วันอัศจรรย์ 20 “Crossroad”

มอสองเพื่อนกัน กับวันอัศจรรย์ของผม 1

Crossroad

16 เมษายน 2550

กวีกระวาดแถวๆสามเสนกล่าวไว้ว่า ชีวิตคนเรานั้นก็เปรียบเสมือนเส้นเชือกที่เราผูกปมเอาไว้เป็นเรื่องราวยึดเกาะ ผูกพัน ระลึกถึง จะด้วยความยุ่งเหยิงหรือเรียบร้อยก็ตามที บางคนเรียนรู้ที่จะแก้ บางคนปล่อยให้แน่นิ่งอยู่เช่นนั้น บางคนรู้จักที่จะใช้ประโยชน์ บางคนรู้สึกโทษเห็นว่าเป็นสิ่งเกะกะติดค้างรำคาญใจ

อย่างไรเสีย จะด้วยเจตนาหรือพลั้งเผลอเราก็มิอาจรู้ได้เลยว่าเราจะผูกขึ้นมาอีกเมื่อใด

และปลายหนึ่งซึ่งสุดสายจะทอดยาวอีกยาวพอที่จะผูกมันขึ้นมาอีกหรือไม่หนอ

………………………………………………

ขวบปีที่สองของชีวิตในโรงเรียนมัธยม บ่มเพาะกระเทาะกระแทกชีวิตลิขิตมาจนทุกวันนี้

บนทางแยกเล็กๆ ที่อาจจะมีเพียง ซ้ายหรือขวา ให้เลือก จากก้าวแรกที่เกลือกเท้าเดินเพลินเกินกว่าที่จะหันหลังไปเริ่มต้นใหม่ในอีกเส้นทางหนึ่งเสียแล้ว

ผมย้ายลงมาอยู่ชั้นสองของตึกเดิม ขยับห้องใกล้ความเจริญมาอีกนิด ซึ่งก็ทำให้ระเบียงส่วนตัวที่ซนของของพวกเราชาว ม.หนึ่ง กอ หายไปตามสิทธิที่พึงได้รับ

ผมอยู่ห้อง มอสอง ข.ใข่ ที่ห่างไปเพียงแผงกระดานไม้อัดขวางกั้น ความรู้สึกแรกที่ปรากฏเมื่อย่างเท้าเข้าสู่ระเบียงชั้นสองคือ ทิวทัศน์ที่สามารถมองทะลุไปเห็นห้องดนตรี ที่สถิตย์อยู่ซึ่งชั้นสามบนตึกหลังประตูฟุตบอลอีกฟากหนึ่ง อีกห้องคอมพิวเตอร์ ที่สะเออะเข้าไปนั่งดูตู้ไฟฟ้าจอเขียวโดยไม่มีโอกาสได้แตะเครื่องเลยหายไปเสียหนึ่งเทอม กลับถูกเติมบดบังอึดอัดด้วยใบหูกว้างขวางตา

ในห้องเล็กๆที่โทรมกว่าเก่า มืดกว่าเก่า แต่เย็นกว่าเก่า ด้วยบนคร่าวเพดานพัดลมเหล็กก้านยาวตัวใหม่ถูกติดแขวนแก่งแขนหวาดเสียวอยู่เหนือหัว ผมลือกที่นั่งคู่กับเด็กซนขุนพลคู่ใจซึ่งก็มิอาจจำได้ว่าใครคือคนนั้น หากแต่คืนวันที่ผันเปลี่ยนไม่ช้านัก พวกตัวแสบทั้งหลายต้องสลายแก๊งถูกแบ่งแยกจับคู่นั่งก็เด็กผู้หญิงที่ดูเรียบร้อยมีอนาคตเสียถ้วนทั่ว ด้วยราชโองการของอาจารย์ประจำชั้นที่ไม่อาจขืนขัด

อ.ยุพา คือ อาจารย์ประจำชั้นของผม

ห้อง มอ สอง ขอ ของผม เป็นห้องพิเศษสำหรับผู้มีสิทธิพิเศษ ทุกเช้า ห้องผมจะต้องมีการโฮมรูมอย่างจริงจังเป็นเรื่องราว มีสมุดหัวข้อในการสนทนาของเช้าวันนั้น เผลอๆต้องนำกลับไปให้ผู้ปกครองเซ็นต์กำกับรับทราบเสียอีกชั้นขั้นตอน

ทุกๆกลางวัน ตัวแสบทั้งหลายก็มักจะถูกมอบหมายภาระในการขึ้นมาอ่านหนังสือทบทวนวิชาให้ อ.ยุพา ฟัง และอื่นๆอีกจิปาถะที่แสดงสถานะว่าเราคือบุคคลพิเศษ แทนที่จะได้ไปเริงร่าซ่ากันในสนามบอลเยี่ยงปุถุชนคนธรรมดาเหล่านั้น

ผมไม่ค่อยเห็น อ.ยุพา ถือชอร์คเขียนกระดานมากนัก ส่วนใหญ่ที่ติดมือถือคล้องแขนคือกระเป๋าใบเขื่อง และไม้บรรทัดสารพัดรูปแบบทั้งที่ทำจาก ไม้ พลาสติค เหล็ก เพื่อการ เคาะ โขก เขก ตี ทั้งที่กระดานตำ โต๊ะ หน้าแข้ง และแก้มก้น

