วันที่เหลือ 86 “เรื่องอะไร”

วันที่เหลือ 86

“เรื่องอะไร”
นายยางสน..คนบางขวาง
19 ธันวาคม 2553

รวดเร็วจริงหนอกับกงล้อเวลาที่หมุนติ้วปลิวเรื่องราวมากมายที่ไร้การบันทึก เป็นช่องว่างขาดช่วง ปล่อยให้รับรู้เล่าสู่กันฟังเพียงลมปากและจากหายมายมายทั้งงานราษฎร์งานหลวง ขอบันทึกไว้แต่เพียงสังเขปเป็นจดหมายเหตุรู้ไว้ใช่ว่า ในห้วงช่วงวันเวลาที่คลื่นลมสงบ ส่วนงานอีเวนท์จิ๊บจ้อยก็ปล่อยไปเสียบ้างเปลืองเมโมรี่ที่นับวันจะลดน้อยถอยลงทุกขณะ

11-18 ตุลาคม 2553

การเดินทางสู่มหานครเซี่ยงไฮ้ ในภาคสอง ตะลุยงานมหกรรมเครื่องดนตรีเป็นที่ประทับใจ กว่าจะลากหยางฉินตัวใหญ่รุ่น limited กลับมาได้ก็ใช่ง่าย สุดท้ายหวังว่าจะคุ้มค่าด้วยกำลังอวดสำเนียงสง่าอยู่ในสตูดิโอบันทึกเสียง รอให้เรียงร้อยครบถ้วนกระบวนการ ก็คงจะได้ผ่านหูผู้ฟังทั้งทาง(ซื้อ)ตรงและ(ดาว์นโหลดฟรีๆ)ทางอ้อม กันต่อไป

เครื่องดนตรีมากมาย ยังก่ายกองให้เลือกซื้อถือครอง ทั้งที่ต้องต่อราคากว่าครึ่งค่อน กับอีกที่ไม่ต้องอ้อนวอนให้เสียเวลา ผ่านการเจรจาภาษาใครภาษามันสนุกมือ

สิ่งที่ขาดหายจากภาคแรกที่มาร่วมงานคือ บูทจำหน่ายซีดี และ เอกสาร โน้ต สิ่งพิมพ์ต่างๆ ทางดนตรี หาใช่เพียงที่ในงาน หากแต่แม้สายการค้าย่านร้านรวงต่างๆก็แทบจะไม่ปรากฏต่อสายตา หรือโลกไซเบอร์จะพาให้ธุรกิจ ธุรกรรม ที่จับต้อง ส่องดม ชื่นชมได้ กลายเป็นวัฒนธรรม จิ้มกด ดาว์นโหลดแล้วส่งต่อไปอย่างไร้ความสำคัญของที่มา

ส่วนการเข้าชม ไทยแลนด์พาวิลเลียน ในงาน เอกซ์โปร์ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ขอข้ามไปซึ่งบทบันทึกและวิพากษ์ เพื่อความปลอดภัยของผู้เขียน..ไชโยยย

19 ตุลาคม 2553

กลับสู่สยามบ้านเกิดปุ๊บ รุ่งขึ้นก็ เปิดคอส วิชาศิลปะวิจักษ์ สอนเด็กๆวิทยาลัยพยาบาลกองทัพเรือ เป็นเวลาสี่สัปดาห์ ศิริรวม 12 ชั่วโมง

เรียน เล่น สนุกสนาน ก่อนที่จะพากันไปปิดคอสเพลิดเพลินเดินนานกันที่ นิทรรศ รัตนโกสินตร์ แหล่งเรียนรู้หรูหรากาแฟแพง ย่านถนนราชดำเนินเป็นการส่งท้าย ก่อนที่จะกลับไปปฏิบัติภารกิจหลักสอนหนังสือแถวศาลายาอีกอย่างน้อย 24 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ว่ากันไป

มีเรื่องราวอีกมายมาย ที่ยังนอนรอด้วยลมหายใจระรวยรอการปัดฝุ่นมาบอกเล่าเท้าความในรากเหง้าที่มา ก่อนที่แปรเปลี่ยนไปสู่ชีวิตที่แตกต่าง ใยจะต้องรอโครงการหรูมาอุ้มชู ช่วยดูแลกันเองตามกำลังประทังไว้ ถ่ายทอดสำนึกให้ลูกหลานกันไว้ก่อนดีไหมพี่น้อง อย่าปล่อยทุกอย่างจะเลือนหายต้อง เดา งมหา นั่งเขียนเขียนตำราบูชากันกระนั้นเลย

31 ตุลาคม 2553

โรงละครแห่งชาติ (จริงๆนะ)

ตลอดช่วงบ่ายกับคอนเสิร์ตที่ยาวนาน อันหมายถึงรายการแสดง และ การเริ่มต้นที่ล่าช้าไปกว่ากำหนดการ ทำให้อาการง่วง เพลีย หิว เบื่อ สลับกันเข้ามาทักมาย

ระนาดคะนอง กลองสิบทิศ อีกก้าวย่างของเพื่อน ป๋อม ชัยยุทธ ที่ได้ทุ่มแรงกายใจ ทั้งร้องเพลง เล่นดนตรี กระโดดโลดเต้น สลับศิลปินรับเชิญมากหน้าหลายตาที่เวียนกันขึ้นมาด้นสดไม่หวาดไหว

ผลตอบรับจะเป็นอย่างไรก็เรื่องหนึ่ง อย่างไรเสีย ก็ขอเป็นกำลังใจให้ เจ้าของน้ำตาลูกผู้ชายไม้ระนาดที่ร่วงหล่นระว่างตระหวัดลายเซ็นต์ลงบนโปสเตอร์ใบเขื่อง ซึ่งคงเทียบไม่ได้กับหยาดเหงื่อที่ได้อุทิศให้ เพื่อตามฝันของตัวเอง จนกระทั่งถึงวันนี้

Next Step นะเพื่อนป๋อม…

3 พฤศจิกายน 2553

บนชั้นสองของอาคารราชนาวิกสภา ในคืนที่แม่น้ำเจ้าพระยาปรื่มเปี่ยม ระยับแสงแสงมลังเมลืองของพระบรมหาราชวังเป็นระรอกริ้ว

โต๊ะอาหารปูผ้าประดับดอกไม้หรูหราจำนวนไม่ถึงสิบโต๊ะ กับสิทธิพิเศษผ่านค่าใช้จ่ายรายหัวละห้าพัน ชายหญิงจากแดนไกลไม่ระบุสัญชาตินั่งละเลียดไวน์ราคาแพง ในวันที่ อีกหลายพันหมื่น ยืนตีนเปียกไร้ที่พำนักด้วยน้ำที่ทะลักล้น

กอไผ่บรรเลงรมย์ ระงมเพลงแผ่วล้วนแล้วแต่ที่ไม่ได้ซ้อมนัดหมาย ให้อีกค่ำคืนผ่านพ้น

สู้กันต่อไป พี่น้องชาวไทย..

14 พฤศจิกายน 2553

กอไผ่ ชุดเล็กดาวกระจุยลุยสดขับกล่อม คละเคล้า วรรณกรรม บทกวี ในงานสำคัญ ของอาจารย์ ส.ศิวลักษณ์ นำโดย ครูอั้ม นายกบ ณ สวน เงิน มี มา ร่าเริงกันไปตามสภาพทราบแล้วเปลี่ยน

17 พฤศจิกายน 2553

บ่ายแก่ๆ อุทิศเวลาให้ปากคำ นักข่าวสาว จากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ร่ายยาวด้วยเรื่องราวชีวิตมุมมองดนตรีและสังคม ทั้งที่ชื่นชม ขมขื่น แว่วน่าจะยืนอ่านฟรีๆตามแผงหนังสือทั่วไปและโลกไซเบอร์ในอีกไม่นานนัก

28 พฤศจิกายน 2553

เมื่ออะไรผิดที่ผิดทาง ด้วยความคาดหวังและรสนิยม จึงทำให้ค่ำคืนที่โรงแรมสุโขทัย กับใครคนสองกลุ่มที่มาชุมนุมในงานวิวาห์ ต้องแบ่งภาคเสพสนุกดนตรีแบบประดักประเดิด

ขอเพลงเร็วๆ แบบเต้นได้ครับ เพลงเร็วๆน่ะ

เสียงใครคนไร้รสเดียงสา(ทางรสนิยม) แต่รับหน้าเสื่อ เป็นผู้จัดงานร้องขอ เพื่อสนองความต้องการของเพื่อน บ่าว สาว ที่อุ่นเท้าเตรียมขยับเขย่า ไม่สนใจ ผู้เฒ่าในโต๊ะแถวหน้า ที่อ้าปากขยับตามเพลงรักร่วมสมัยย้อนวัยหวานอิ่มสุข

สุดท้ายก็จบลงด้วยวัฒนธรรม เปิดแผ่น กระแด่ว กระแด่ว กันไป ส่วนกอไผ่ก็ตั้งแถวรับสตางค์กันแบบงงๆปลงอนิจจัง

19 พฤศจิกายน 2553

ปฏิบัติหน้าที่เป็นโต้โผดูแลวงดนตรีเข้าร่วมงาน กะดีจีน ศิลป์ในซอยครั้งที่ 2 ในกิจกรรมบรรเลงดนตรี สานสัมพันธ์ บ้านดนตรี ศรีแผ่นดิน ในนามบ้านศิลปบรรเลง ร่วมกับ บ้านพาทยโกศล และ บ้านดุริยประณีต บนเวทียกระดับกว้างขวาง บริเวณลานโล่ง วัดประยุรวงศาวาส ในระหว่างเทศกาลลอยกระทงหลงทางอันคึกคัก คักคึก

จัดวงปี่พาทย์ประสมเครื่องสาย เป็นใข่แดงระหว่าง ปี่พาทย์ไม้แข็งสองสำนัก กว่าจะพร้อมพรักนั่งครบเครื่องก็พาเอาใจหาย ด้วยจราจรจลาจลอลหม่าน กับอีกส่วนของทีมงานที่จัดหนักกับ ลาบเป็ด หน้าวัดอย่างเต็มเหนี่ยว กว่าจะเลี้ยวเข้าวัดมาคอนซอ ถือขลุ่ยกันได้ก็หายใจไม่ทั่วท้อง

เริ่มจากโหมโรงเพลงศรทองเป็นสัญลักษณ์ ตามติดด้วย โหมโรงกราวนอก ว่องไว เพลงที่สองรับร้องบทใหม่เส้นสายลายคำ อ.โดม สว่างอารมณ์ รับเพลง นางนาค กล่อมนารี ทางเปลี่ยนสำเนียงแขก ฝีมือ ลุงนิก เอนเอียงลงบนเตียงกอดหมอนข้าง ครวญครางโดย ครูต่อ ธนสัน ในเพลง ไส้พระจันทร์ เถา แถมด้วย แขกขาว เถา ส่งท้ายด้วย พระอาทิตย์ชิงดวง บทพระราชนิพนธ์ใน ทูลกระหม่อมแก้ว เป็นอันสิ้นสุดภารกิจของบ้านศิลปบรรเลง

บ้านพาทยโกศล ประโคมครืนด้วย มหานิมิต โหมโรงกัลยาณมิตร นางนาค กล่อมนารี ที่ครูสมศักดิ์ ไตรวาส ได้ฝากเสียงระนาดด้วยตัวเอง ตามด้วยเพลง บุหลัน เถา และ พระอาทิตย์ชิงดวง บทร้องดั้งเดิม พระอาทิตย์ชิงพระจันทร์เด่น

บ้านดุริยประณีต ประเดิมด้วย โหมโรงเจริญศรีอยุธยา ออกม้าย่อง ส่งท้ายกันด้วยพระอาทิตย์ชิงดวง ที่ หนุ่มป๋อม ชัยยุทธ มาอ้อนเอื้อนส่งท้าย

ส่วนรายละเอียดที่เหลือก็ว่าไป ปล่อยให้เป็นประวัติศาสตร์บอกเล่าตามแต่จินตนาการ จินตนาเกินกันต่อไป เทอญ

12 ธันวาคม 2553

เดินทางผ่านถนนที่กำลังเป็นเรื่องราวใหญ่โต

นายโจ๊ก นายจิ๊บ กับกระสุนสิบสองนัดที่ปลิวเข้าใสรถยาริส ด้วยสาเหตุที่ไม่ยอมให้แซง ปลิดชีวิตเด็กน้อย โตมี่ ล่องลอย ล่องลอย…

ถึงที่หมาย นั่งตากน้ำค้างเป็นกรรมการอยู่หลังเจดีย์โย้เย้ที่วัดหลังคาขาว อยุธยา เบื้องหน้าเวทีใหญ่กระหึ่มเสียง วงดนตรีลูกทุ่งที่สลับสับเปลี่ยนกันขึ้นมาอวดฝีไม้ลายมือ ทั้งร้อง เต้น เล่นละคร ในการประกวด ดนตรีลูกทุ่ง และดนตรีร่วมสมัย ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเทพฯ ประจำปี 2553 เนื่องในงาน สานศิลป์ ถิ่นมรดกโลก งานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก

เสียงเบสกระหึ่ม บราสเซ็คชั่นทะลวง โสต แข่งกับเวทีแสงเสียงขนาดยักษ์ที่ตระหง่านกันอยู่เบื้องหลัง คั่นไว้เพียงตลาดย้อนยุค อันประกอบด้วย ข้าวยา ปลาปิ้งนานา ล้วนพ่วงท้ายด้วยสร้อยศัพท์โชว์ว่า โบราณ เป็นจุดขายของผู้คนที่โหยหาอดีต

โรงเรียนห้วยราชพิทยาคม บุรีรัมย์ โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย สมุทรสงคราม และ วิทยาลัยนาฏศิลป์สุโขทัย ใส่กันสุดๆ ก่อนจะยุติเสียงคืนความสงัดสงบ มีเพียงเสียงระนาดลิเก แว่วมาตามลม กับแสงตะเกียงริบหรี่ให้เห็นในพงดงต้นไม้ไกลลิบปรากฏสิ่งมีชีวิตหยิบมือ ทั้งคนเล่นคนร้องอีกคนดูไม่เกินไปกว่าจำนวนของแดนเซอร์ที่เพิ่งเสียน้ำตากับความผิดหวังและสมหวังไปในชั่วครู่ที่ผ่านมาเพียงคณะเดียว

อีกห้าวัน จะกลับมาทำหน้าที่อีกครั้ง (17 ธันวาคม ในรอบรองชนะเลิศ) หวังว่า ลิเกคณะนี้ยังคงสง่างามอยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงบนผืนดินของมรดกโลกแห่งนี้

ก่อนกลับ สดับความรู้จากปากคำของ อ.บรูซ แกสตั้น ที่นั่งอยู่ติดๆกัน

เสียดายนะ น่าเสียดาย เราเอามาแต่ทำนองไทยเดิม แล้วเราก็ไปไหนไม่รู้ แต่เราลืม จังหวะไทย เราลืมหน้าทับไทย เสียดาย..

เนื้อหนัง ร่างกาย ที่ไร้กระดูก จึงยวบยาบไร้แก่นแกนอยู่เช่นนั้น…

18 ธันวาคม 2553

เช้าตรู่เอารถเข้าอู่ซ่อมตรวจระยะ ก่อนจะรีบกลับมาปฏิบัติภารกิจตามที่ได้นัดหมายทับซ้อนไว้สองสามงาน

พี่วินัย ปฐมบูรณ์ ผู้กำกับ คุณเอ้ ผู้ช่วย และอีกใครคน มาขอพบเพื่อปรึกษาถึงโปรเจคละครโทรทัศน์ 12 ตอน ของช่อง ไทย พี บี เอส ที่เจตนาจะใช้เป็นการเปิดตัวสถานีแห่งใหม่ในราวเดือนมีนาคม ปีหน้า

เสียงหยางฉิน อีกเพอร์คัสชั่นสารพัดสัญชาติ ยังคงแว่วเสียงเป็นแทรคแทรกสอดสลับบทสนทนา ซึ่งเป็นอีกภาระหนึ่งซึ่งต้องรับผิดชอบดูแลในเวลาเดียวกัน

คงจะได้บทอย่างเร็ว วันพฤหัสนี้ ช่วยดูให้ด้วยนะครับ ไม่มีโอกาสได้ปฏิเสธ เช่นเดียวกับเมื่อครั้งที่ผู้กำกับหนุ่มหน้าจืดในเสื้อเชิ้ตสีฟ้าเข้ามาพบเมื่อ ปลายปี 2544

จาก โหมโรง สู่ โหมโรง…..ไม่เลิกรา….มันยังดังอยู่นั่นไง

19 ธันวาคม 2553

ด้วยที่มีสอนแปดโมงเช้าทุกวัน ที่ทำให้ต้องแหกขี้ตาตื่นก่อนย่ำรุ่ง ทำให้วันหยุดในฝันที่หวังว่าจะได้นอนตื่นสายนั้นมีค่าขึ้นทบทวี

ตื่นรึยังค้า ตองมารับแล้ว สาวว่าที่ปริญญาโทอาสมสมัครดนตรีไทยผู้ขันแข็งรายหนึ่งแผดผ่านโทรศัพท์ปลุกให้ตื่นจากภวังค์ แต่เช้าตรู่

ไม่นานนักก็ไปพบตัวเองอยู่หน้าเวทีใหญ่ภายใน เขาดิน หรือในภาคภาษาราชการว่า สวนสัตว์ดุสิต หลังจากก้าวขาผ่าน เสือ สิงห์ กระทิง แรด (จริงๆ) มาจากอาคารจอดรถในอีกฟากป่า

งาน Happy Family Day โดย สสส. มูลนิธิเพื่อพิพิธภัณฑ์ไทย มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว และองค์การสวนสัตว์ จัดสัมมนา ทิศทางแหล่งเรียนรู้ไทย พร้อมกางเต็นท์ปูเสื่อนำเสนอกิจกรรมผลงานของแหล่งเรียนรู้กว่า 50 แห่งมาจัดแสดง

พิพิธภัณฑ์ธงสยาม ในนาม คุณพฤฒิพล ประชุมผล คนบ้างาน มากับธงชาติเล็กสุดเท่าเมล็ดข้าวสาร กับใหญ่โตขนาดคลุมครอบบังแดดกันทั่วถึง ทักทายกันตามประสา ก่อนจะฝากโครงการ รื้อฟื้นบรรเลง สรรเสริญพระบารมีเวอร์ชั่นต่างๆ แต่โบราณกาล มาเป็นการบ้านเพื่อให้เกิดเสียงขึ้นอีกครั้ง

บนเวที สาว สไบ ระนาด เอก ทุ้ม ซอ ขลุ่ย นุ่งโจงขึ้นมาบรรเลงเพลงสนุกสนานประกอบแบคกิ้งแทรค สมนึก โต้โผวงแทรกผ่านผู้คนเข้ามาทักทาย สมทบวงสนทนาปัญหาบ้านเมืองกับ พี่หน่อง และ คมสันต์ ไทยโชว์ ซึ่งชุมนุมกันอยู่หน้าบูท มูลนิธิหลวงประดิษฐ์ ที่ได้สองสาว ตอง อ๊อย และหนึ่งหนุ่ม นายอ้วน มาช่วยเป็นธุระจัดการให้สมงาน

จบจากวง สไบ ต่อด้วยการแสดงของเด็กๆชมรมฯมูลนิธิหลวงประดิษฐ์ และมูลนิธิครูมนตรี ตราโมทย์ ที่ได้น้องๆจากโรงเรียนเตรียมอุดมมาช่วยแสดงฝีมือ เดี่ยวพญาโศก นกขมิ้น ในความควบคุมดูแลของ ครูอั้ม

ท่านรองฯครับ เดี๋ยวสักครู่ขอเชิญท่านรองฯขึ้นมอบ ของที่ระลึกให้นักแสดงด้วยนะครับ

ทีมงานร่างใหญ่คิ้วเข้มก้มลงคุกเข่าแทบเท้าพี่หน่อง ก่อนเอื้อนเอ่ยแจ้งกำหนดการ ท่ามกลางความงุนงงของวงสนทนา และแน่นอนว่าที่เอ๋อที่สุดคงไม่พ้น ท่านรองฯหน่อง

….เอ่อ ครับๆๆๆ ไม่มีใครอาวุโสกว่านี้เหรอครับ เอ่อได้ครับ…

พี่หน่องในเสื้อคลุมผ้าฝ้ายภูมิฐานระล่ำระลัก

ไม่นานนักก็ถึงคิวที่หนุ่มคนนั้นแจ้งไว้
พิธีกรบนเวทีนำเข้าสู่พิธีการ

ขอเรียนเชิญ ท่านรอง ผอ.องค์การสวนสัตว์ขึ้นมอบของที่ระลึก…..บลาๆๆๆๆ

55555 วินาทีนั้นปัญญาก็เกิด

มีมาดผู้บริหาร (สวนสัตว์) เหมือนกันนะพี่เรา

………………

ค่ำคืนวันเดียวกัน ภายในกล่องกระดาษสีแดง โล่รางวัลผลึกใสนอนนิ่ง จารึกแจ้งให้เห็นว่า เป็น รางวัลแหล่งเรียนรู้ดีเด่น มอบให้แก่ เรือนบรรเลง

ขอบคุณ พีนุช ที่เคี่ยวเข็นให้โอกาสเข้าร่วมโครงการ ขอบคุณอาสาสมัครมากมาย นอกเหนือจาก ตอง อ๊อย อ้วน ที่ชวนกันมาเฉพาะกิจในครั้งนี้ ขอบคุณพี่น้อง ออนอาร์ต และญาติโกโหติกาอีกมากมาย ที่สนับสนุนเป็นแรงใจทุนทรัพย์

ขอบคุณกันยืดยาวเหมือนสคริปแจกรางวัลออสการ์ สุดท้ายก็คือเพียงอีกหนึ่งหน้าของเวลาที่กำลังผ่านไป

ก้าวต่อไป..ต่อไป…

Posted: ธันวาคม 20th, 2010
Categories: วันที่เหลือ
Tags:
Comments: 2 Comments
Comments
Comment from สุรินทร์ - 14/02/2011 at 12:28

อยากฟังครับ

Comment from โทรศัพท์มือถือ - 20/07/2013 at 17:00

I’d like to thank you for the efforts you have put in writing this blog. I really hope to view the same high-grade blog posts by you later on as well. In fact, your creative writing abilities has encouraged me to get my own, personal blog now 😉