วันที่เหลือ 76 “กระทงไม่หลงทาง”

วันที่เหลือ 76

กระทงไม่หลงทาง
นายยางสน..คนบางขวาง
2 พฤศจิกายน 2552

จากแดนปลาดิบกลับมาหยิบปลากระป๋องได้กว่าสองอาทิตย์ บทบันทึกยังไม่มีการเคลื่อนไหว แม้ในวันเวลาจริงที่วิ่งผ่าน เรื่องราวสำคัญมากมายได้ก่อร่างสร้างเรื่องให้เห็นเป็นจริงจังใช่น้อย

นิยามของการเดินทาง ยังหลากหลายตามแต่ประสงค์ของผู้คนและสถาณการณ์

บ้านเมือง วัฒนธรรม ชีวิตอื่นที่แตกต่างกลับไม่ได้บอกให้เห็นว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ต้องใส่ใจเรียนรู้ศึกษาอะไรเลยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาของการทบทวนเข้าไปข้างในตัวเอง

อดทน รอคอย ข้างหลัง ข้างหน้า เคียงบ่าประคับประคอง สนับสนุน เหนี่ยวรั้ง ประดังเข้ามาให้ไตร่ตรองเพื่อสร้างทางเดินในวันพรุ่งให้มั่นคง

แสงสวยของโอซาก้าในยามค่ำคืน กลืนกลายเป็นฉากให้กับเรื่องราวธรรมดาที่เกิดขึ้นได้กับผู้คนหลายแสน หลายล้านชีวิตก่อนหน้านี้

อาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทางตะวันออก และยังคงบอกลาลับแสงที่อีกฟากหนึ่งเช่นที่ผ่านมา

หวังให้รอยหมึกของ วันที่เหลือ 75 ที่ไม่ปรากฏบนกระดานไซเบอร์ ได้ย้ำถึงความมั่นคงที่ตรงนั้น

30 ตุลาคม

ตื่นเช้าเป็นปกติ หลังจากนอนเช้าเป็นปกติอีกเช่นกัน ทั้งที่ได้เลื่อนนัดเคลื่อนพลกันจากสิบโมงเช้าเป็นเที่ยงตรงแล้ว

จุดหมายคือ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ถิ่นเก่าที่เคยใช้ชีวิตนักศึกษาเรียนรู้อยู่กินเกินราคาค่าหน่วยกิตหลายร้อยเท่า เพื่อเข้าร่วมงานชื่อหรู ดุริยารมณ์ อุดมศึกษา วาระฉลองครบรอบ 75 ปีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หรือในชื่อสามัญว่าดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37

หะแรกมีคุณป้า และสาวอ๊อยที่จะติดรถ ปะเหมาะนายเต้ย ณ เรือนประภา ร่อนเร่กลับมาจากแฟรงเฟิร์ต เปิดเอ็มออน จึงชวนกันร่วมสัญจรไปอีกหนึ่งหน่วย สมทบด้วยพี่หน่อง ที่ตามมาฉิวเฉียดเบียดเวลานัดหมายเป็นอัตลักษณ์

หลังจากชักมือยื่นสตางค์ให้พนักงานบนทางด่วนลอยฟ้าได้สักสองสามครั้ง ก็พาตัวเองมายังสถานที่ประกอบพิธี ย้อนนึกถึงวันที่จำนวนของงูยังมากกว่านักศึกษา ผ่านมาในวันนี้ความเป็นอารยะช่างรุกลามรวดเร็ว เสียจนบรรยากาศลมเย็นถนนอุ่นที่เคยแนบตูดทอดหุ่ยนั่งรอรถเมล์กลางถนนเพื่อออกจากมหา ลัยกลับที่พัก หลังซ้อมบอลเสร็จช่างลางเลือนยากเข็ญเกินจินตนาการ

ตอง สาวน้อยชุดแดงมาคอยท่าอยู่อีกอนงค์ ตรงหน้าหอประชุม ที่ครั้งหนึ่งได้ใช้เป็นสังเวียนกีฬาระดับภูมิภาค ความวุ่นวายของผู้คนหลายพันปรากฏให้เห็น เช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

หนังสือที่ระลึกปึกใหญ่ อันประกอบด้วย นาฏศิลป์และดนตรีไทย รวมเรื่องสัมมนาวิชาการ โดยสถาบันไทยคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ ปี พ.ศ. 2515 , ดนตรีพิธีกรรม รวมเอกสารการประชุมทางวิชาการ ในงานเดียวกันนี้, สูจิบัตรงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 และ ของชิ้นเอก ภาพและเรื่องราวของเครื่องดนตรีสำคัญที่นำมาจัดแสดงถูกยื่นให้หลังจากละเลงหมึกลงทะเบียน พร้อมรับป้ายติดหน้าอกแสดงความเกี่ยวข้องแจ้งไว้ว่าฝ่าย นิทรรศการ

เมื่อมีบัตรจึงใช้สิทธิ์ สะกิดพวกพ้องแทรกกายเข้าไปยังโถงหน้าห้องประชุม แผงเทป ซีดี เครื่องดนตรี จากห้างร้างคุ้นตาจัดมาแสดงให้เลือกชมเลือกช๊อปตามกำลังกิเลศ เลียบพลทักทายเสียหนึ่งรอบ ยกมือรับไหว้ตลอดทางทั้งที่รู้จักและไม่มักจี่ เป็นอันสำเร็จเสร็จหน้าที่มิสเตอร์มิตรภาพ
ใกล้เวลาเสด็จฯขององค์ประธาน อาการเรียกร้องของท้องไส้ก็บรรเลงขึ้น ดีที่ได้แกงเขียวหวานไก่ และทับทิมกรอบหอมกรุบมาชุบชีวิตเพิ่มพลังงาน ผสานเสียงมหาชัยที่กำลังดังขึ้นภายนอก

เสียงดนตรีในห้องประชุมกระหึ่ม เป็นสัญญาณให้ย้ายตัวเองขึ้นไปยังห้องนิทรรศการชั้นสองที่จัดแสดงเครื่องดนตรีสำคัญ ของครูหลายท่านหลายสำนักให้ซาบซึ้งชื่นชม

จากท่อนไม้ แผ่นหนัง ผ่านเวลา ผ่านมือจากรุ่นสู่รุ่น เสียงวิเศษที่เคยก้องกังวานในอดีต คงไม่สำคัญไปกว่าเรื่องราว สัญลักษณ์ที่ผู้ดูแลรักษาในวันนี้ได้จารึกผนึกไว้เพื่อเคารพบูชา

เครื่องดนตรีมากมายสงบนิ่งอย่างผู้เท่าทัน รอยยิ้ม และมิตรภาพของหลายมือที่ทะนุถนอม สัมผัสทักทายแลกยิ้ม ลึกๆในทุกแววตาเห็นถึงร่องรอยของการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่โดยไม่ต้องการคำอธิบาย

ไม่นานนัก ช่วงเวลาของการรับเสด็จฯก็ผ่านพ้น ฝากส่งกำลังใจให้ อ.ทอม (ดร.อนุชา) อ.โรจน์ ผู้เหน็ดเหนื่อยและกล้าที่จะรับปากดูแลรักษาของชิ้นเอกเหล่านั้น พร้อมจัดพิมพ์หนังสือสวยเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายงานในอนาคตอันใกล้สู่สาธารณะมากกว่าห้องแคบคับอับคนเช่นนี้

ชื่นชุมนุม กลุ่มดนตรี อึงมี่เป็นสัญญลักษณ์ ของการจัดงาน ต่อด้วยการแสดงของกลุ่มดนตรีต่างๆประโคมครืน

ยืนเก้ๆกังๆซึมซับบรรยากาศสักพักจึงสำนึกในความแก่ แลดูเป็นศาลพระภูมิให้นักศึกษาชายหญิงที่เดินผ่านยกมือไหว้กันไม่ขาดสาย จึงหายตัวกลับที่ตั้งพักกายหายใจต่อรอบทบาทหน้าที่พึงปฏิบัติต่อไป

1 พฤศจิกายน

อาการนอนไม่หลับพลังเหลือยังคงบั่นทอนช่วงเวลาของการพักผ่อนให้สั้นลง ทั้งที่เย็นวานที่ผ่านมาได้ไปเผดียงแข้งเตะบอลกับมิตรเก่าเอาเหงื่อออกเพื่อรักษาร่างกายให้แข็งแรงพอที่จะก้าวยืนเป็นหลักให้ใครต่อไปได้

ขาของใครแข็งแรงที่สุด คำถามหนึ่งถูกโยนมาให้ฉุกคิด
ไม่เลยสักนิดที่จะเสียเวลาค้นหา

ก็ขาของเรานั่นแหละ
แต่ในยามนี้อาจจะต้องแลกด้วยรอยฟกช้ำและเมื่อยล้าก็อดทนมั่นคงกันต่อไป

เกือบบ่ายสองโมง พบตัวเองมายืนอยู่ใต่ร่มไม้ครึ้มกลางกรุง ฝรั่งมังค่าเปิดประตูแท๊กซี่ยื่นสตางค์แลกตั๋วเข้าชมหมู่บ้านเรือนไทยโบราณที่รื้อถอนมาประกอบอยู่สุดซอยเกษมสันต์ 2 แห่งนี้

บนชั้นสองของ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน เจ้าของตำนานราชาไหมไทย ผู้คนหน้าแปลกเริ่มทยอยเข้าสู่ห้องปรับอากาศแคบยาวทีเทาหม่น

ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย จากละคร Red Demon (AKAONI) ของศิลปินชาวญี่ปุ่น Hideki Noda ได้ถูกดัดแปลงมาจัดแสดงเป็นลิเกร่วมสมัยโดยกลุ่มละครมะขามป้อม ซึ่ง พี่ตั้ว ประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปากร เป็นหัวเรือใหญ่

ชั่วโมงครึ่งผ่านไป กับการตามหาความหมายในสิ่งที่เคยมีเคยเป็น การไขว่คว้าหาทางเลือกอื่นที่คิดว่าดีกว่า หรือแม้แต่การยัดเยียดความผิดในทุกๆเรื่องให้กับใครบางคนในฐานะที่เขาเป็นเพียงแค่อีกชีวิตที่แตกต่าง

บทสรุปสุดท้ายคงต่างกันไปในใจคน หวังว่า พี่ตั้ว จะยังคงความซนในการสร้างทางเลือกใหม่ให้ผู้คนในสังคมสำเร็จรูปได้เลือกชมเลือกชิม เป็นสนามให้ใครคนที่เดินมาข้างหลังได้ทำงานค้นหาตัวเองกันต่อไป

การแสดงยังคงดำเนินต่อไปกระทั่งถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน แล้วจึงย้ายวิกไปเปิดการแสดงยังกรุงโตเกียวอีกครั้งหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้

2 พฤศจิกายน

เช้าวันจันทร์ที่ควรจะต้องรีบเข้าที่ทำงานเนื่องจากเป็นวันแรกของการเปิดเทอม หากแต่ยังมีภารกิจติดค้างที่ต้องปฏิบัติให้เสร็จสิ้น

โน้ตบุ๊คตัวเล็กที่เพิ่งชำระค่างวดเป็นไทแก่ตัวเองในเดือนนี้ เริ่มมีอาการรวนตกค้างมาจากการดื้อรั้นในครั้งที่นำไปใช้ที่โอซาก้าโดยไม่มีการแปลงไฟให้เหมาะสม