กริยาของอาจารย์นั้นนุ่มนวลเชื่องช้า เดินช้า พูดช้าๆพร้อมๆกับค่อยลืมตามาสบตา

อาจารย์จะมีห้องทำงานอยู่อีกที่หนึ่งคือห้องดนตรี

ห้องดนตรีนั้นมีทั้งหมดสามห้อง วางตัวอยู่บนตึกที่อยู่ตรงข้ามกับห้องเรียน

ห้องริมสุดคือห้องดนตรีสากล มีคนตัวเล็ก อ.อรวรรณ ขมวัฒนา ทำหน้าที่ดูแลเปียโนอย่างเคร่งครัด ซึ่งในห้องนี้ก็จัดได้ว่าเป็นที่ลี้ภัยในยามที่ปีกหางกล้าแข็งรู้ทางหนีที่ไล่มากขึ้น ด้วยประตูหน้าต่างมิดชิดอีก แอร์เย็นเฉียบเพียบพร้อม

ห้องถัดมาคือ ห้องนาฏศิลป์และขับร้อง ในห้องขนาดเท่ากัน หินขัดมันวาววับ ไร้โต๊ะตั่งใดๆบังสายตา อ.ยุพา นั่งนิ่ง อยู่หลังโต๊ะริมห้อง ร้องเพลงเขมรไทรโยค โบกไม้บรรทัดถนัดถนี่ แข่งเสียงมอเตอร์ไซด์ที่กระหึ่มเครื่องผ่านไปมาในถนนสามย่านเบื้องล่าง

แน่นอนที่พวกเราต้องเข้าเฝ้าพับเพียบเรียบร้อยเป็นแถวหน้ากระดานอยู่เช่นนั้นทุกชั่วโมง ซึ่งช่างสุดโต่งจากห้องที่สามถัดไปเช่นฟ้ากับเหว

ห้องที่สามถัดมา เป็นห้องดนตรีไทย ที่มีอาจารย์ร่างสูงใหญ่สอนสั่งเว้าวอน กับกองเครื่องดนตรีเก่าเก็บฝุ่นเขรอะอีกพะเนิน

อ.ชูเกียรติ วงฆ้อง พูดเบา เดินเบา ขี้เกรงใจ ให้เกรดเป็นเทกระจาด ประหลาดจริงที่อาจารย์ทนนิ่งสงบสยบความซนของพวกเราได้

ไหนๆแล้วขอเลยไปอีกสองห้อง

จากห้องศิลปะ ของอาจารย์จุฑารัตย์ ที่จัดว่าเงียบยะเยือกอีกท่านหนึ่ง ก็จะถึงแดนศิวิไลซ์ ออฟฟิศใหญ่ของ อ.สาธร ดอนเจดีย์ ซึ่งมีวีรกรรมวีรเวรมากมายเกินกว่าที่จะกล่าวถึงวาระนี้

สิ่งหนึ่งซึ่งยังรู้สึกระลึกได้อยู่ คือ ชั้นสามของตึกนี้เสมือนบ้านที่แสนสุของนักเรียนนอกห้องเช่นผมซะนี่กระไร

…………………………..

ผมมีเพื่อนใหม่อีกหลายคน บางคนคือเพื่อนเก่าที่เคยอยู่ห้องเดียวกันมาก่อนก็ได้สัญจรมาพบกันอีกภาค ในเรื่องราวที่บู๊ล้างผลาญขึ้นตามพรรษา

ส่วนเพื่อนใหม่ที่ได้เข้ามาในชีวิตคิดอ่านเล่นเรียน ผูกเท้าก้าวเดินกันไปในช่วงนั้นทั้งกลุ่มทั้งเดี่ยว ซึ่งแม้จะเลี้ยวลดคดไปไหนบ้าง แต่ลึกๆก็ไม่จางจืดไปไหนได้ ก็ได้แก่ ไอ้อาร์ท และผองเพื่อน ที่ได้เรียนรู้ ผูกพันกันมาแต่ครั้งนั้น….

…………………………………..

ผมยังหาโอกาสไปเยี่ยมเยียนระเบียงของห้อง มอ สอง กอ บ่อยๆ ด้วยความที่มีเพื่อนมาก โดยเฉพาะพวก ทามากอน แก๊งก๊วนชวนทะเลาะกับคู่แข่ง ข้าวเหนียวฯ ของพวกผม ก็รวมพลปักหลักกันอยู่ที่นี่

ในปีนั้น ผมไม่ค่อยได้ใช้เวลามองลงมาจากระเบียงชั้นสองลงสู่เบื้องล่าง เหมือนเช่นขวบปีที่ผ่านสักเท่าไหร่ แต่กลายเป็นสายตาที่ชะเง้อขึ้นไปมากกว่าที่มีความหมาย….

………………………….

บันทึกของเมื่อวานกำลังจะเริ่มต้น

ทั้งที่ในตัวตนที่เป็นอยู่ คือ ผลของก้าวแรกในวันนั้น….

Posted: ตุลาคม 21st, 2009
Categories: วันอัศจรรย์
Tags:
Comments: No Comments