วันอัศจรรย์ 9 “โรงเรียนใหญ่”

ปอสามเพื่อนกัน กับวันอัศจรรย์ของผม 1

โรงเรียนใหญ่

18 กุมภาพันธ์ 2548

ในที่สุดผมก็ต้องย้ายโรงเรียนอีกครั้ง แม้ว่าจะอาลัยสมรภูมิรบที่ได้สำรวจถ้วนถี่ไว้แทบทุกตารางนิ้ว เพื่อการปรับเปลี่ยนให้เป็นกิจกรรมสันทนาการนอกห้องเรียนได้มากมายร้อยแปดประการอยู่บ้าง แต่เสน่ห์ของเดินทางและความตื่นเต้นในการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆก็ดูช่างเย้ายวนชวนเชิญให้ผมได้สัมผัส เกินกว่าที่จะมาฟูมฟายอาลัยอาวรณ์กับสองปีแรกในรั้วพระเกี้ยวน้อยแห่งนี้

ผมต้องย้ายไปอยู่ โรงเรียนใหญ่ ซึ่งเด็กๆตั้งแต่ชั้น ป.3 ถึง ป.6 จะต้องมาเรียนที่นี่

จากรั้ว โรงเรียนเล็ก ออกทางประตูหน้าแล้วเลี้ยวขวา (ผมมั่นใจเพราะเป็นด้านที่หน้าอกเสื้อของผมไม่มีรูปพระเกี้ยว) เลียบถนนพญาไท ทะลุตึกโบราณสีครีมสวยงามที่ใช้เป็นสำนักอธิการบดี ตรงลึกเข้ามาไม่กี่มากน้อย ก็จะเห็นรั้วเหล็กขัดเป็นตารางโปร่งตา มองเห็นตึกหนักแน่นนอนยาวน่าเกรงขาม

ผมต้องใช้ชีวิตที่นี่อย่างน้อยอีก 4 ปี

ใช่…ใครๆก็ขอให้เป็นอย่างน้อยกันทั้งนั้น….

ภายใน โรงเรียนใหญ่ จะแบ่งอาคารหลักๆเป็น 3 อาคาร ซึ่งแน่นอนว่าไม่ได้ทำจากไม้โย้เย้ที่เราเคยชิน ในสองขวบปีที่ผ่านมา

ด้านติดกับประตูทางออกหลัก (เนื่องจากยังมีทางออกรอง และทางออกฉุกเฉิน ของพวกเราอีกหลายที่) มีอาคารชั้นเดียวหมอบอยู่ ตัวอาคารยกหลังคาสูงห้อยพัดลมเหล็กสีเขียว สร้างทำเลทองให้ใครๆหมายจับจองร่มเย็น บริเวณผนังอาคารก่ออิฐฉาบปูนครึ่งชั้น ด้านบนเป็นเหล็กดัดโปร่งมองเห็นสนาม 3 และ สนามประลอง ลูกทราย อยู่ปลายตา

นอกจากจะเป็นที่รับประทานอาหารแล้ว โรงอาหารก็ยังเป็นสถานที่ๆผมได้มีโอกาสใช้ความคิดสร้างสรรค์ที่ประยุกต์ทรัพยาการเท่าที่หยิบยืมจากเพื่อนมาทำอาหารพิสดารในหลายๆโอกาส ขณะเดียวกันโรงอาหารก็สามารถที่จะแปรสภาพเป็นสถานกักกันความคิด และเสรีภาพของชีวิตน้อยๆอีกหลายชีวิตที่ต้องมานั่งเรียนพิเศษ เมื่อออดเลิกเรียนดังขึ้น

….ผมยังจำแววตาหม่นเศร้าของไอ้เสือเหล่านั้นมิรู้ลืม…

อย่างไรเสีย ที่โรงอาหารนี้ก็มีขนมให้ผมเลือกซื้อสารพัด ทั้งขนมจีบ ซาลาเปา และขนมถุงหลากยี่ห้อ และที่ได้รับความนิยมสูงสุดในเวลานั้นคงจะไม่พ้นขนมกรุบกรอบมันทอดเค็มๆแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ มั้น มัน วางจำหน่ายในราคาถุงละ 2 บาทเป็นแน่

ด้านนอกโรงอาหารนั้น มีซุ้มเป๊ปซี่ ขายขนมโดนัทแข็งโป๊กโรยน้ำตาลเกล็ด และน้ำอัดลมหลากยี่ห้อ ที่ในตามทฤษฎีแล้วจะต้องรอจำหน่ายตามเวลา หากแต่ในทางปฏิบัติก็เกิดการลักลอบกันบ้างบางเวลา ซึ่งก็แน่นอนว่าผมก็เป็นลูกค้าคนหนึ่ง

ภาพตาแป๊ะวัยกลางคนฟันหลอ ปลายเล็บนิ้วกุดด้วยน้ำแข็งกัด ผู้ที่ดูเหมือนจะมีอุปกรณ์ขายน้ำที่มากมายน่าสนใจกว่าใครๆที่ผมเห็นที่โรงเรียนเล็ก ซ่อนตัวอยู่ภายในซุ้มน้ำคับแคบ มีทั้งเตาไฟอุ่นน้ำที่กรุ่นควัน กระป๋องเขรอะสนิมซ้อนทับพะเนิน แก้วใสใบเล็กที่มีน้ำตาลกรวดเกรอะก้น รอน้ำร้อนไหลผ่านถุงเหี่ยวๆสีน้ำตาลเข้ม แลดูคล่องแคล่วอัศจรรย์ดุจภาพมายา อีกทั้งชื่อน้ำแปลกๆหู ทั้งโอเลี้ยง โอยั๊วะ ยกล้อ สร้างความประทับใจให้แต่วันแรกเห็น

ถัดจากซุ้มน้ำ หลังคาทางเดินทอดยาวสู่อาคารเรียน 3 ชั้น 2 หลัง ที่ตั้งขนานเป็นแนวยาว มีสนามหญ้าสีเขียวที่ถูกบำรุงไว้เป็นหน้าตาของโรงเรียน ซึ่งมีชื่อเรียกว่าสนาม 2 ขวางกั้นคั่นกลาง ที่มุมหนึ่งของสนามปักเสาธงชาติอยู่ในดงพงขอบโค้งต้นเข็มครึ้มพุ่ม

ผมตื่นเต้นกับอาคารเรียน 3 ชั้นนี้มิใช่น้อย ซึ่งก็หมายรวมถึงเพื่อนๆอีกหลายคนด้วย เพราะชีวิตของเด็กอย่างเราส่วนใหญ่ก็คงจะป้วนเปี้ยนเวียนวนอยู่สูงกว่าพื้นดินไม่เกิน 2 ชั้นเป็นปกติวิสัย อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกว่าเราเจ๋งขึ้น

อาคารเรียนทั้งสองหลังนั้นจะมีหมายเลขกำกับเรียกกันว่า ตึก 1 และ ตึก 2

ตึก1 จะใช้เป็นอาคารเรียนเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นยังมี ห้องสมุดที่แทรกตัวอยู่บนชั้นสอง มีห้องพยาบาลอยู่ในชั้นล่าง รวมถึงมีชั้นเรียนของเด็กอนุบาลซุกซ่อนอยู่ภายในรั้วพิเศษที่สร้างขึ้นป้องกันอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งก็หมายรวมถึง เครื่องเล่นสนาม ทั้ง ชิ่งช้า ม้าหมุน และอีกสารพัดที่จัดไว้บรรณาการ

ที่ตึก 2 เป็นอาคารที่เปิดใต้ถุนโล่งมีเสาใหญ่ขนาดสามคนโอบพยุงค้ำ มักจะใช้จัดกิจกรรมต่างๆ ทั้งสวดมนต์ ฝึกลูกเสือ จัดงานปีใหม่ คริสมาสต์ เป็นสนามประลองยุทธ ทั้งตั้งเต บอลลูน โบราณเรียกชื่อ (ชื่อนี้ไม่แน่ใจแฮะว่าเรียกงี้รึเปล่า) บริเวณรายรอบตั้งเก้าอี้ยาว ทำจากไม้ซี่โปร่งหลากสี วางเป็นหย่อมห่างระยะ ใช้บรรทุกกระเป๋านักเรียนแออัดยามหลังเลิกเรียน

ถัดออกไปเป็นห้องปรับอากาศเพียงห้องเดียว(มั้ง)ของโรงเรียน ใช้เป็นห้องประชุม ฉายหนัง ซ้อมรำ ซ้อมร้องประสานเสียง จิปาถะ

ส่วนบนชั้น 2 และชั้น 3 เป็นห้องพักอาจารย์และห้องเรียน

ผมใช้ชีวิตเด็ก ป.3/6 ที่แสนจะโดดเดี่ยวลำพังเพียงห้องเดียวบนชั้นสามห้องสุดท้ายหลังเขา ที่ตึก 2 ต่างจากเพื่อนๆอีก 5 ห้อง ที่ไปกองรวมกันอยู่ที่ชั้นล่างตึก 1

นับเป็นเกียรติ(ชั้น)สูงสุดที่เด็กใหม่อย่างผมพึงจะได้รับกระนั้นเชียว….

Posted: ตุลาคม 21st, 2009
Categories: วันอัศจรรย์
Tags:
Comments: No Comments