บทสนทนาสำคัญกับผู้ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของจออิเลคโทรนิคยังต่อเนื่อง ชวนติดตาม ขณะที่สัญญาณพลังชีวิตที่มุมขวาล่างของจอค่อยๆลดระดับนับถอยหลัง กลายเป็นอนุสติย้ำเตือนถึงเวลาที่เหลือที่ค่อยๆหมดไป อะไรบ้างที่ยังไม่ได้ทำ อะไรที่ควรเร่งรีบ อะไรที่ควรเรื่อยเปื่อย

ไม่มีใครที่เอาชนะกาลเวลาได้ แต่ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตคือผู้ที่สามารถบริหารเวลาได้อย่างมีคุณค่า

ไม่นานเกินที่จะกรุณา หน้าจอก็มืดดับ

เหลือเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงก่อนถึงภารกิจ จึงรีบไปสอยอแดปเตอร์ตัวใหม่จากพันทิพย์มาต่อชีวิต ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวเอง แต่ยังมีอีกหกสิบชีวิตที่รออยู่
บ่ายโมงตรง ในห้องเรียนวิชาศิลปวิจักษ์

วิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ โน้ตบุ๊คตัวเก่งนั่งหล่ออยู่บนโต๊ะส่งต่อบอกเล่าเรื่องราว เสียงเพลง อีกประวัติชีวิต อ.ศิลป์ พีระศรี ต่อด้วย พระเจนดุริยางค์ ให้อนาคตพยาบาลสาวทั้งหกสิบอนงค์ได้ซาบซึ้งขนาดที่คอพับหลับฝันไปบ้างก็ใช่น้อย

แสงไฟในห้องสว่างขึ้น เป็นช่วงของบทสรุปและการร่ำลาปลูกฝัง ยังหวังที่จะเห็นเขาเหล่านั้นก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงมีจุดหมาย

อาจารย์ ไปลอยกระทงที่ไหนคะ พวกหนูจะไปลอยที่สระเต่า เดี๋ยวต้องรีบไปแต่งชุดไทยกันด้วย

ไม่มีใครชวน แสร้งตอบกลับไปเล่นๆอย่างแผ่วเบา
หากความจริงมิได้มีใจรื่นเริงอะไรกับเทศกาลทั้งหลายแหล่ที่แห่แหนเอิกเริก ด้วยยังคงลุ่มหลงในความสงบเงียบเพียงลำพัง หรือกับใครคนที่ไม่พูดก็รู้ใจ

จดหมายน้อยๆสองฉบับถูกพับมาวางไว้บนโต๊ะ
หนูอยากเรียนกับครูอีก ความหนึ่งจับได้ให้ชื่นใจ เป็นคำตอบว่าความสม่ำเสมอมั่นคงและความเหน็ดเหนื่อยที่ทุ่มเทให้ไม่สูญเปล่า

………………

พลขับในชุดทหารเรือกดเท้าที่ซ่อนอยู่ในบู๊ทสีดำมันปลาบลงบนแป้นเหยียบทะยานขึ้นสะพานสูง

เบื้องล่างแม่น้ำเจ้าพระยายังคงไหลเอื่อย รองรับชีวิตผู้คนอย่างไม่รู้คืนวัน
ตักตวงขึ้นมาเพื่อชำระล้างให้สะอาด และปล่อยปละละลงคืนกลับให้หมักหมม เพียงเพราะหวังว่าไหลผ่านแล้วก็จะผ่านเลย หมุนเวียนเป็นอยู่อย่างนั้น

พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว

วลีสุดท้ายของ อ.ศิลป์ พีระศรี ที่ได้ยินเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมาแว่บดังขึ้นมาในหัว

……………………..

ลอย ลอยกระทง บุญจะส่งให้เราสุขใจ

อดทน รอคอย อธิษฐาน….

ขอกระทงที่ไม่ได้ลอยในวันนี้ จงหนักแน่นอย่าได้เคว้งคว้างหลงทางไปเป็นอื่นเลย

Posted: พฤศจิกายน 3rd, 2009
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: 1 Comment
Comments
Comment from ญา - 08/11/2009 at 21:56

เข้ามาอ่านค่ะ