วันที่เหลือ 82 “ก้าวที่ผิดจังหวะ”

วันที่เหลือ 82

ก้าวที่ผิดจังหวะ

นายยางสน..คนบางขวาง

5 กรกฎาคม 2553

กว่าสองเดือนมาแล้วที่ได้ใช้เวลาส่วนเสี้ยวเล็กๆของชีวิตเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างเพื่อการให้ หากแต่กลายกลับเป็นการได้รับเติมเต็มบางส่วนที่ขาดหาย ภาพชีวิตเรื่องราวของใครคนที่มาข้างหลังต่างบ้าน ต่างสังคม กับหนทางเพื่อการเรียนรู้ที่เลือกสรรจากผู้ที่สนับสนุนดูแล ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ป้า ลุง ใดๆ ที่ได้ฝากหัวใจไว้กับเด็กน้อยยังโรงเรียนปัญญาประทีป เป็นแสงสว่างเล็กๆกลางป่าเขาที่นำพาเราและใครอื่นผู้เกี่ยวข้องค้นพบเรื่องราวเพื่อความเข้าใจในตนเองมากขึ้นทุกวินาที

สัญญาใจยังหนักแน่นรอแต่เวลาที่จะมาร่วมบรรจบ หนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้า ครูแจ๊ส ที่รู้จักมักคุ้นเพียงชื่อเล่นและหัวใจที่ยิ่งใหญ่กว่าร่าง ส่งเทียบเชิญให้เข้าร่วมกิจกรรม ก้าวที่ผิดจังหวะ โครงการทัศนศึกษาของโรงเรียนปัญญาประทีป ที่จะนำเด็กๆ 20 คนมาศึกษาเรียนรู้ โดยในช่วงเช้าเข้าเยี่ยมชมบ้านพิพิธภัณฑ์ ต่อด้วยช่วงบ่าย ที่บ้านกาญจนาภิเษก ย่านใกล้แถวถิ่นคุ้นเคย

พลาดไม่ได้ คือคำลงท้ายที่ลิขิตไว้ในจดหมายอิเลคโทรนิคฉบับนั้น

เช้าวันชาติ พญาอินทรีย์ สหรัฐอเมริกา อาสาเป็นสารถีไปรับสมาชิกสำคัญอีกสามชีวิตที่อยากจะให้เข้าร่วมกิจกรรม ก่อนที่จะไปสมทบกับคณะที่บ้านพิพิธภัณฑ์

ในซอยคดเคี้ยวพอประมาณ อาคารก่ออิฐถือปูนยืนเปิดประตูกว้างรอรับด้วยไมตรี เด็กน้อยหน้าตาคุ้นเคยที่ในวันนี้ ออกจะดูผิดรูปร่างต่างทรงผม เดินไขว่หยิบจับข้าวของในวันวานสนานสนุก

แทบไม่ทันก้าวผ่านธรณีประตูสู่อดีต น้ำคำทักทายอีกมือกระพุ่มไหว้ปลิวปะทะต้อนรับไม่ขาดช่วง ครูแจ้ส ครูนก ครูจ้อย ครูมด อีกมากมาย แทรกกายอยู่ท่ามกลางข้าวของสารพัดในอดีตและชีวิตน้อยๆที่รอวันเติบใหญ่ในอนาคต

สิ่งของสะสมมากมายที่จัดสรรแยกส่วนไปตามลักษณะของร้านรวงและหมาดหมู่ที่เกี่ยวข้อง ผ่านตาไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่แต่ละชิ้นสามารถเล่าเรื่องเชื่อมโยงได้ยาวนานไม่รู้จบ หากแต่ที่อยากพบคือ คนที่เป็นแรงบันดาลใจคนหนึ่ง ซึ่งทำให้เป็นไปดำรงอยู่เช่นในทุกวันนี้

ไม่นานนัก หนุ่มใหญ่ในเสื้อขาวสะอาดตัวโคร่งคอปกเสื้อร่อยเปื่อยด้วยอายุใช้งาน ชะโงกหน้ามาปะทะสายตา

พี่เหนก อเนก นาวิกมูล คือชายคนนั้น

แล้วช่วงเวลาที่เหลือก็ทำให้ข้าวของมากมายละลายหายไปจากสายตา กลายเป็นเรื่องราวความคิดของคนทำงานที่สำคัญเสียยิ่งกว่า

แนะนำให้ใครคนสำคัญรู้จักถึง ผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดั้นด้นเก็บภาพบันทึกเสียงเพลงพื้นบ้านทั่วร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ ก่อนนำมาเผยแพร่สนทนา อย่างเป็นระบบระเบียบไม่มีเม้มวางฟอร์มอมภูมิ

ภาพทุกภาพ เสียงทุกเสียง ถูกจดบันทึกอย่างเป็นระบบ สบโอกาสเผยแพร่เป็นหนังสือสวยงามอ่านสนุก นับได้กว่าร้อยเล่มกับคนมหัศจรรย์ที่เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานมาแต่ครั้งยังอยู่ในรั้วเหลืองแดง ( หาใช่แนวร่วมแกนนำกรรมเวร ของพันธมิตรแล้วแปลงร่างกลายพันธุ์ เช่น นายแพทย์โหวงเหวงไม่ หากคือลูกแม่โดม ธรรมศาตร์และการเมืองต่างหากเล่า)

เข้าไปดูในห้องทำงานเบื้องหลังดีกว่า

หนุ่มใหญ่คนนั้นใ นวันที่มีสีดอกเลาแทรมผมดูอบอุ่นกระชุ่นถาม พร้อมเดินนำหน้าไปยังอาคารที่ติดกันก่อน ไขกุญแจเปิดประตูไปสู่ภาระหน้าที่อันโดดเดี่ยว

บนชั้นสอง และสามของอาคาร แน่นขนัดไปด้วย หนังสือ และข้าวของที่รอการเยียวยายืดอายุ ก่อนที่จะนำไปจัดแสดงต่อความเข้าใจในตนเองต่อไป

แบบแปลนของอาคารหลังใหม่ สวยงามร่มรื่นยังยืนแห้งสีอยู่บนกระดาษ ไม่ต่างจากมโนภาพของนักเก็บอดีตที่มองเห็นตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบในปัจจุบันสู่เวลาของอนาคต

เราต้องการทุน หรืออะไรก็ได้ อิฐหิน ดิน ทราย ที่จะทำให้มันเกิดเป็นรูปธรรม โหมโรงเพียงเท่านั้น ก่อนจะร่ายยาวถึงชีวิตการทำงาน ที่อยากจะฝากให้ใครอีกคนที่นั่นรับรู้มองเห็น

หลายชีวิตเบื้องล่าง เรียนรู้ ดูผ่าน สนุกสนาน ช๊อปปิ้ง แต่ก่อนกว่าที่จะปะติดปะต่อย่อเรื่องให้เสพง่ายหายใจสะดวกนั้น คนทำงานกล้ำกลืนฝืนอดทนรอคอยกันมามากไม่รู้เท่าไหร่ จะมีใครหนอที่หัวร่อสนุกฉุกคิดเริ่มต้นที่ตัวเองหรือยื่นมือส่งยิ้มร่วมทางในวันนี้เพื่อใครอีกมากมายวันข้างหน้าบ้าง

…รัฐบาลเหรอ…. ………เหรอ

ร่ำลากันมาเงียบๆ กับงานที่ไม่มีวันเสร็จ ไม่มีคำอวยพรให้กำลังใจใดๆ เพราะรู้ดีอยู่หัวใจของพี่มันหนักแน่นเกินกว่าที่จะฟ้าฝนถนนขุขระจะขัดขวาง

เกือบบ่ายโมงครึ่งหลังจากจัดการหาอะไรใส่ท้องประทังชีวิต ก็มาพบตัวเองอยู่ที่ลานจอดรถ บ้านกาญจนาภิเษก บนเนื่อที่กว้างขวางร่มรื่น บึงน้ำสงบนิ่งปล่อยให้ใบบัวนอนแช่ลืมวันเวลา ชายหนุ่มแปลกหน้า หันมองผู้มาเยี่ยมเยียนด้วยสายตาหลายสิบคู่ ทำให้การรับรู้ของใครคนหนึ่งไหวสั่น

ไม่นานนัก หญิงสาวในวัยที่ผ่านเรื่องราวในชีวิตมามากมาย ในชุดผ้าทักทอสวยเท่ห์ ยิ้มกว้างเดินปรี่มาต้อนรับ

ป้ามล สารภาพว่ารู้จักชื่อท่านเท่านั้น หากแต่หัวใจยิ่งใหญ่ต่างหากเล่า ที่สำคัญกว่า

ที่นี่ รับอบรมเด็กที่ทำความผิดตั้งแต่เล็กน้อย ฉกชิง วิ่งราว ยาเสพติด รุมโทรม ฆ่าคนตาย ที่โดนศาลพิพิกษาแล้ว มีอายุตั้งแต่ 12 18 ปี

ป้าเล่าว่าจะรับเฉพาะเด็กที่ต้องโทษนานๆเป็นปี เพราะวิธีที่แตกต่างของที่นี่คือการเปลี่ยนวิธีคิด ด้วยความรัก ทำให้ทุกชีวิตเห็นคุณค่าของตัวเอง และตระหนักถึงคุณค่าที่จะส่งผ่านสู่ผู้อื่น จึงต้องใช้ระยะเวลา

หนึ่งในสามของเด็ก 150 คน มาจากคดีฆ่าคนตาย ซึ่งป้าบอกว่าง่ายดายที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรม เยียวยาด้วยการสื่อสาร การเขียน การโต้ตอบ มากมายหลายวิธีที่ไม่มีสูตรสำเร็จ นอกจากความรักและความเข้าใจ ที่ต้องมอบให้อย่างสม่ำเสมอ

หลังจากทราบภาพรวมความเป็นไปได้พอสังเขป จึงแยกกลุ่มเด็ก ผู้ปกครอง ล้อมวงพูดคุย หนุ่มน้อยหลายรายที่มองผาดแค่ภายนอกไม่ต่างจากผู้คนที่เดินสวนปะปนทุกเมื่อเชื่อวัน แต่กับก้าวจังหวะที่ผิดพลาด ที่กฏหมายตราไว้ให้เป็นผู้กระทำ คนผิดต้องไม่ลอยนวล ย่อมต้องรับผิด อยู่ที่ชีวิตนั้นจะใช้โอกาสที่เหลือให้ถูกต้องคุ้มค่าได้อย่างไร

ในวันนี้ พวกเขาได้มานั่งบอกเล่าให้อีกหลายชีวิตที่แทบไม่แตกต่างในความเป็นคนร่วมยุคสมัยที่อาจจะกลายเป็นผู้กระทำ และถูกกระทำ เมื่อใดก็ได้ ได้ตระหนักเรียนรู้

เพื่อน การแก้ปัญหาที่ผิดพลาด การพึ่งพาบุคคลที่ไม่ดี การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่พิกลพิการทางความคิด ทัศนคติที่คิดว่าบางเรื่องเป็นสิ่งปกติ ใครๆก็ทำ ไร้จุดยืนและความหนักแน่น กลายเป็นพาหนะที่นำไปสู่ก้าวที่ผิดพลาดอย่างรวดเร็วไม่ทันตั้งตัว

ไม่มีใครอยากเป็นคนเลว หากแต่ต้องมั่นคง อดทน รอคอย มีแก่นแกนของการดำรงชีวิตที่จะทำให้กล้าปฏิเสธต่อสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

ป้า กอดหลานๆของป๊าทุกคน ชื่นชม ดึงคุณค่าของเขาออกมา เขียน สื่อสารกันทุกวัน

อยากจะกอดป้าเช่นกัน….

……………

เย็นย่ำของวันที่ยาวนาน ขับรถออกมาเงียบๆ เพื่อที่จะหาที่เติมพลังเป็นมื้อสุดท้ายของวัน

เสียงเพลงแผ่วเบาในรถครางขับจับความอะไรไม่ได้ กลับเป็นเพลงชีวิตของใครหลายคนที่ได้บรรเลงให้ฟังในวันนี้ก้องกังวาลอยู่ในหัว

มิใช่เครื่องดนตรีรูปพรรณวรรณนะที่หรูหราสวยงาม มิใช่เสียงสูงต่ำประสานสอดสลับที่ลึกซึ้งซับซ้อน มิใช่เทคนิควิธีการที่พริ้วไหวสูงส่งเลอเลิศ

แต่คือ จังหวะ ของการเคลื่อนไหวก้าวเดิน ที่มั่นคงมีสติ

จะสั้นยาว ถี่ห่าง ต่างกันด้วยการตระหนักรู้สู่การปฏิบัติเฉพาะแต่ละบุคคล

หากแต่ในวันที่มีผู้ร่วมทาง สั้นบ้างยาวบ้าง ก็ย่อม ผ่อนช้า เร่งเท้าให้เข้ากัน

เข้ากัน…ก้าวไปด้วยกัน….

Posted: กรกฎาคม 5th, 2010
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments