วันอัศจรรย์ 10 “คนเล็ก นักเรียนโต”

ปอสามเพื่อนกัน กับวันอัศจรรย์ของผม 2

คนเล็ก นักเรียนโต

21 กุมภาพันธ์ 2548

ทุกครั้งในวันเปิดเรียน เรื่องที่ทำให้ผมต้องตื่นเต้นลุ้นระทึกเป็นอย่างยิ่ง คือการสำรวจรายชื่อเพื่อนร่วมห้องในปีนี้ว่าจะมีใครบ้าง จะมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์หลุดรอดมาสร้างวีรกรรมกันอีกหรือไม่ และแน่นอนที่เหล่านั้นจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผมจะกวาดสายหามองหา ดอกไม้ของผม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ผมอยู่ห้อง ป.3/6 เป็นห้องสุดท้ายของระดับชั้นที่ต้องกระเด็นขึ้นมาอยู่บนซอกหลืบชั้น 3 ของตึก 2 ห่างไกลจากเพื่อร่วมชั้นกันพอสมควร

ทุกเช้า นักเรียนทุกคนจะเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าห้องเรียน (ในภายหลังด้วยความกรุณาของอาจารย์ที่ต้องการให้นักเรียนต้องการวิตามินจากแสงอาทิตย์ จึงได้ต้อนพวกเรามาเข้าแถวกันที่สนาม 2 ) เห็นจะมีเพียงห้องของผมที่หน้าห้องนั้นอยู่ในมุมอับไม่สามารถจะมองเห็นกิจวัตรอันพึงปฏิบัตินี้ได้ จึงต้องอพยพไปเข้าแถวเสียหน้าห้องอื่น

บนชั้น 3 ตึกตรงข้ามกับที่ผมเข้าแถว จะเป็นห้องของรุ่นพี่ ป.6/2 ซึ่งเป็นพี่เบิ้มของโรงเรียน และโดยเฉพาะพี่ๆห้องนี้ดูจะต้องชะตากับผมเป็นอันมาก ทั้งกางเกงซีดคับติ้วที่พี่คงไม่เคยซื้อใหม่เลยตั้งแต่มาอยู่ โรงเรียนใหญ่ แห่งนี้ เสื้อนักเรียนตัวโคร่งผ้าบางพริ้วคลุมทับเสื้อยืดรัดรูปสุดเท่ห์ เบื้องล่างสอดตีนอยู่ในรองเท้ากีฬาสีขาวคาดริ้วนำสมัย แทนที่จะเป็นรองเท้าหนังสีดำสงบเสงี่ยม น่าชื่นชมเป็นยิ่งนัก

โรงเรียนใหญ่ ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ในโลกนี้ใช่จะมีเพียง บิ๋ม หัวเปียก ศิริลักษณ์และ เม เมธาวี เพื่อนของผม ที่เป็นฝรั่งพูดไทยได้คล่องแคล่ว

เพียงตึกฝั่งตรงข้าม ก็มีอีกตั้งสามคน ทั้งพี่ มารินา พี่ อเล็กซานเดอร์ แล้วก็ พี่ เบ็น ธเนศ ซึ่งคนสุดท้ายนี้เป็นพี่ของ บิ๋ม หัวเปียก

พี่ เบ็น เล่นฟุตบอลเป็นผู้รักษาประตูทีมโรงเรียนด้วย ซึ่งก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะไปชนะใครที่ไหนได้ แต่กระนั้นก็ยังถือได้ว่าเป็นฮีโร่ของไอ้เสือตัวนี้

ทั้งหมดล้วนส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เล่นพ่อล่อแม่กันเป็นที่ครื้นเครงสนุกปากไม่ขัดเขินขาดคำ นำเสนอศัพท์ใหม่ๆที่เด็กน้อยอย่างผมยังไม่เคยสำเหนียก ได้จดจำเป็นที่ติดตาตรึงใจ….

ค่าที่เป็นเด็กใหม่ สนามฟุตบอลจึงดูจะเป็นเรื่องใหญ่เกินตัวที่ผมจะลงไปเพลิดเพลินที่นั่น

ทุกเช้าผมจะลงไปร่วมก๊วนปิงปองกับเพื่อนๆอีกจำนวนหนึ่งบริเวณ โถงบันไดชั้นล่างของตึก 2 ที่นั่นจะมีโต๊ะปิงปอง 2 โต๊ะ ที่จะต้องรีบมาจับจองตั้งแต่เช้า ซึ่งเป็นหน้าที่ของ มนุษย์หิน ผู้เงียบขรึม….จักรธร (เป็นเด็กแปลกในความคิดของผมเช่นเดียวกับ ด.ช.กู้ตลาด ที่มีความสามารถใช้มือซ้ายได้ดีกว่ามือขวา)

ที่จริงผมตีปิงปองเป็นตั้งแต่ ป.2 เพราะเป็นวิชาเรียนในตอนนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถซักเท่าไหร่ สอบเดาะได้ 14 ที พอผ่าน อาจารย์จึงได้ให้เพื่อนคนหนึ่ง นามสกุล ลำไย มาช่วยฝึกให้ ซึ่งภายหลัง เขาผู้นี้ก็หันเหไปตีลูกกลมๆอีกหลายชนิด จะกระทั่งมีชื่อเสียง

ภายหลังผมก็ได้ทราบว่าในบริเวณนั้นมีสิ่งอื่นที่น่าสนใจมากไปกว่าโต๊ะปิงปองและที่ซ่อน ลูกทราย ของอนุสนธ์มากนัก…..

และนั่นก็คือ ประตูฉุกเฉิน (ทางออกไปคณะครุศาสตร์) ที่ผมสามารถเดินออกโรงเรียนได้ก่อนถึงเวลาเลิกเรียน….!

นอกจากนั้นพวกเรายังใช้โถงบันไดตรงชั้น 3 ข้างห้องเรียนเป็นสนามเด็กเล่นอยู่เป็นประจำ

โบราณ เรียกชื่อ เป็นกีฬาของลูกผู้ชายที่จะมาประลองความว่องไวและพละกำลังกัน อุปกรณ์การเล่นก็เพียง ลูกปิงปองหนึ่งลูก และสัญชาติญาณซาดิสม์!!!!

กติกาง่ายๆ โยนลูกปิงปองให้สูงเหนือหัว (แน่นอน ที่มีใครหลายคนพยายามที่จะนอนลงไปแล้วโยนลูกปิงปอง)แล้วเรียกชื่อคนอื่นให้มารับ ก่อนที่ลูกปิงปองจะตกพื้นเป็นครั้งที่ 2 ถ้ามารับไม่ทัน ก็จะต้องปาลูกปิงปองให้โดนคนอื่น ถ้า พลาด 3 ครั้ง เป็นอันขึ้นแดนประหาร…

ลอดห้า คาสิบ กระดุกกระดิก หนึ่งร้อย คือกฎ กติกา มารยาท ที่พวกเรารู้กันดี จึงไม่แปลกเลยที่น่องของเด็กผู้ชายอย่างเราในช่วงเช้าตอนเข้าแถว จะปรากฏดอกดวง จ้ำแดงสวยงามกันถ้วนหน้า สมาชิกร่วมก๊วนในครั้งนั้นก็มี อรรถพงศ์ เด็กอ้วนที่สุด(คนแรก)ในชีวิตของผม, ธรรมวัตร เด็กยักษ์ , รัชต์ เชื้อ และ รัตนวิจิตร (ตื่นเต้นมากมีเพื่อนชื่อซ้ำกัน) , ภัควิทย์ ผู้ชายตัวสั้นที่สุดในโลก, รัมย์ อัจฉริยะที่โลกลืม รวมถึงเด็กบ้าพลังที่ชื่อ ด.ช.อนุสนธ์ เพื่อนใหม่ที่ได้มาอยู่ห้องเดียวกัน เป็นอาทิ

ส่วนพวกสาวๆนั้น การเล่น กระโดดยาง ดูจะเป็นกีฬาโปรดที่จะต้องโรมรันกันทุกครั้งเมื่อมีเวลาว่าง ทั้ง กอบกูล อรอุบล ประภาศรี จารุภัส ดารณี สุภาพรรณ บิ๋ม หัวเปียก ศรัญญา พัชราภรณ์ (สองคนหลังนี่ตัวแสบ) ไม่เว้นแม้แต่เด็กเรียบร้อยอย่าง ไรรัตน์ และ อตินุช ซึ่งภาพของเธอยามทาปากบวมเจ่อเป็นสีม่วงยังคงติดตาน่าเอ็นดูเป็นที่ยิ่ง

ผมและเพื่อนๆถึงแม้จะเป็นเด็กเล็กที่สุดใน โรงเรียนใหญ่ (ไม่นับเด็กอนุบาล) แต่ก็ไม่ถือว่าเล็กที่สุดในโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เพราะอย่างน้อย ก็ยังมีน้อง ป.2 และ ป.1 ด้อยอาวุโสกว่าเรา

มีไม่น้อยในรุ่นเราที่มีน้องแท้ๆร่วมสายโลหิตตามเข้ามาเรียนในสถาบันแห่งนี้ น้องชายของผม ได้เข้าเรียนในห้อง ป.1/3 เช่นเดียวกับน้องของ อตินุช

คล้ายกับภาพเก่าๆจะกลับมา…………เพียงแต่สลับบทเท่านั้น……………

อตินุช มีน้องชายตัวโต(มากๆ) ซึ่งนั่นก็ทำให้ น้องชายของผมต้องหัวยุ่งกลับบ้านทุกวัน

ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมจะต้องเดินไปโรงเรียนเล็ก เพื่อรอคุณพ่อคุณแม่มารับกลับบ้าน ซึ่งท่านก็คงได้คิดเป็นการดีแล้วว่า การจะไปจับเสือในป่าที่ โรงเรียนใหญ่ นั้นมันจะเสียเวลามากมายซักแค่ไหน

ถึงผมเป็นเด็กซน แต่ผมก็ซนอยู่ในกรอบ มีอิสระอยู่ในรั้วที่มีคนขีดไว้

วันแรกที่ผมจะต้องก้าวท้าวออกจากรั้ว โรงเรียนใหญ่ เพียงลำพัง โดยมีจุดหมายอยู่ที่ โรงเรียนเล็ก

ทุกก้าวย่างดูเชื่องช้าเนิ่นนาน หนทางยังดูยาวไกล

ไม่มี รั้ว ที่ในบางครั้งเสมือนเป็นที่บังคับกักขัง หากแต่ในวันนั้นกลับทำให้นึกถึงความอบอุ่นละปลอดภัยยามที่ได้อาศัยอยู่

ผมเดินออกมาจากที่ๆผมเป็นเด็กที่เล็กที่สุดของโรงเรียนด้วยความประหม่า….

แต่ในทันทีที่ย่างท้าวก้าวแรก สัมผัสลงตรงดินแดงตรงหน้า ศาลาเด็กดี

หัวใจของผู้กลับมาก็พองโตขึ้นในฐานะของ พี่ใหญ่ อีกครั้ง

Posted: ตุลาคม 21st, 2009
Categories: วันอัศจรรย์
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from Kathy - 14/12/2011 at 03:41

Hey, you’re the goto epxret. Thanks for hanging out here.