วันอัศจรรย์ 13 “ปอสี่…มีกิ๊ก”

ปอสี่เพื่อนกัน กับวันอัศจรรย์ของผม 1

ปอสี่…มีกิ๊ก

27 กันยายน 2548

ผมยังคงมีความก้าวหน้าในการศึกษาอย่างไม่หยุดยั้ง ในที่สุดผมก็ได้ขึ้นไปเป็นเด็ก ป.4 ทั้งๆที่ก็ไม่ได้เต็มใจสักเท่าไหร่

ก่อนวันเปิดเทอมช่วงเวลาที่สร้างความตื่นเต้นให้ผมเสมอคือการลุ้นมองหารายชื่อตัวเองบนบอร์ดไม้อัดโย้เย้ ว่าอีกหนึ่งขวบปีที่ต้องผจญภัยในรั้วบ้านที่สองอันแสนจะอบอุ่นแห่ง จะมีใครบ้างทั้งที่เคยรู้จักและใครบ้างที่เป็นเพียงผ่านตา มาร่วมเรียนร่วมเล่นในห้องเดียวกัน

ผมกวาดตาไล่จากรายชื่อในห้องปอสี่ทับหนึ่งจนถึงทับสาม จึงพบชื่อตัวเองนอนนิ่งอยู่ด้านล่างของกระดาษ หากแต่อีกชื่อหนึ่งซึ่งมองหาในนาทีแรกเช่นชื่อตัว กลับถูกจับย้ายไปอยู่ห้องอื่น จากวินาทีนั้นประสบการณ์ใหม่ก็ค่อยๆสอนให้ผมรู้ว่าน้ำหวานใช่จักหาได้จากดอกไม้เพียงดอกเดียว……….

อ.ศิริรัตน์ จั่นห้าว คืออาจารย์สาวที่จะมาหยุดความห้าวของผม แต่แน่นอนที่ปีกหางของผมยังรู้หลีกหลบ ทำให้ไม่มีปัญหาแม้ว่าท่านจะได้ชื่อว่าสุดเฮี้ยบไม่เป็นรองใคร

ผมยังคงใช้ชีวิตอยู่บนชั้นสาม เป็นเด็กหลังห้องเช่นเคย และสิ่งที่น่าสนใจในวินาทีแรกที่เหยียบย่าง คือกระจกบานใหญ่ที่ขึงพาดตลอดแนวความยาวของหลังห้อง ที่สามารถมองทะลุไปยังห้องถัดไปได้โดยการแนบหน้าให้ชิดใช้มือปิดแสง เท่านั้นก็สนุกกันแทบแตกแตน

นอกจากกระจกวิเศษแล้ว อีกสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้ผมไม่อาจไปไกลกว่าหลังห้องได้ก็คือ ลูกกลมๆ 4 ใบ ที่ห้องพละได้มอบไว้ให้เป็นสมบัติดูแล ลูกฟุตบอล เบอร์ 3 สีแดงดำ กับ ลูกวอลเลย์บอล ขนาดเท่ากัน อย่างละ 2 ลูก ช่างเย้ายวนให้ผมจินตนาการไปถึงสนามหญ้า(ทราย) ข้างนอกห้องเป็นยิ่งนัก

ผมรู้จักกับอภิชาตอีกคนหนึ่ง แต่นามสกุลเรียบง่ายกว่าคนแรก บุญติด คือคำที่ผมจดจำได้แม่นใจ เรามักจะแข่งกันยิงประตูกันเสมอ แต่ไม่ใช้ด้วยการเตะ หากเป็นหัวที่ต้องใช้โหม่ง แม้กระทั่งลูกที่เรียดดินฝุ่นคลุ้ง ก็มิอาจพ้นรัศมีทำการของลูกโขกของเราไปได้

ผมยังได้รู้จักกับเพื่อนใหม่อีกหลายคน กลุ่มหนึ่งทำให้รู้สึกว่าคชินทร์ไม่อาจอยู่ยั้งค้ำฟ้า กฤษณ์ (อุบลบาล) ก็หาใช่เด็กเหนือมนุษย์แต่เพียงผู้เดียวไม่ ผมพบกับเสาโทรเลขต้นใหม่ ทั้ง วรพัฒน์ สุรชัย ปิยะโชติ พูนพัฒน์ หรือแม้แต่สาวๆอย่าง มิตราภรณ์ และแน่นอน..จงกลนี สาวปียยาวคนนั้น

หันไปมองอีกด้านที่ปลายแถว ผมรู้จัก ขวัญรัก ณัฐพันธ์ และเพื่อนเก่า ธนิศร์ ซึ่งยังคงรักษาตำแหน่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น…

ส่วนคนอื่นที่เหลือก็มีลักษณะเด่นให้ผมจดจำได้อย่างรวดเร็ว ภัควิทย์ เด็กผู้ชายที่ตัวสั้นที่สุดในโลก กฤษณะพันธุ์เด็กหัวโตและรองเท้ามันที่สุดในโลก(เช่นกัน) อมเรศเด็กผู้ชายที่ตาเล็กที่สุดในโลก(อีกแล้ว) ณัฐชัยเพื่อนเก่าที่ยังรักษาสถิติหัวยาวที่สุดในโลก(นี่ก็ใช่) หรือแม้กระทั่งสาวน้อยผมหยิก ปรียาภรณ์ อีกสาวน้อยร่างเล็ก จารุภัส ที่สับเท้าวิ่งได้รวดเร็วปานจักรผัน…

ผมอุทิศเวลาส่วนใหญ่ที่เหลือจากช่วงเวลาเงียบเหงาในห้องเรียนให้กับฟุตบอล ซึ่งพวกเรา ป.4 ได้ยึดครองสนาม 3 เป็นถิ่นเหย้า ส่วนสนาม 1 เป็นของพี่ ป.5 ป.6 จะตลกก็แต่เห็นเพื่อนๆบางคนแต่งตัวแปลกๆ ใส่ผ้าพันคอสีฟ้าสลับชมพู สวมหมวกแก๊บสลับลายสีเดียวกัน ผุดลุกผุดนั่งกระโดดโหยงเหยงอยู่กลางสนาม ส่วนในช่วงเช้าและเย็นซึ่งเป็นช่วงเคอร์ฟิวห้ามเล่นกีฬากลางแจ้ง การประลองวิทยายุทธก็ดูจะเป็นสิ่งที่สนุกที่สุดเท่าที่จะทำได้

มังกรหยก อาจไม่ใช่ละครจีนชุดแรกที่เข้ามาฉายในจอแก้ว แต่ที่ยากจะปฏิเสธคือมังกรหยกได้รับความนิยมอย่างล้นหลามหาเรื่องไหนเทียบได้ยาก…

ผมรู้จักกับเด็กหน้าฝรั่งปนจีนตัวขาวซีดหัวเถิกคนหนึ่ง ซึ่งผมมักจะจินตนาการเห็นเธออยู่ในชุดจอมยุทธทะมัดทะแมงอยู่เสมอนอกจากชุดพละกางเกงขาสั้นตลกๆตัวนั้น และยิ่งมาย้ำให้เห็นเด่นชัดในอีกสามขวบปีให้หลังว่าใบหน้าของเธอช่างไม่ต่างไปจากภาพของเหมียว เข่อ ซิ่ว ในบทของมารชมพู ในวันที่กระบี่ไร้เทียมทาน คือทอร์คออฟเดอะทาวน์ แม้แต่น้อย

…..แน่นอนที่ ….ฮุ้น โปยเอี้ยง ย่อมที่จะเฝ้าคอย รถวอลโว่สีส้มคันนั้นทุกเช้า….

Posted: ตุลาคม 21st, 2009
Categories: วันอัศจรรย์
Tags:
Comments: No Comments