วันที่เหลือ 84 “วันที่ผ่าน…วันที่เหลือ”

วันที่เหลือ 84

วันที่ผ่าน วันที่เหลือ

นายยางสน..คนบางขวาง

24 กรกฎาคม 2553

16 กรกฎาคม 2553

วงล้อเล็กๆของยนตรกรรมสัญชาติญี่ปุ่นตะเกียกตะกายป่ายปีนสูงขึ้นเรื่อยๆ ห่างออกไปเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้น ที่หวังไว้ให้เป็นที่มั่นหนักแน่น อดทน รอคอย เพื่อที่จะเริ่มเรื่องราวบทใหม่ในชีวิต

บนถนน มิตรภาพ สี่เลนโอ่โถง ครั้งหนึ่งเคยฝากชีวิตไว้กับใครคนแปลกหน้ากว่าร้อยนายหลังพวงมาลัยที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดเกือบสิบปีที่ต้องขึ้นล่องโคราชกรุงเทพฯ ทุกอาทิตย์ เพื่อปฏิบัติภารกิจยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

ประเภทลงไปจอดแน่นิ่งกลิ้งหลุนข้างถนนก็มีให้เห็นจนเจนตา คราวครั้งที่ต้องพาเพื่อนฝูงเปี่ยมจิตอาสาไปลุยท่องบ้านช่องดงลิเกหัวรถไฟ เพื่อใช้เป็นข้อมูลหนังสืออนุสรณ์ บุญยัง ทุ้ม ยอด ก็ยังเก็บกอดในความทรงจำ

อีกครั้งที่ต้องนั่งมาคนเดียว จะเหลียวซ้ายแลขวาก็เห็นแต่ความว่างเปล่า เมื่อมนุษย์เลือกที่จะผูกพัน จึงมีอีกด้านของความรู้สึกที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมดาอยู่เองของใจที่ปรุงแต่ง

หลังจากจัดการเสต็คปลากระพง ที่ดูแน่นเหนียวเกินเหตุเกลี้ยงจาน ย่านทางแยกเข้าอำเภอปากช่อง จึงเลี้ยวลัดตัดเลียบเขาเข้าสู่โรงเรียนปัญญาประทีปท่ามกลางความมืดสนิทสงัดขับระยิบระยับดาวน้อยๆเกลื่อนฟ้า

ดึกดื่นค่อนคืน แสงสว่างเล็กๆจากจอโน้ตบุ๊ค ท่ามกลางความมืดและอ้อมกอดของขุนเขา ทำให้รู้ว่ายังมีอีกชิวิตที่ไม่ยอมหลับยอมนอน นั่งจิ้มนิ้วบันทึกเรื่องราวเล็กๆ รอให้ใครเปิดอ่าน ก่อนที่จะปิดพับดับลงส่งให้เห็นถึงความจริงที่มิอาจปฏิเสธ

17 กรกฎาคม 2553

..รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม

อย่าใช้ดนตรีไปในทางเสื่อม

คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นอันขาด

ต่อแต่นี้ เมื่อเอ็งเข้าใจในดนตรี

เอ็งจะได้เห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็น

ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป

และได้รู้สึกถึงสิ่งที่เป็นทิพย์…

เสียงของพ่อคนหนึ่งซึ่งส่งผ่านรหัสลับในการดำรงชีวิตให้ลูกชาย ก่อนที่จะคลายปมคลี่ผ้า คว้าไม้ระนาดทองทองแดง อีกตะกั่วถ่วงข้อ สวมใส่บนข้อมือน้อยๆเพื่อไว้ไล่มือ ดังขึ้น ท่ามกลางสายตา เด็กน้อยวัยซนกว่ายี่สิบชีวิต อาจารย์ผู้เสียสละ และผู้ปกครองที่น่ารัก

โหมโรง หนังเก่าชื่อไม่เข้ากับเรื่อง ถูกฉายให้เด็กๆชม ในแบบไม่ต่อเนื่อง หยุดชะงักพักความ รู้สึก กันทุกฉาก เพื่อเพิ่มเติม ความรู้ ให้เด่นชัดไม่ปล่อยให้สะบัดปลิวไปกับรูปรสของมายา

จาก 103 นาที เป็น 3 ชั่วโมง กว่าก่อนที่เพลง อัศจรรย์ ในช่วงเครดิตท้ายเรื่องจะดังขึ้น

จาก ลิงที่ไม่อยู่นิ่ง มันชอบวิ่งกันอยู่ไปมา กลับนั่งตาแป๋วติดตามเรื่อง มีปฏิสัมพันธ์น่าชื่นใจ

………….

น้องคิดว่า หนังเรื่องนี้ ให้อะไร พี่จะได้ให้เด็กลองคิดต่อ สร้างงานต่อ

พี่ปุ้น สาวนักโฆษณากระชุ่นถาม หลังจากแลกความคิดต่อเนื่องกันตั้งแต่ฉายหนังจบเป็นอาหารสมองจนล่วงเลยเวลาอาหารปากท้องในช่วงเที่ยงของวันนี้ เพื่อที่จะนำกิจกรรมให้เด็กๆหัดสื่อสารผ่านการถ่ายรูปต่อในช่วงบ่าย

น้องดูโฆษณา เมืองไทยประกันชีวิต ตัวที่มีเด็กด้อยโอกาสมาร้องเพลงให้แม่ๆฟังแล้วรู้สึกยังไงคะ

..บลาๆๆๆๆๆ …… รู้แต่ว่าอยากฉลาดแบบพี่แอ๊ดต้องกิน วิตามิน บี 12 ซึ่งมีใน บาวแดงทุกขวดครับ..

ฉะนั้นจึงเห็นสมควรแก่การแยกย้าย ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่ เด็กส่งไก่ ในบ่ายชราที่เหลือเวลาอยู่

( ภูมิใจแนะนำ ไก่ย่างถังแดง เมนูเด็ด ร้านอาหารเป็นลาว ของ สาวเต้ นักกิจกรรมบ้าพลัง อยู่ทางแยกก่อนขึ้นเขาใหญ่ ที่พริกไทขายตลาดก็เพราะมาฟุ่มเฟือยกับไก่ย่างที่นี่ ขอการันตี)

18 กรกฎาคม 2553

ความเหน็ดเหนื่อยยังไม่หายขาด แต่โอกาสดีๆในการเติมพลังและใช้เวลาที่เหลืออยู่ของชีวิตที่เลือกแล้วให้มีค่า นั้นสำคัญกว่า

เข้าวัดจัดระเบียบจิตใจเสียให้มั่นคง เริ่มจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ความเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยง จากภาพ เสียง รู้สึกในอดีตที่ครั้งหนึ่งถูกหนีบติดมามากับ ปู่ ย่า ตา ยาย เสียจนคุ้นเคย ล่วงเลยเข้าสู่ความจริงในปัจจุบันที่คงต้องทำความรู้จักกันใหม่อีกครั้ง

ต่อด้วย วัดสุทัศน์ โบสถ์พราหมณ์ วัดชนะสงคราม … มาบุญครอง …สาธุ…จบข่าว

24 กรกฎาคม 2553

พี่ๆ อย่าลืมงานวันนี้นะ ถ้าหลงโทรมาหานัทได้เลยนะพี่ เสียงของสาวร่างเล็กลอดออกมาจากโทรศัพท์ ปลุกให้ตื่นจากภวังค์ หลังจากที่ปล้ำกดเสียงนาฬิกาปลุกแล้ว ปลุกอีกมาหลายรอบ

เคยถามตัวเองว่า ในเมื่อจะลุกเจ็ดโมง แล้วใยไม่ตั้งปลุกเจ็ดโมง เมื่อกริ่งกระดิ่งกระดึงกังสดาลดิจิตอลใดๆแผดเสียงก็ลุกขึ้นทันที มารอรี ตั้งเวลาปลุกแต่ก่อนไก่โห่ ปลุกแล้วกด นอนต่อ แล้วก็รอ ปลุกแล้วกด ให้ทรามานสังขารอยู่เช่นนั้น สุดท้ายก็ป่วยการที่จะหาคำตอบ

นัท (อ.ลิลา) น้องสาวที่น่ารัก บัณฑิตจากศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ที่ใช้เวลาแทบทั้งหมดอุทิศให้กับการสอนดนตรี ชักชวนให้มาดำเนินรายการ เทศกาลดนตรีไทย ในหัวข้อ ดุริยรส : รู้ถ้วน กระบวนซอ โดยมี โครงการศึกษาดนตรีสำหรับบุคคลทั่วไป วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมดิดล รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ นับได้เป็นครั้งที่ 11 เข้าให้แล้ว ก็ไม่แคล้วตกปากรับคำมาทำหน้าที่ให้

ชั้นสี่ ห้างสรรพพสินค้า ซีคอนสแคว์ เช้าวันเสาร์ คลาคล่ำไปด้วยเด็กชายหญิงกระทิงกระเทย วิ่งวุ่นเข้าออกโรงเรียนกวดวิชากันให้ขาขวิด พกติดอุปกรณ์ดำรงชีพ ข้าว น้ำ อาหารแห้ง ชนิดที่จะมากินนอนเติบโตกันในห้างกันเลยหรือเช่นไร

ห้องนี้พี่ ลึกลับหน่อยนะ เสียงสาวคนเดิมในชุดไทยไซส์เด็กออกตัว ก่อนจะจ้ำเท้าออกไปประสานงานด้านอื่นต่อ

สิบโมงสี่สิบ เวลามาตรฐานประเทศไทย (หมายถึง ช้ากว่ากำหนดการเป็นปกติ) กิจกรรม ชวนซอคุย ก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางผู้คนบางตา แต่เพื่อการบันทึกและหน้าที่ก็ต้องว่ากันไปสุดตัว

ช่างจ้อน วาฑิต ไทรวิมาน คือคนต้นเรื่องที่นั่งอยู่ไม่ไกลเกินรู้สึก

เริ่มต้นจากนักดนตรีชาวบ้าน ร่ำเรียนเพลงการกับพ่อ ต่อมาเข้ากรุงมุ่งสู่ร้านดุริยบรรณ ปัดกวาด เช็ดถู เรียนรู้สังเกตุกระบวนการซ่อม สร้าง ขิม ซอ ระนาด ขลุ่ย ครันครบ ได้พบศิลปินใหญ่ใส่ใจจดจำน้ำลายไอปาก อาจารย์ภาวาส ดร.อุทิศ ครูต่อ ครูทองดี ครูระตี อ.เจริญใจ และอีกมากมาย ที่หมายรู้ว่าร้านรวงย่านสี่แยกคอกวัวแห่งนี้ มีเครื่องดนตรี โน้ต สายซอ คุณภาพเยี่ยม อีกทั้งยังเป็นที่พบปะนัดหมายของผู้มีใจรักดนตรีทั้งสมัครเล่นและอาชีพเป็นแห่งแรกในพระนคร

สิบปีผ่าน เปิดประตูสู่โลกกว้าง ทำเครื่องดนตรีส่ง ย่งเส็ง เป็นประถมบท ก่อนขยับขยายที่ทางลงหลักปักฐานต่อสู้กับยุงร่านริ้นไรย่านบางพลีกระทั่งปัจจุบัน

ตัวอย่างไม้ชนิดต่างๆ กะโหลกซอ กะลามะพร้าว ซอด้วง อู้ สามสาย ก่ายกองอยู่บนโต๊ะ ถูกหยิบจับสาธิตขั้นตอนวิธีทำพอสังเขปเท่าที่เวลาจะอำนวย ราคาค่างวดยังเป็นสิ่งที่ทำให้การสนทนาออกรส หากแต่บทเพลง เสียงจากไม้เหล่านั้นที่สำคัญกว่า

เที่ยงครึ่งอำลามาเงียบๆ เดินเลียบห้างกระชับพื้นที่ไม่กี่มากน้อยก็ถอยกลับ ขับรถตะลุยไปเวิ้งนาครเกษม

เหตุด้วยต้องการ อุปกรณ์แขวนกีตาร์มาแขวนซอสารพัดชาติพันธุ์มากมายที่กองสุมอยู่บนห้องชั้นสี่ที่บ้าน

ค่ำวันเดียวกัน อุปกรณ์ติดตั้งนับสิบชิ้น นอนสงบเคียงข้าง ซอไทย เขมร จีน อินโดนีเซีย ปล่อยไว้อย่างนั้น อย่างไม่ใยดีต่อสายตา และคิดว่าจะทำต่อให้เสร็จสิ้น

เวลาค่อยๆผ่านไป ยังมีอะไรอีกมากที่ ต้องทำ หรือที่ อยากทำ หากแต่หันหลังกลับ ทบทวนหนทางที่ก้าวผ่าน ไม่น้อยเลยกับระยะทางและการเรียนรู้ ปล่อยผ่านไปบ้าง จะเป็นไร หรือ จะเป็นไร

ไม่ทุกคนที่สามารถเลือกจุดเริ่มต้น แต่ทุกคนสามารถเลือกทิศทางที่จะก้าวไปได้ จะใกล้ ไกล มากน้อย ถอยหลัง ดันทุรังต่อ ก็ว่ากันไปตามอัธยาศรัย ในวันที่เหลืออีกสักเท่าไหร่ที่ไม่อาจรู้

Posted: กรกฎาคม 24th, 2010
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: No Comments