วันที่เหลือ 83 ” วิถี..คนล้า..”

วันที่เหลือ 83

วิถี..คนล้า..

นายยางสน..คนบางขวาง

10 กรกฎาคม 2553

8 กรกฎาคม 2553

เช้าวันพฤหัสที่ควรเร่งรีบ กลับค่อยๆทำทุกอย่างให้ช้าลง ปล่อยให้เหตุที่ก่อเกิดคลี่คลายไปสู่ผลที่ควรเป็นและยอมรับปล่อยไปตามนั้น อะไรเลยที่เคยใช้พลังงานเกินลิมิตกับการที่อยากให้ อยากช่วยอย่างเต็มที่บางครั้งกลายเป็น ฟุ่มเฟือยเหลือเฟือเกินความจำเป็นกับก้าวเดินและจุดมุ่งหมายที่แตกต่าง จะกลายเป็นขวางทางวิถีให้เสียอารมณ์

สองไหล่คล้องหน่วงถ่วงน้ำหนัก อุปกรณ์บันทึกทั้งภาพนิ่ง เคลื่อนไหว ไม่ต่างจากอดีตกาลนานมาที่บ้าเก็บกลับก่ายกองอยู่ที่บ้านให้สังขยานาไม่รู้จบ

สองเท้าค่อยก้าวผ่านบานประตูอาคารหรู ไอยะเยือกต้องกายหลอกสัมผัสว่าโลกนี้ยังเย็นกายสบายใจเกินกว่าที่จะรับรู้สำนึกผิดชอบที่ย่ำยีธรรมชาติ กลิ่นควันธูปลอยอวลแตะจมูกนำทางสู่ประตูเหล็กสีดำหนาทึบที่เก็บกักเหตุการณ์ต่างๆไว้ข้างในห่างไกลกับวันเวลาภายนอกที่เคลื่อนผ่าน

…ติง ถะ ตุ๊บ ติง..ต้อม.. เสียงตะโพนขรึมขลังดังขึ้นหลังจากใครคนร่างเล็กในชุดขาว เอ่ยเรียกเพื่อการเคารพบูชา

ครูสำราญ เกิดผล ครูที่ควรเคารพคนระนาดเลื่องชื่อ ประกอบพิธีนำนักศึกษาใหม่ประกอบพิธี อันมีเด็ก มัธยมศึกษาปี่ที่ 4 และปริญญาปีที่ 1 ซึ่งต้องเข้าร่วม รวมด้วยศิษย์เก่าที่กลับมา ที่หายหน้าคือคนปัจจุบันที่น่าจะคับคั่งจำนวนที่มีที่เป็น

หยิบ 350 d โบราณวัตถุที่เดินทางมาร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ บันทึกได้สามสี่ภาพ ก็เก็บกลับเอาไว้ที่เดิม อะดีนาลีนายในร่างกายลดระดับ บอกให้เก็บประทับไว้พียง หู ตา กายใจ ปล่อยให้อะไรผ่านเลยไปบ้าง ที่วางอยู่ข้างหลังก็มากเกินที่ใครจะมาเรียนรู้รับช่วงต่อ

ปล่อยวาง หรือ ทิ้งขว้าง ต่างกันแค่ไหน ใครจะสนใจ

ยกมือท่วมหัวกบาลระลึกเคารพด้วยหัวใจ ลาครูขึ้นมานั่งเงียบๆบนห้อง ตั้งสติเริ่มต้นวางแผนเตรียมตัวสำหรับหน้าที่รับผิดชอบ ทั้งแผนการสอน และแผนการใช้ชีวิต

ใกล้เที่ยง ลงไปดูขั้นตอนสุดท้าย การเจิม ครอบ จับมือ ถวายมือ ลาครู

ไหว้ครู ไหว้ใคร ทำไมต้องไหว้ บททันทึกของ พี่หน่อง เมื่อครั้งยังทุ่มเทกายใจให้คุณครุศาสตร์ แถวสามย่าน แว่บผ่านเข้ามาในหัว

ปริศนาต่างๆสำหรับใครคนที่มาข้างหลังคงยังล่องลอยอยู่เช่นนั้น

พิธีกรรม กำลังจะสิ้นสุด วิถีกรรม ต่างหากน้องๆที่รักเอ๋ย ที่จะเฉลยวันที่เหลือของชีวิตจะเป็นเช่นไร

……….

ผัดไทยกุ้งสดห่อไข่ หมูสะเต๊ะ กองก่ายอยู่บนโต๊ะเหล็กเย็นเฉียบด้วยความเย็นระดับจับจิต ในร้านทิพย์สมัย ผัด

ไทยเลื่องชื่อย่านประตูผี ที่ขยายสาขามาเปิดตรงพุทธมณฑลสายสี่

หกชีวิต แลกเปลี่ยนเรื่องราวหลังจากที่แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิต หนอน ครูระเบียบเซนต์สตีเฟ่น บอย อาจารย์(หน้าตา)อาวุโสโรงเรียนสารสาท เชียงใหม่ ต่อ ครูหน้าใสจิตรลดา ตอง นักวิชาการไม่เลิกลา นัท (บอย) บัณฑิตทางระนาดเอก แต่เรียนรู้สร้างโอกาสเป็นนักเทียบเปียโนหูทอง

เรื่องเก่าในอดีต วันเวลาในปัจจุบัน อีกหนทางในอนาคต คือบทสนทนา ไม่นานนักก็แยกย้ายไปตามวิถี ฝากไว้ด้วยหวังดี ก่อนที่ใช้ชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือของวันเติมเต็มตามที่ปรารถนา

…………

ห้าโมงกว่า พบตัวเองอยู่ในห้องคับแคบแต่อบอุ่นสมถะพอดีกิจกรรม บนตึกคณะดุริยางค์ศาสตร์ ม.ศิลปากร ตลิ่งชัน พาคนสำคัญของใครมาใช้เวลาเพื่อการเรียนรู้ เพื่อย่างก้าวที่มีสติแตกต่างไปจากการรับรู้และหล่อมหลอมในสิ่งแวดล้อมเดิมทุกชั่ววัน

เรียนรู้วิถีดนตรีจีน วิชาดนตรีโลกของ อ.อานันท์ นาคคง จัดบรรยายพิเศษ โดย อาจารย์ชาย (อภิชัย พงษ์ลือเลิศ) อาจารย์ หมู (ขออภัยจำชื่อจริงไม่ได้) สองหนุ่มมือจะเข้ที่หันเหเรียนรู้ดนตรีจีนวัฒนธรรมจีนด้วยใจรักและเคารพ กรุณาขนเครื่องดนตรี กู่เจิง พีผา เอ้อหู หยางฉิน มาร้องเล่นสาธยายให้เด็กปริญญาตรี โท ดนตรีสากลที่สนใจในความแตกต่างเปิดหนทางใหม่ๆในโลกดนตรี

สองชั่วโมงกว่าก็ต้องขอลาออกมาก่อน พลาดเรียนการอ่านโน้ตจีนไปอย่างน่าเสียดาย คิดเสียว่ามิใช่โอกาสสุดท้ายหากยังแสวงหาเปิดหูเปิดตา เพียงแต่กาละเวลาที่เหมาะสมในค่ำคืนนี้กำหนดให้ดำเนินไปอย่างพอเพียงแลสมควร

ผ่านไปอีกวัน พรุ่งนี้ต้องดีกว่าวันนี้….

9 กรกฎาคม 2553

วันศุกร์ที่เคลียร์เวลาให้ว่างไว้จากการสอน เพื่องานราษฎร์หลวงปวงชนทั้งหลาย สุดท้ายก็แน่นเอี๊ยดด้วยกิจกรรมต่างๆไม่ว่างเว้นทั้งในวันนี้และเข้าคิวรอยาวเหยียด

ตีห้าครึ่งบึ่งรถมาจอดอยู่ที่ลานกว้าง หน้าอาคารสูง 27 ชั้น ทรงประหลาดที่เคยได้ชื่อว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในกรุงเทพ อีกเป็นฉากการสู้รบสำคัญระหว่าง ยักษ์วัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้ง ในเรื่องท่าเตียน อันโด่งดังอลังการในอดีต

ด้วยได้รับการแจ้งว่าต้องรีบมา ซาวด์เช็คเจ็ดโมง ตรวจสอบเส้นทางแล้ว แถวนั้นวันนี้มีงานพระราชทานปริญญาลูกพระเกี้ยว น้ำใจน้องพี่สีชมพู พินิจดูไม่น่าวางใจเลยมาเสียก่อนไก่โห่

ย่างเท้าเข้าห้องนภาลัยสถานที่จัดงาน มีเพียงป้ายสวยงามประดับเวที 10 ปีบัวหลวง เกษตรก้าวหน้า จัดโดยธนาคารกรุงเทพ

นักดนตรี เครื่องเสียง เครื่องดนตรี ยังไม่มีอะไรที่ปรากฏให้เห็นต่อสายตา คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าการณ์จะเกิดขึ้น จึงเคลื่อนย้ายตัวเองไปมอร์นิ่งวอร์คเบื้องล่างข้างนอก

คนไทยลืมง่าย ร่องรอยของสงครามกลางเมืองยังปรากฏ ทั้งภาพข่าว เรื่องเล่า บทบันทึก กลับกลบด้วยชีวิตที่ต้องดำเนินต่อ พ่อค้า แม่ขาย ขยับขยายย้ายรถเข็น กระบุงตะกร้า อ้าแผงวางเรียงข้าวของสินค้า อาหารหวานคาว จิปะถะ ก่อนห้างหรูสินค้านำเข้าจะตื่นขึ้นมากอบกลับเงินตราของคนเมืองหาเช้ากินค่ำหนำใจ

เดินผ่านแผงดอกไม้เล็กๆ สองมือเหี่ยวเรียวยาวของหญิงชราผู้หนึ่ง บรรจงร้อยมาลัยเนิบนิ่ง กี่พวงหนอถึงจะพอกับราคาค่างวดของกระเป๋าหนังใบจิ๋วที่วางอยู่หลังกระจกบานใหญ่ข้างในนั้น

ยี่สิบบาทกับ ดอกกุหลาบขาว เล็กๆหนึ่งกำที่ทำให้ไม่กลับมามือเปล่าในเช้าวันนี้

บทเพลงต่างๆทั้งบรรเลง ร้อง เรียงร้อยให้เข้ากับงาน ซึ่งแน่นอนว่า เพลงที่ซ้อมไม่ได้เล่น หลายเพลงมองตา วัดใจใส่กันสดๆกันตรงนั้น

พี่สาน ( เครื่องเป่า ไวบราโฟน),นิค (กีต้าร์),ตั้ม (เบส),ตรี (กลองไทย ฝรั่ง),อมร (คีย์บอร์ด),อั้ม (ซอ ไอโฟน),เบิ่ง (ระนาดเอก),ต้อง (ร้อง และไอโฟนเช่นเดียวกับอั้ม),ข้าพเจ้า (ระนาดทุ้ม ขิมสาย) หลายเพลงผ่านไปก่อนที่จะมีสาวน้อยในชุดธนาคารบัวหลวง ควงไมค์ขึ้นมาขับร้อง…

ทะเลใจ….RIGHT HERE WAITING กับเสียงทุ้มห้าวเป็นเอกลักษณ์ ใครแถวนั้นบอกว่าเธอเป็นนักร้องวงอะสักอย่าง ช่างเถอะ ถอดชื่อเสียงทิ้งเสีย วินาทีขณะจิตนั้นสำคัญกว่า รักษาหน้าที่ไม่ให้ขาดตกก็ถือว่าน่าชมเชย

เพลงที่สองจบลงไม่ทันขาดเสียง หนุ่มใหญ่ในสูทเข้มกระโดดขึ้นรำพันเพลงห้าวหาญ เรียกพี่ได้ไหม กระชากอารมณ์ผู้ฟังและหูนักดนตรี พิสูจน์ว่าไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ถ้าใจรัก…

………..

บ่ายแก่ๆวันวันนั้น กับช่วงเวลาที่เหลือ กับหน้าที่ความรับผิดชอบที่ทุ่มใจทำเต็มที่

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และผ่านไป…..

อดทน รอคอย อธิษฐาน ให้วันที่เหลือดำเนินไปด้วยเจตนาที่มั่นคง

ถึงจะ เบื่อ เหนื่อย ล้า…

เอาเถิด พรุ่งนี้ต้องดีขึ้นด้วย วิถีกรรม ของตนเองที่ลิขิตแล้ว

มิใยต้องสนใจ พึ่งพา ปลาหมึกพอล ให้ชี้แนะนำทางแต่ประการใด

Posted: กรกฎาคม 10th, 2010
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments