วันอัศจรรย์ 15 “วิพิธทัศนา เหรียญห้าหน้าประตู”

ปอห้าเพื่อนกัน กับวันอัศจรรย์ของผม 2

วิพิธทัศนา…เหรียญห้าหน้าประตู

30 กันยายน 2548

…..อัษฎาวุธ เธอไปต่อเพลงกับคุณย่าเธอมานะ แล้วครูจะนัดซ้อมรวมกันอีกที….

เสียงทรงอำนาจหลุดออกจากปากอาจารย์อรวรรณสตรีร่างเล็ก (น่าจะที่สุดในโรงเรียน) ด้วยความรวดเร็วเด็ดขาดเช่นบุคลิกที่อาจารย์เป็น

….ห่า ฮา ฮ้า ฮา ฮา ห่า…. เสียงปร่าแปร่งแข่งตะเบง ซึ่งมิได้หมายถึงคำผรุสวาทใดๆไม่

อาจารย์อรวรรณ มักจะซ่อนตัวอยู่หลังเปียโนกระแทกนิ้วนิ้วไล่เสกลนำเข้าสู่ชั่วโมงเรียนดนตรีเสมอ

ความจริงแล้วผมไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องดนตรีสักเท่าใดนัก เพียงแต่ในสิ่งแวดล้อมแต่ครั้งยังจำความได้ ผมก็ไม่เคยห่างจากสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ของมนุษย์สิ่งนี้เลย

ผมหัดเรียนตีระนาดกับคุณย่า ซึ่งกว่าจะนั่งนิ่งหน้าระนาดได้ก็คงทำให้ท่านต้องปวดหัวมิใช่น้อย ต่างจากน้องชายที่นำหน้าไปไกลตีได้หลายเพลงแล้ว

หนึ่งปีให้หลัง จากความหนวกหูกลายมาเป็นเสียงที่พอจะเป็นเพลงอยู่บ้าง ก็มีเหตุให้ต้องหวั่นหวาดกลัวขายหน้า จำยอมซ้อมหนักเป็นเรื่องเป็นราว โดยที่คุณย่าของผมต้องทำหน้าที่สอนลิงสองตัวให้บรรเลงเพลง ระบำเทพบันเทิง ได้ด้วยความรวดเร็ว

วิพิธทัศนา สาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม ……งิ้วการกุศล ตอน ตั๋งโต๊ะหลงกลนางเตียวเสี้ยน

ชื่อการแสดงที่ยากต่อความเข้าใจของเด็ก ปอ 5 เช่นผมที่มีอันจะต้องเข้าร่วม

วิถีศิลปินน้อยของผมเริ่มต้นขึ้นที่โรงละครแห่งชาติ ซึ่งใครอีกหลายคนที่เก่งกว่ามีโอกาสได้เพียงนั่งรถเมล์ผ่านหรือนั่งชมอยู่เบื้องล่าง

อย่างไรก็ตามกิจกรรมนอกห้องเรียนนั้นยังคงเสน่ห์ที่น่าหลงไหล เราไปซ้อมใหญ่กันที่โรงละครแห่งชาติ บนเวทีเบื้องหลังฉากอันสวยงามช่างอุดมไปด้วยซอกหลืบน่าวิ่งเล่นผจญภัยเป็นยิ่งนัก…..

การแสดงภาคบังคับที่ดูจะเป็นสูตรสำเร็จให้กับงานในปีต่อๆมา เริ่มต้นโหมโรงด้วยวงดนตรีไทย สลับการขับร้องประสานเสียง เริงระบำสักเล็กน้อย แล้วค่อยปล่อยไฮไลท์งิ้วการกุศล ที่อาจารย์ของเราหลายคนต้องถอดสูทปลดไทด์ มาใส่เครื่องละครหรูหรา ท่าหน้าแดงก่ำจนจำแทบจะไม่ได้ แต่ก็ไม่ยากเกินความสามารถของน้องพี่ที่ถูกเกณฑ์มาชมมาเชียร์กันในรอบปฐมทัศน์จนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ จะส่งเสียงวี๊ดวิ้วให้กำลังใจ

อ.มนูญ สุด เอี๊ยบที่ถอดกางเกงแสลคเสื้อเชิ้ตทิ้ง อีก อ.องอาจ ที่สละชุดผู้กำกับลูกเสือกลีบคม เข็มขัดมันแวบมาทรงเครื่อง และที่ยังเห็นชัดจำได้ทุกวันนี้ ก็คงเป็นพระเอกรูปงามนามลิโป้ ซึ่ง อยากโชว์ว่า ครูผมครับ อ.เพิ่มเกียรติ เบียดตัวอยู่ในอาภรณ์สีฟ้าเขียว ส่วนนางเตียวเสี้ยนสาวงามของเรื่อง ก็คุยเขื่องได้ว่า คุณแม่ เพื่อนสนิท ของผมอีกนั่นแหละที่ห่มกายด้วยผ้าผวยสีเหลืองอร่ามตา

หลังจากประสบความสำเร็จงดงามในปีแรกที่เข้าร่วม วิพิธทัศนาก็ดูจะเป็นเวทีประจำที่ทำให้ผมมีเวลาในห้องเรียนน้อยลง ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่เรื่องขัดข้องแต่ประการใด ซ้ำยังมีเรื่องสนุกให้ตื่นเต้นโจษขานกันทุกปี เช่น อยู่ดีๆ เอกนาถ ที่กำลังแหกปากซ้อมร้องประสานเสียงอยู่บนเวที ก็ทิ้งร่างลมแอ๊กลงมาให้อ.ณรุทธ์ขวัญผวาซะงั้น จึงต้องทำการบวงสรวงขอขมาเสียเป็นการใหญ่

ผมยังคงใช้ชีวิตนักแสดงมาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าไม่เคยได้นั่งชมเลยซักปี จนกระทั่งปีสุดท้ายในรั้วสาธิตจุฬาฯ ผลของการกระทำดีก็ส่งผลให้ผมไม่ต้องเป็นนักแสดง หากกลับได้มีโอกาสยืนคู่แบบจะๆเจ๋งๆกับ เพื่อนสนิท (ร่วมด้วยช่วยโปรโมท) บนเวทีศูนย์การค้าริเวอร์ซิตี้ในฐานะพิธีกรคู่เป็นที่อิ่มอกอิ่มใจเสียที

…………………………………………………………..

ว่างเว้นจากงานดนตรี ผมก็มีงานกีฬา มาอ้างให้ได้ออกนอกห้องอีกหนึ่งอย่าง

จะเป็นใครก็ตามที่ได้บอกชื่อของผมให้อ.มานิตย์ อาจารย์พละนักเทนนิสหุ่นกระเป๋าเพื่อส่งชื่อไปที่โรงเรียนใหญ่(มัธยม) สุดท้ายผมก็กลายไปเป็นนักฟุตบอลทีมโรงเรียนอย่างไม่ตั้งใจ

กฎกติกาของนักฟุตบอลรุ่นจิ๋วคือทุกคนจะต้องสูงไม่เกิน 140 ซม. ซึ่งไม่มีปัญหาสำหรับผม จะกังวลอยู่บ้างคือ พี่โจ๋ ปีกซ้ายกระดูกยุง ที่จะต้องมีแบบฝึกพิเศษแบกเพื่อนๆวิ่งริบสนามทุกวันเพื่อหยุดความสูงที่ปริ่มปรี่….

พูดถึงเพื่อนร่วมทีมแล้ว เรามีเดนตายจากรั้วประถมข้ามไปซ้อมกันหลายคน เอกพร จักกฤษณ์ ผจญ(วิทยา,เด๋) ส่วนพี่ๆ ป.6 ก็มี รองหัวหน้าทีม โดม หโยดม คนพูดน้อย และอีกหลายคนซึ่งกำลังหารูปมาฟื้นความจำอยู่ พวกเราทั้งหมดจะต้องฝึกซ้อมร่วมกับพี่ๆอีกหลายคนที่โรงเรียนใหญ่ภายใต้การควบคุมของ อ.อร่าม และ อ.สุวัตน์ ผู้จัดเจนวงการมวยปล้ำในยุคที่ท่านยังหุ่นเพรียวลม

พี่จี จิรพงษ์ หัวหน้าทีมตัวตรง(หลังกับคอด้วย)ของเรา ผู้ที่ไม่เคยก้มหัวงอหลังให้ใคร พี่เอ้ คนนี้รู้จักกันตั้งแต่รุ่นพ่อ ก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมถึงต้องมาใช้ชื่อเดียวกัน พี่เอ้ เล่นปีกขวา วิ่งไม่ค่อยเร็ว แต่เอวดี และ ตัวหอมมั่กมั่ก…

พี่บังนนท์ วรานนท์ ปีกขวาตัวแสบ ซ่าจนหยดสุดท้าย อยากจะบอกพี่ว่าผมเสียใจที่ไม่อาจช่วยพี่ให้รอดจากการถูกจับแก้ผ้าในรถตู้ขนพวกเราไปแข่งที่สนามทรายใกล้ๆสนามศุภฯได้…ฮา……!!!!

พี่โจ๋ ปีกซ้ายหุ่นกระดูกยุง ซึ่งที่จริงแล้วตำแหน่งที่พี่โจ๋ได้รับนั้นคือผู้รักษาประตู ซึ่งก็มีเหตุพลิกผันบางอย่างทำให้ผมต้องมารับภาระแทน…..

……………………………………………………….

………….ในสนามใหญ่โรงเรียนมัธยมที่ตลบฝุ่นจากการโรมรันพันตูกันของนักเตะ 22 คน

สาธิตจุฬาฯ 0 เซนต์โดมินิค 5

คือผลของการแข่งขันที่สุดจะสูสีในครึ่งแรก

จะเป็นเพราะ เราใช้ทีมรุ่นจิ๋ว มาต่อกรกับเด็กลูกครึ่งรุ่นใหญ่หรืออะไรก็ตามที พี่โจ๋ ผู้ซึ่งทำการรักษาประตูอย่างแข็งขันในครึ่งแรก ก็สละถุงมือแล้วก็ยื่นให้กับไอ้เด็ก ป. 5 อย่างผมด้วยความหวังดีแล้วก็ขึ้นไปวิ่งเล่นเดินเล่นในตำแหน่งปีกซ้ายซะงั้น…..

ปรี๊ด….!!!!!

เสียงนกหวีดแผดก้องร้องบอกว่าออกมาให้โดนยำต่อได้แล้วโว้ยยยยยย……!!!!

เหตุการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เดอะเซนท์ ยังคงรุกไล่บุกถล่ม เด็กสามย่าน อย่างสนุกเท้า

หากแต่สกอร์ยังคงไม่ขยับ ผิดกับผู้รักษาประตูคนใหม่ที่กล้าหาญชาญชัยพุ่งเข้าไปรับตีนนักเตะลูกครึ่งคว้าลูกหนังมาครอบครองนับครั้งไม่ถ้วน….

กางเกงนักเรียนสีดำผ้าบาง แปลงร่างเป็นผ้าเช็ดเท้าเทาหม่น ท่ามกลางการเคลื่อนไหวที่ปราดเปรียว…

กริ๊ก…เสียงโลหะเล็กๆ กลิ้งหลุดจากกระเป๋ากางเกง ซึ่งตัวเองระลึกรู้ในทันทีได้ว่านั้นคือเหรียญห้าเหรียญสุดท้ายที่ซุกซ่อนอยู่ได้หล่นหลบตลบฝุ่นยังเบื้องล่าง และนั่นก็ทำให้ภารกิจที่ต้องปฏิบัติในสนามของผมเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า…

หลังจากนั้นไม่นาน ด้วยหน้าที่อันหนักเกินจะแบกรับ ด้วยหวั่นใจว่าแล้วไอ้เหรียญที่ว่านั้นมันหล่นตรงไหน ลูกหนังใบกลมๆก็กลิ้งหลุนเข้าสัมผัสอย่างแผ่วเบาและง่ายดาย…….

นับเป็นประสบการณ์ราคาแพง (5 บาท) ที่ต้องแลกกับการคอแห้งอดดื่มโค้กตลอดเย็นวันนั้น เสียนี่กระไร…..

Posted: ตุลาคม 21st, 2009
Categories: วันอัศจรรย์
Tags:
Comments: No Comments