วันที่เหลือ 81 “เพลงสมาน”

วันที่เหลือ 81

เพลงสมาน

นายยางสน..คนบางขวาง

28 มิถุนายน 2553

27 มิถุนายน 2553

เริ่มต้นที่บทเพลง….

ผู้คนเดินขวักไขว่หลังม่านสีเข้มโยงระยางกั้นไว้ระหว่างผู้ชมล้นหลามที่คะเนอายุเฉลี่ยรายบุคคลได้น่าเกินครึ่งร้อย กับ วงหัสดนตรี สากลประสมปี่พาทย์เครื่องสาย ในนาม กาญจนผลิน และ กอไผ่ ตามลำดับ

นั่งนับเข็มนาฬิกาที่จ้ำเดินก็เกินเวลาเผยม่านมาก็นานโข ทีผ้าผืนโตจะเปิดออกเพื่อนับหนึ่งซึ่งการเดินทางร่วมกันในช่วงเวลาแห่งรัก

คอนเสิร์ต คือ..เพลงครู รำลึกครู สมาน กาญจนผลิน ศิลปินแห่งชาติ ที่ พี่ออด จิรวุฒิ ทายาทได้ชักชวนพวกมาเป็นแนวร่วมบรรเลงรมณ์ในครั้งนี้ หลังจากที่ซ้อมกันมาพอสังเขปกันเมื่อวานที่สำนักการสังคีต ชั้นห้าเพียงเพลาเดียว ก็สรุปครบถ้วนหมดจด 37 เพลง ที่ซึ่งคงต้องพึ่งตัวเองในการเอาตัวรอดในไม่กี่วินาทีข้างหน้า

บนเวทีใหญ่ โรงละครแห่งชาติ หลังประกาศปิดปรับปรุงมานานพอสมควร มุมซ้ายของเวที เป็นที่ตั้งของนักดนตรีเครื่องเป่าวงกาญจนผลิน ในชุดดำ ไล่เรียงมาทางด้านขวา บางชีวิตเริ่มคำนับสัปหงกในเสื้อราชปะแตนครึ่งท่อน บ้างก็ร่อนการะดาษลายสือไทยบันทึกโน้ตเพลงกันให้ว่อน ทั้ง พี่หน่อง นิค อั้ม ทำหน้าที่สีซอ สงบรอคลอขลุ่ยโดยพี่ประสาน นั่งประจานประจันเป็นผู้เฒ่าเฝ้าระวังในแถวหน้า เบื้องหลังขึ้นมา เป็น เบิ่ง ระนาดเอก เอ้ ระนาดทุ้ม อีกสาวน้อยหน้าใสวัยซนในวงล้อมของขิมสาย ส่วนที่หายกลืนฝืนบรรเลงสนับสนุนคุมจังหวะอยู่ด้านหลังก็มีทั้ง ตรี นุ่ม และหนุ่มเกาหลี มึน จัง (อะ)มอน

เพลง ครวญ ประสมสลับ รับลาวดวงเดือนดังขึ้นเป็นโหมโรงสนุกสนาน ผ่านไปตามที่ซ้อม (กันสักครั้งก็ไม่เคย)

หลังจากพิธีกรที่เบียดร่างอยู่ในชุดเสื้อผ้าน่าขันผิดกาละร่ายรำนำรายการอยู่สักครู่ ชายสูงวัยค่อยสืบเท้า ผ่านพ้นม่านประตูโรงละคร พร้อมผู้ติดตามที่ประคองพยุงร่างให้ถึงที่หมาย เวทีโรงละครแห่งชาติในวันนี้ ดูไกลเหลือเกิน สำหรับผู้ที่เคยเดินท่องมาทั่วแคว้นครอบจักรวาล

หากแต่เมื่อเสียงดนตรีดังขึ้น ถ้อยวจีทีเอื้อนเอ่ย ก็ได้แทรกเข้าเกาะกุมกลางใจทุกชีวิตที่นั่นเสียโดยมิให้ทันตั้งตัว

คิดในใจ กับเกร็ดเก่าปากคำบอกเล่าของ คุณชาย ถนัดศรี สะกดหยุดทุกชีวิตให้หลุดเคลิ้มเติมเต็มตามไปอย่างน่าประหลาด ต่อด้วย จำใจจาก ที่ฝากเสียงร้องคู่ดูโอ กับสาวร่างโต สุนารี ราชสีมา ที่ยังรักษาความเป็น นักร้อง ไว้ได้ทุกกระเบียด แถมด้วยเพลง รัก นอกสคริปซะงั้นก่อนที่จะหันหลังย่างท้าวกลับ ปล่อยให้ราชินีลูกทุ่งสาวชาวโคราชโชว์ลูกคอละเมียดในเพลง สาวสะอื้น เปลี่ยวดาย

พระรัตนตรัย กรุงเทพ การแสดงจินตลีลา และขับร้องโดยสามสาวกระแตไต่ไม้ ที่ยังงงๆมีเครื่องหมายคำถามความเกี่ยวข้อง ตามด้วย พี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง โชว์เสียงในเพลง ยามชัง และปิดท้ายด้วย รักอย่ารู้คลาย ในเวอร์ชั่นประชันเปียโน โชว์พลังเสียงสดๆ หมดจดด้วย โซโล่แซคโซโฟนที่สดกว่า ที่เดินออกมานอกคิวละลิ่วนิ้วล่องลมพรมพริ้วหวานเสียไม่มี

อีกช่วงเวลาของคู่ขวัญคู่เสียง นฤพนธ์ ดุริยพันธ์ ในชุดสูทหล่ออ่อนกว่าวัยเจ็ดสิบปีที่พาผ่าน ประสานเสียงสวรรค์อัตลักษณ์ของ รวงทอง ทองลั่นทม ในชุดราตรีสีน้ำตาลเข้ม เด่นอมตะกว่าผ้าน้อยชิ้นของใครบางคนบนเวทีที่เปิดเผยให้เห็นเป็นสาธารณะเสียชนิดไม่จำเป็นต้องเปลืองเมมโมรี่ให้จดจำ

ทุ่งรวงทอง รวงทอง เปลวทอง แน่หรือคุณขา รักรวมใจ ผ่านไปอย่างน่าประทับใจ จริงอยู่ที่เสียงร้องอาจไม่สดใสแข็งแรงเช่นวันเก่า แต่วันเวลาที่คละเคล้าเรื่องราวประสบการณ์นั้นทำให้แม้กระทั่งเพียงลมหายใจเข้าออกยังไพเราะหาใดเหมือน

ช่วงสุดท้ายของครึ่งแรก ที่มิใช่ในความหมายของการเผดียงแข้งในมหกรรมเวิร์ลคัพ 2010

หวานรัก จากพิธีกรคู่ขวัญ กัญจนปกรณ์ แสดงหาญ กุลชญาวีร์ ณ นคร ก่อนที่จะมั่วมึนในเพลง ง้อ และ รักคุณเข้าแล้ว โดย พงษ์พันธ์ ธนะเพิ่มพูล และ ทิพย์อาภา ชื่นประดิษฐ์ ชนิดที่ห้องประชุมเงียบสงัด

เอ๊า…. ขอเสียงหน่อย…เร้วววว… เสียงหนุ่มใหญ่เด้งดึ๋ง ตะโกนร้องขอความร่วมมือ

….เฮ้ออ…ร้องของตัวเองให้ถูกให้รอดก่อนเถอะพ่อคู้ณณณ…. ใคร(หลายคน) คงรำพึงในใจไม่ต่างกัน

พักครึ่งเวลา ก่อนที่จะเสียประสาทไปกว่านี้

หะแรกว่าจะหาน้ำแดงเพิ่มพลัง สุดท้ายก็กลายเป็นน้ำเปล่าครึ่งแก้วที่แสนหวานเสียยิ่งกว่า..

พาร่างเดินดุ่มไปพูดคุยชักภาพกับคนเก่งที่เดินมาก่อนบนเส้นทางนี้ ความเมตตาอารีย์ยังรับรู้สัมผัสได้ ใช่ว่าจะเพราะจำแม่นว่าเป็นลูกหลานคนกันเอง หากแต่เป็นชีวิตที่ตกตะกอนร่อนเลือกซึ่งอัตตาบ้าบอทิ้งไว้ระหว่างทางเสียนานแล้ว

นายเบิ่งคนระนาด มีอันต้องจากไปปฏิบัติภาระกิจเร่งด่วน จึงชวนตัวเองมานั่งแทนที่เสียบเพื่อชาติ ตีระนาดอีกสักครั้ง

จอมใจเวียงฟ้า วาสิฏฐีจำแลง แสงไฟสาดลำจับหนุ่มใหญ่สูงโปร่ง ตำนานเวทีโรงละครแห่งชาติยุคใหม่ ปกรณ์ พรพิสุทธิ์ หยุดหายใจแฟนคลับลายครามได้ชะงักงัน ก่อนที่จะหันหลังเข้าหลังเวทีพร้อมช่อดอกไม้และธนบัตรที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฏหมายอีกหลายหน่วย….ช่วยถือมั๊ยพี่….

แล้วก็ถึงเวลาของรุ่นใหญ่ ศิลปินคู่ขวัญในวันที่มีสร้อยห้อยท้ายชื่อว่า ศิลปินแห่งชาติ สวลี ผกาพันธุ์ สุเทพ วงศ์กำแหง แข่งขันประชันมุกสนุกสนานเป็นธรรมชาติ สลับร้องทั้งเดี่ยวคู่ ในเพลง รักเอ๋ยรักข้า ไม่อยากให้โลกนี้มีความรัก นางอาย ไสบทอง ร้อยลิ้นพันคำ ลืมรัก รักชั่วชีวิต

นึกถึงพ่อ คิดถึงพ่อ ที่เป็นคนสนิทชิดเชื้อร่วมรุ่นกับลุงป้าที่อยู่บนเวที ในวันที่ไปสบายแล้ว เพียงอยากให้เห็น ได้ยิน รับรู้ ในสิ่งที่ลูกได้บอกเล่าคืนวันที่ผ่านมาอันเป็นเหตุปฐมบทของบทบันทึก วันที่เหลือ เมื่อหลายขวบปีก่อน

เวลาล่วงเข้าสู่ช่วงหวนอดีตกับบรรยากาศของละครเวที งานประพันธ์ของครู อิงอร ผ่านเพลง เดือนต่ำดาวตก ที่ตกลงเล่นไม่เหมือนซ้อม เปลี่ยนแผนกลางเวที ปล่อยเป็นหน้าที่กอไผ่ร่ายยาว ตามด้วย หนาวตัก สงขลา กลางสายชล ผลงาน คุณปู่บุง ประสิทธิ์ ศิลปบรรเลง ผ่านเส้นเสียงทุ้มนุ่มหนุ่มสองพันปี สุวัจชัย สุทธิมา ซึ่งท่านได้แนะนำหลายเรื่องที่มีค่าเป็นส่วนตัวด้วยปราณี และสาวเสียงสวยผิวกระจ่างใส อรวี สัจจานนท์ ละเมียดละมัย

ช่วงสุดท้าย กับใครคนที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นศิลปินอย่างเต็มหัวใจ

กว๊านพะเยา จากปากคำบอกเล่าสนุกนึกของครู ชาลี อินทรวิจิตร พิโธ่ผู้ชาย ได้ สาวซ่าส์ คุณอรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา มาขยับเสตปเท้าไฟไม่แคร์สื่อ และที่ต้องถือว่าต้องลุ้นกันจนจบเพลง ก็คือ แพนน้อย และ นกน้อยคณานับ เพลงภาษาสวยที่คุณอา ดอกดิน กัญญามาลย์ เจ้าของประโยคอมตะ ล้านแล้วจ้า ในวันที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยเฟื่องฟู มาร้องเต้นสนุกสนาน

แดนเซอร์ ชุดเซอร์ร่ายรำกระชับวงล้อม ก่อนที่จะหยุดกึกตรึงท่าพร้อมเสียงสุดท้ายของเพลงที่จบลง

ท้ายสุด ของสุดท้าย พ่อแห่งแผ่นดิน ที่เคนยินชินหูดังกระหึ่มขึ้นปิดท้ายการแสดงที่ยืดยาวเกินการควบคุม เหนื่อยหนักทั้งคนเล่นคนฟัง คงต้องนั่งหยอดน้ำข้าวต้มกันอีกระยะก่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

เพลงดนตรีบนเวทีสงบจบลงเรียบร้อย เพลงชีวิตยังดำเนินไป ภารกิจใหม่เริ่มต้น

เรื่องราวที่ดำเนินมาแล้ว ยังต้องประคับประคองหล่อเลี้ยงให้งอกงาม เป็นบทเพลงเฉพาะของใครคนที่มิอาจทดแทนลอกเลียนกันได้

หลายชีวิต ยังวุ่นวายปฏิบัติหน้าที่สุดท้ายของวันอย่างขะมักขะเม้น ก่อนแยกย้ายตามเส้นทาง

ค่อยๆเก็บของเข้ารถ เก็บประสบการณ์ เก็บเรื่องราวที่ผ่านไว้ในหัวใจเพื่อกระตุกยิ้มชื่นบานในวันที่เหือดแห้ง

กลับบ้านเงียบๆ ไม่เปิดเสียงใดๆในรถให้รบกวน…

บทเพลงชีวิตยังดำเนินต่อไป เพลงประสานสมานเรื่องราวร้ายดีปะปน อยู่ที่ว่าใครคนที่นั่งร้องบรรเลงอยู่ตรงนี้จะมองเห็นเข้าใจ ยอมรับ กับจังหวะที่บางครั้งไม่อาจควบคุม และขับบรรเลงท่อนต่อไปอย่างไร….

Posted: มิถุนายน 29th, 2010
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments