย์กับว่าที่เสี่ยสำริด กรีโชติ ตามสมควร จึงชวนกันแหวกคนแทรกร่างขึ้นไปนั่งกลางศาลา ทราบว่าปี่นี้มีปี่พาทย์ 3 คู่ 2 โชว์ โอ้โฮ 8 วงเทียว

เริ่มจาก วง ส.สุริยะฉาย นายวงคือครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง คนฆ้องก้องนาม ตามด้วย

คู่ที่ 1 ศิษย์เขียวขาว ขวัญใจชาวนนทบุรี ตีกับ วง วิจิตรศิลป์ ถิ่นจันทรบุรี

คู่ที่ 2 นกหวีดยอดบรรเลง คนกันเองเจ้าบ้าน นำเพลงทยอยเขมรประเคนใส่ จิ้งจกทองของวง พุฒธยา จากสมุทรสาคร ซึ่งล้วนแต่นิสิตเกษตรหน้าละอ่อน

สลับด้วย วง วิทยาลัยนาฏศิลป์ ลพบุรี ที่คนระนาด วาดเสียงสะอาดหมดจดทรงกลดหมดเมฆพรายพรรณ ในเพลงบุหลัน เถา

ปิดท้ายด้วย คู่ที่ 3 นิดหน่อย แสงอรุณ จากบางกอก ตีดอกไม้ไพร กับ ศิษย์วัดหงอนไก่ ที่ได้ ป้อม กองปราบ นำทัพรับมือ

นั่งหูอื้ออยู่ได้ไม่นาน อาการปวดหลังเริ่มถามหา เลยหมายตาพาร่างเข้าไปคุยกับชายแก่ร่างเล็กในเสื้อฮาวายเขียวสด แซมสลับดอกทานตะวันเหลืองอ๋อยบานแฉ่ง พาลให้นึกถึง ความหวังเก่าๆ หรือ ความหวังใหม่ๆ อะไรประมาณนั้น

ลุงประยูร กั้นเขต โฆษกเจ้าประจำเก็บตัวอยู่ในผ้าผืนนั้น

ด้วยต้องตะโกนแข่งเสียงปี่พาทย์ ถ้าไม่คลาดเคลื่อนก็พอจับคำตามความได้ว่า ลุงทำงานอยู่สถานีวิทยุตั้งแต่ปี พ.ศ.2500 แล้วก็ได้มีโอกาสมาเป็นดีเจลิเกแอนด์ปี่พาทย์เฟสติวัลที่ชมรมดนตรีไทยและนาฏศิลป์ลพบุรี จัดขึ้น โดยหลายปีที่ผ่านมาได้กระจายเสียงสดๆคอนเสิร์ตวัดป่าฯ ทางวิทยุมณฑลทหารบกที่ 13 ลพบุรี AM 1197 MH จะมาเกิดอาเพศก็ปีนี้ที่เป็นรายการแห้ง บันทึกเสียงไปเปิดทางสถานีที่มีเวลาให้เพียง 2 ชั่วโมง

.โถ แค่ อินโทรก็ร่วมครึ่งชั่วโมงแล้ว

แรกเริ่มเดิมที คณะลิเกที่มีดาษดื่นทั่วผืนแผ่นดินพระนารายณ์มากมายกว่า 100 คณะ คิดจะจัดพิธีไหว้ครูขึ้น โดยได้วัดมณีชลขัณฑ์เป็นสถานที่จัดครั้งแรก (ประมาณ พ.ศ.2518-20) โดยในครั้งนั้นก็อาศัยไหว้วานให้คุณอมรรัตน์ จันทร์แก้ว นักระนาดฝีมือดี เป็นผู้จัดปี่พาทย์มาประกอบพิธีอีกบรรเลงถวายมือเป็นที่คึกครื้นตลอดคืน

ปีต่อมา ผู้ก่อการก็คิดสนุกเชิญวงดนตรีบรรเลงถวายมือเพิ่มเป็น 4 วง สลับกันบรรเลง ก็ทวีความครื้นเครงขึ้นเป็นอันมาก กระทั้ง พลเอกหอม โห้ลำยอง ผู้เป็นที่นับถือในหมู่เพื่อนพ้องผองพวกศิลปินลพบุรี ได้มีเมตตามาให้ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อให้งานมั่นคงยิ่งใหญ่ขึ้น จึงย้ายเห็นชอบให้ย้ายไปจัดที่วัดป่าธรรมโสภณ จวบจนปัจจุบัน

ในสมัยนั้น ครูผู้ใหญ่ที่มาอ่านโองการ ก็มี ครูจำเนียร ศรีไทยพันธุ์ ครูน้ำว้า ร่มโพธิ์ทอง ส่วนปีนี้ ครูบุญเลิศ นาจพินิจ ท่านกรุณามากอรปกิจให้

บรรยากาศเก่าๆที่คุ้นเคยยังคงมิเปลี่ยนไปเท่าใดนัก เพียงมิตรรักแฟนเพลงอีกผู้บรรเลงเท่านั้นกระมังที่ร่วงโรยไปตามกาล แต่เสน่ห์ของปี่พาทย์ และเสน่ห์ของคนดูปี่พาทย์ยังคงอยู่

ประเทศไทย .ประเทศไทย เสียงของชายกลางคนดังขึ้นเป็นระยะอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย (เป็น สำนวน มิได้หมายถึงไม่มีเครื่องเป่า)

พยายามเข้าใจว่า เป็นการแสดงความพึงพอใจในรสดนตรีของพี่ชายท่านหนึ่ง (ที่ภายหลังอยากจะตั้งชื่อให้ว่า พี่รักชาติ ) หากสติในขณะนั้นมิอาจรังสรรค์คำใดๆได้มากไปกว่านี้ (ปีก่อนๆ พี่เขาจะมีคำว่า สะบัด ด้วย รวมเป็น ประเทศไทย..สะบัด..ประเทศไทย..สะบัด )

เป็นเรื่องธรรมดา ที่ผู้ชมและผู้บรรเลงจะล้อมวงก๊งเหล้าจนเมาพับหลับไหลไม่ได้สติ บ้างก็กระเตงเลี้ยงลูก บ้างก็โห่ฮาด่าเชียร์ บ้างก็เร่ขายเครื่องรางของมงคลอีกเครื่องดนตรีทั้งเครื่องดองของแกล้มสารพันในใต้หล้า

.เบอร์ดี้ เบอร์ดี้ .

เสียงชายหนุ่มเสื้อสีแสดมอมๆ ดังแทรกท่วงทำนองปี่พาทย์อย่างได้จังหวะจะโคน สร้างความครื้นเครงไม่เกรงใจ ไท ธนาวุฒิ พรีเซ็นเตอร์ ตัวจริง ทิ้งมุขให้มหาสมาคมได้ฮาเป็นระยะ

ตีสี่กว่า เศษเหรียญรวมได้สิบสามบาททำให้ เบอร์ดี้ กระป๋องสุดท้ายหายไปกับคนพิลึกที่คึกจะกินกาแฟตอนนั้น

หนุ่มเสื้อแสดวางกระป๋องพลาสติคว่างเปล่าลงบนศาลา มือหนึ่งล้วงลับกับกระเป๋ากางเกงลีบแบน พลันสาวท้าวพาร่างอิดโรย ตรงรี่เข้าหาวงปี่พาทย์เบื้องหน้า ที่ ป้อม กองปราบ กำลังตาเขม็งเกร็งแขนกระแทกหัวไม้รักดำสนิทปลิวร่อนลูบผืนตื่นเต้นเป็นสำเนียงภาษาหลากหลาย ในเพลง เชิดจีน

ทันใด มือหยาบกร้านด้วยผ่านงานหนักที่ซุกแอบอยู่ในกระเป๋าก็ถูกกระชากออกมา หมายมุ่งพุ่งตรงสู่นักระนาดผู้นั้น

เศษกระดาษใบเล็กสีแดงยับยู่ ถูกเหน็บแนบยัง ขอระนาด ที่โขนเบื้องซ้ายด้วยความสิเหน่หา

..หนุ่มเสื้อแสดหันหลังกลับ เดินลับลงศาลาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม หายไปในความมืด..

Posted: ตุลาคม 24th, 2009
Categories: ไทยคิดส์
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from tong - 04/08/2010 at 11:15

น่ากลัว